ใต้เงาบาป 23

                                                                                                     เฉพาะอ่านออนไลน์

                                                                                                           ใต้เงาบาป

                                                                                                                                                                บทประพันธ์ของ ช่อมณี

23.

 

                     สังสิตกำลังเดินกลับไปยังเรือนพักของเขา  เมื่อเห็นไฟในห้องทำงานของมันตรินียังสว่างไสว  จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตึกใหญ่  เพื่อไปยังห้องชั้นล่างนั้น  เขาเปิดประตูห้องก็เห็นเจ้าของร่างสันทัดในชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้าอ่อนกำลังนั่งมองจอภาพด้วยท่าทางคร่ำเคร่ง

“ นี่เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว  คุณตรียังไม่นอนอีกหรือครับ ? “

มันตรินีหันมาส่งยิ้มให้กับชายหนุ่ม   “ ฉันอยากทำงานก่อน  เพราะติดค้างในใจค่ะ “

“ งานอะไรครับ ? “  สังสิตชะโงกหน้าไปมองจอภาพ

หญิงสาวรีบเปลี่ยนภาพหน้าจอทันที  พลางบอกเสียงอ่อยว่า   “ ฉันอยากเก็บเป็นความลับก่อนค่ะ  พี่สิต “

สังสิตยิ้มไม่ถือสา   “ ผมเข้าใจครับ “

“ พี่ไปไหนมา  จึงกลับดึกจัง “

“ ไปเที่ยวกับเพื่อนเก่าครับ “   สังสิตตอบเสียงเรียบ

มันตรินีนึกบางอย่างได้  จึงถามขึ้นว่า   “ พี่พูดกับป้ามาลีหรือยังคะ ? “

“ สองคนนั้นยอมอยู่กับผมแล้ว  แต่แม่ของศัลย์ดูจะผิดหวังที่สามีต้องติดคุก “

“ ฉันคิดว่ามันจบแบบนี้ก็ดีแล้ว “   มันตรินีพูดขึ้น   “ ต่อไปศัลย์จะได้เอาใจใส่ในการเรียนเพื่อเตรียมตัวแข่งขันด้านคอมพิวเตอร์ระดับชาติ “

“ หมู่นี้ผมก็เห็นเขาขยันมากทีเดียว  บางทีร.ร.ของเราอาจได้แชมป์อีกหนก็ได้ “

มันตรินีพยักหน้าเห็นด้วย  ดวงตาเปล่งประกายวาววับ   “ ฉันก็หวังเช่นนั้น “

“ พรุ่งนี้เช้าคุณมีชั่วโมงสอน  น่าจะรีบเข้านอนนะ “

หญิงสาวเอียงคอมองอีกฝ่ายเป็นเชิงล้อ   “ พี่สิตช่างเป็นห่วงสุขภาพของฉันจัง  เคยห่วงสาวอื่นแบบนี้บ้างไหมคะ “

“ เพิ่งเริ่มต้นใช้กับคุณนี่แหละ “   เขาตอบยิ้มๆ  แล้วใช้มือบีบลำคอของหล่อนเบาๆเป็นการหยอกล้อ  เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกลึกๆของเขาไม่ให้หญิงสาวจับได้  ด้วยกลัวว่ามันตรินีจะหนีห่างสายตาของเขาไป  เนื่องจากความในใจที่เปลี่ยนไปของเขา

“ พี่สิตเล่นแรงจัง “   มันตรินีบ่นอุบอิบ  เมื่อสังสิตโบกมืออำลา  แล้วเดินออกไปจากห้องทำงานของหล่อน  พร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจของเขา

 

                 ตอนเช้าหลังจากมันตรินีบรรยายในชั้นเรียนเสร็จสรรพ  จึงมานั่งทำงานที่ห้องคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง  สีหน้าคร่ำเคร่งยามมองจอภาพเบื้องหน้า

“ หวังว่าฉันจะทำสำเร็จสิน่า “

ศัลย์เดินเข้ามาในห้องนั้น  พลางชะโงกหน้าไปมองจอภาพ   “ อาจารย์ทำอะไรครับ ? “

“ ศัลย์ ? “

เด็กหนุ่มยิ้ม  แล้วนั่งบนเก้าอี้ว่าง  พลางส่งกล่องโฟมให้อาจารย์สาว

“ ได้เวลาอาหารมื้อเที่ยงแล้ว  อาจารย์สิตให้ผมมาส่งข้าวครับ “

“ ขอบใจมาก ศัลย์ “   หล่อนบอก  พลางตักอาหารใส่ปากด้วยความหิว

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย  เมื่อได้อ่านกระดาษบนโต๊ะ  แววตาตกใจ

“ นี่เป็นโครงสร้างของไวรัส ! “

อาจารย์สาวดึงเอกสารมาถือไว้โดยเร็ว  แล้วพูดว่า   “ นักคอมพ์ที่ดีไม่ควรสร้างของพวกนี้นะจ๊ะ “

“ ทำไม…… “

“ ฉันมีความจำเป็นบางอย่างจ๊ะ “

ศัลย์มองด้วยความสงสัย  มันตรินีมองลูกศิษย์อย่างใช้ความคิด  บางอย่างผุดขึ้นมาในสมองของหล่อน

“ เธอสนใจเป็นผู้ช่วยของฉันไหม ? “

“ ผมอยากทราบความจำเป็นของอาจารย์ก่อนครับ “   ศัลย์พูดต่อรองบ้าง  ทั้งที่นึกสนใจงานชิ้นนี้มาก

“ ฉันพนันกับเพื่อนว่าจะไม่ยอมให้เธอขโมยข้อมูลของฉันได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย “

“ ขโมยข้อมูล ? “

“ เพื่อนของฉันเป็นนักแฮกเกอร์มือดีของโลกจ๊ะ “

“ แฮกเกอร์รึ ! “   สีหน้าของศัลย์แลดูตื่นเต้นยิ่ง

เด็กหนุ่มเคยอ่านพบรายละเอียดของนักขโมยข้อมูลของหน่วยงานราชการต่างประเทศจากนิตยสาร  แต่ไม่เคยได้พบเห็นหรือเจาะลึกถึงวิธีทำงานของพวกเขาเลย  ดังนั้นเขาจึงรู้สึกสนใจมากกับสิ่งที่อาจารย์สาวกำลังจะทำ   นั่นคือการเอาชนะนักแฮกเกอร์ชั้นยอดของโลก

“ เท่าที่ผมทราบ  การจับนักแฮกเกอร์ต้องใช้เครื่องมือทันสมัย  แต่อาจารย์ไม่มีอะไรเลยนี่ครับ “

มันตรินียิ้มเย็น   “ ดังนั้นฉันจึงต้องเลือกใช้วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด  นั่นคือการใช้ไวรัสคอมพิวเตอร์เล่นงานเพื่อนของฉันไงล่ะ “

“ แต่มันอาจแพร่ออกไปได้นะครับ “

“ ฉันเตรียมแก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้แล้ว “   หล่อนบอกเสียงจริงจัง

ศัลย์รู้สึกทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของอีกฝ่าย  เมื่อมันตรินีพูดอย่างมั่นใจว่า

“ ฉันสามารถกำหนดเงื่อนเวลาในโปรแกรมไวรัสตัวนี้ได้ “

“ อาจารย์ก็ไม่ต้องสร้างโปรแกรมกำจัดไวรัสตัวนี้สิครับ “

มันตรินีส่ายหน้าทันที   “ ฉันต้องการกำจัดให้เร็วที่สุด  จึงต้องสร้างโปรแกรมกำจัด จะได้ไม่ต้องรอเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ “

เด็กหนุ่มนั่งครุ่นคิด  อาจารย์สาวถอนใจยาว   “ ฉันอยากได้ผู้ช่วย  แต่ไม่ต้องการให้เธอจำไว้เป็นแบบอย่าง “

“ ผมเข้าใจครับ “

“ งานชิ้นนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน  ดังนั้นหวังว่าเมื่องานเสร็จสิ้น  ต้องทำลายข้อมูลพวกนี้ทันที  ห้ามเก็บไว้กับตัวเด็ดขาด “

ศัลย์มองไม่เข้าใจ  อาจารย์สาวจึงอธิบายว่า   “ การสร้างไวรัสเพื่อทำลายข้อมูลของคนอื่น  ฉันถือว่าเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่น่ารังเกียจ  เมื่อฉันสร้างขึ้นมาได้  ก็ต้องกำจัดมันให้หมดไปจากวงการของเรา  เพื่อไม่ให้แพร่หลายไปทำลายคนอื่น “

“ อาจารย์ช่างมีความรับผิดชอบต่อวงการคอมพิวเตอร์มากนะครับ “

อาจารย์สาวหัวเราะคิก   “ ฉันไม่คิดทำการค้าโปรแกรมกำจัดไวรัสนี่จ๊ะ “

“ ผมก็ไม่ชอบพวกที่ขายโปรแกรมกำจัดไวรัส  ทั้งที่พวกเขานี่แหละสร้างไวรัสพวกนั้นขึ้นมาวนเวียนในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในเวลานี้ “

“ วงการค้าขายทำได้ทุกอย่างเพื่อรายได้มหาศาล  โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง “

มันตรินีมองลูกศิษย์นิ่ง  ก่อนจะถามขึ้นว่า   “ เธอสนใจงานนี้ไหม  แต่ไม่มีรายได้พิเศษนะจ๊ะ “

“ ผมอยากเรียนรู้เรื่องนี้เหมือนกันครับ “

อาจารย์สาวยิ้มกว้าง  นัยน์ตาสดใส   “ เรียนรู้ไว้ไม่เป็นไร  แต่อย่านำไปใช้ล่ะ “

“ ผมรู้จักแยกแยะความถูก-ผิดได้ครับ อาจารย์ “

“ ยินดีต้อนรับ  ผู้ช่วยของฉัน “   หล่อนตอบรับ   พลางเตือนอีกว่า   “ ห้ามช่วยงานของฉันจนกระทั่งลืมหน้าที่ในการเตรียมตัวเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์ล่ะ ศัลย์ “

“ ผมทราบครับ “   ศัลย์รับคำ   หัวใจเต้นรัวเมื่อนึกได้ว่าเขาจะได้เห็นกระบวนการสร้างและกำจัดไวรัสของนักคอมพิวเตอร์อัจฉริยะเช่นมันตรินี  ทั้งที่เขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายเท่านั้น  นี่เป็นโอกาสที่หายากยิ่งนัก

 

                ช่วงบ่ายมันตรินีแวะมาเยี่ยมนัชชา อัครชัย ซึ่งไม่ได้ไปเรียนเพราะป่วยเป็นไข้หวัด  ต้องนอนซมอยู่บนเตียงด้วยพิษไข้  หล่อนเห็นนายขัมน์ผู้เป็นบิดากำลังนั่งเฝ้าดูแลอาการของลูกสาวคนเล็กเพียงลำพัง  เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปในห้องนอนของเด็กน้อย

“ นัชชาเป็นอย่างไรบ้างคะ คุณลุง “

เมื่อหญิงสาวทรุดนั่งบนเตียง  ขัมน์จึงตอบว่า   “ ไข้ลดลงแล้ว  หมอให้ยาที่ทำให้นัชชาหลับมากๆ “

“ คุณลุงไม่น่าจะมานั่งเฝ้าเอง  ให้เด็กรับใช้ดูแลก็ได้นี่คะ “

“ ช่วงนี้อุษาซึ่งลุงไว้ใจยังเรียนอยู่  ส่วนลุงก็ว่าง  จึงทำเองดีกว่า “

“ ไม่ไว้ใจเด็กรับใช้สินะ “

ขัมน์พยักหน้ารับ  สีหน้าหมองคล้ำ  ดวงตามองนัชชาที่นอนหลับตาพริ้มด้วยความสงสาร

“ ลุงอยากทำบางอย่างเพื่อลูกคนนี้บ้าง “

มันตรินีฟังด้วยความเห็นใจ  ครอบครัวที่มีทายาทซึ่งมีปัญหาสุขภาพมากเช่นที่ขัมน์เผชิญอยู่  ย่อมทุกข์ใจมากเป็นเรื่องธรรมดา

“ สักวันนัชชาต้องรับรู้ความรักของคุณลุงค่ะ “

“ หมอพรบอกว่านัชชามีอาการดีขึ้นมาก  เพราะความเอาใจใส่ของเธอ “   ขัมน์มองด้วยความซึ้งใจ   “ ลุงขอบใจมากนะ  เดี๋ยวนี้เห็นลูกช่วยตัวเองได้มากขึ้น  ก็สบายใจบ้าง “

“ นัชชาดีขึ้น  เพราะพวกเราร่วมมือกันดีต่างหากคะ “

ขัมน์มองลูกสาวอย่างใช้ความคิด   “ บางครั้งลุงก็คิดว่านัชชาไม่รับรู้โลกรอบข้าง  ก็ดีเหมือนกัน  จะได้ไม่ต้องเห็นพ่ออยู่ในสภาพสูญเสียเช่นนี้ “

“ ฉันเสียใจเรื่องของคุณลุงค่ะ “

ขัมน์ยิ้มขื่น   “ มันเป็นความผิดของลุงเอง  ที่เลี้ยงงูเห่าไว้  ครอบครัวจึงเดือดร้อนเช่นนี้ “

“ อันที่จริงคุณปรานต์ไม่น่าทำรุนแรงกับคุณลุงเลยนะคะ “   หล่อนรู้สึกขุ่นใจ  เมื่อนึกถึงสิ่งที่ชายหนุ่มทำกับบิดาของเขา

“ ปรานต์……… “   ขัมน์ยั้งคำพูดบางอย่างไว้ทัน  ก่อนที่จะหลุดออกจากปากของเขา

หญิงสาวกล่าวปลอบชายสูงวัยว่า   “ คุณลุงนึกเสียว่ามันเคยเป็นของเรา  ตอนนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนมือได้แล้ว  อาจทำให้สบายใจขึ้นนะคะ “

“ ลุงก็ปลงได้มากแล้วล่ะ “

“ ของนอกกาย  เราหาเอาใหม่ก็ได้  ขอให้รักษาสุขภาพไว้ก่อน “

“ ขอบใจที่เตือนสติของลุงนะ “   ขัมน์บอกจากใจ  พลางสัมผัสได้ถึงจิตใจอันงดงามของมันตรินีซึ่งได้รับการอบรมจากนางนวลพรรณ ธมนันท์ ที่มีจิตใจอ่อนโยนเช่นกัน  เพื่อนเก่าของเขาคนนั้น !

เสียงประตูเปิดออก  ทั้งสองหันไปมองชายร่างสูงโปร่ง  ผมตัดสั้นเกรียนเดินเข้ามาในห้องนั้น

“ ผมรับอุษากลับมาดูแลนัชชา  พ่อจะได้พักผ่อนครับ “   ปรานต์กล่าวเอาใจ

ขัมน์ยังคงมีท่าทีเฉยชา  แล้วเดินสะบัดหน้าออกไปจากห้องนั้น

อุษารีบเข้าไปประคองนัชชาซึ่งตื่นนอนพอดี  เด็กสาวมองเห็นมันตรินี  แต่ไม่ยอมเอ่ยปากทักทายคำใดเลย  ดวงตากลมโตมองเขม็ง

“ ฉันมาเยี่ยมเธอ นัชชา “   มันตรินีบอกเสียงอ่อนโยรน  พลางโอบร่างเล็กผอมไว้

นัชชานั่งนิ่งสักครู่  จึงยกแขนมาโอบร่างของมันตรินีอย่างเบามือ

“ เธอกอดฉันใช่ไหม ? “   หญิงสาวถามไปด้วยท่าทางตื่นเต้นกับการตอบสนองจากเด็กน้อยที่ป่วยด้วยโรคออทิสซึ่ม

อุษายังเห็นนัชชานั่งนิ่ง  ใบหน้าเย็นชา  แววตาเริ่มเหม่อลอยอีกครั้ง

“ ฉันเป็นห่วงเธอ “   หญิงสาวจับใบหน้าของนัชชาให้มองหล่อนเท่านั้น   “ นัชชาต้องกินยาและนอนพักผ่อนให้มาก  เข้าใจที่ฉันพูดไหม ? “

นัชชาเม้มปากเล็กน้อย  อุษาจึงยื่นถ้วยน้ำและยาเม็ดให้แก่อาจารย์สาว   “ ถึงเวลาทานยาแล้วค่ะ “

ปรานต์ยืนมองคนทั้งสามโดยไม่พูดจาเลย  ภาพเบื้องหน้าทำให้แววตาของเขาแลดูอ่อนโยนและซึ้งใจกับความจริงใจที่มันตรินีและอุษามีให้นัชชาน้องสาวต่างมารดาของเขาที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์นัก

“ ฉันจะป้อนยาให้เธอนะ นัชชา “

มันตรินีส่งเม็ดยาไปจ่อไว้ที่ริมฝีปากของนัชชา  สักครู่เด็กสาวจึงเผยอริมฝีปากออกแล้วกลืนยาลงในลำคอโดยดี  เมื่อหญิงสาววางถ้วยน้ำในมือ   นัชชาจึงยกถ้วยน้ำขึ้นดื่มด้วยตัวเอง

“ เก่งมากจ๊ะ ! “   มันตรินีกล่าวชม  แล้วโอบร่างเล็กนั้นด้วยความรักและเอ็นดู

หญิงสาวจัดแจงให้นัชชานอนพักผ่อนเรียบร้อย  จึงบอกกับอุษาว่า   “ เธอดูแลให้ใกล้ชิดหน่อยนะ   เพราะนัชชาไม่ยอมพูด  จึงต้องอาศัยการสังเกตของเธอเท่านั้น “

“ ฉันทราบค่ะ อาจารย์ “

มันตรินีผุดลุกขึ้น  พลางสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่   “ ฉันต้องกลับเสียที  มีอะไรผิดปกติก็โทร.บอกฉันล่ะ อุษา “

“ ค่ะ “

มันตรินีเดินผ่านชายหนุ่มโดยไม่มีการทักทายใดๆ  อุษามองคนทั้งสองอย่างสงสัยยิ่ง  ทำไมจึงมีท่าทีหมางเมินเช่นนี้นะ…….

 

                 ปรานต์เดินตามเจ้าของร่างเล็กที่ก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อออกจากบ้านของเขา  ชายหนุ่มส่งเสียงเรียก  ฝ่ายนั้นไม่มีท่าทีจะหยุด  เขาตัดสินใจฉุดแขนของมันตรินีไว้ทันที

“ ผมเรียกคุณ  ไม่ได้ยินหรือไง “

“ ไม่อยากเห็นหน้าคุณต่างหาก “   มันตรินีตอบเสียงเข้ม  โดยไม่ยอมมองปรานต์

ชายหนุ่มเม้มปากไม่พอใจ   “ คุณต้องทนเห็นหน้าผมสักพัก  เพราะเราต้องคุยกันก่อน “

“ เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ! “

“ ผมมี ! “   ปรานต์เน้นเสียง  แล้วฉุดลากหญิงสาวให้ตามไป   “ ผมต้องทำงานตามที่รับปากเขาไว้  ม่ายงั้นอึดอัดใจตายแน่ “

หญิงสาวพยายามขืนตัวไว้  แต่ไม่อาจต้านทานความแข็งแรงของเขาได้  จึงต้องเข้าไปในห้องหนังสือของบ้านอัครชัยอย่างจำใจ

ปรานต์ผลักหญิงสาวไปที่โซฟายาวด้วยท่าทางหงุดหงิด  แล้วโยนแฟ้มลงบนโต๊ะหินอ่อน

“ ลุงพศต้องการให้คุณรับรู้ข้อมูลในแฟ้มนี้ ! “

มันตรินีเอื้อมไปหยิบแฟ้มมาเปิดดูด้วยความจำใจ  คิ้วโค้งบางขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น  เมื่อรับรู้ข้อความในแฟ้มโดยละเอียด

“ ท่านสั่งผมไว้  ตอนนี้ผมทำตามที่รับปากเรียบร้อย  คุณจะออกไปก็ได้ “

ปรานต์ยืนห่างออกไป  สีหน้าบึ้งตึง  ส่วนมันตรินีนั่งนิ่งอึ้ง  สมองครุ่นคิดหนักกับสิ่งที่รับรู้อยู่เบื้องหน้า

“ คราวนี้คุณน่าจะรับรู้เสียทีนะว่า  ไอรีนกับคุณเป็นหมากตัวหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้นคิดใช้แก้แค้นปู่ของคุณ  ด้วยความแค้นที่ถูกพรากจากพ่อของคุณ “

คำพูดของชายหนุ่มทำให้มันตรินียังคงนิ่งเงียบอยู่  ปรานต์เอ่ยอีกว่า   “ มันไม่ใช่ความบาดหมางของคุณกับไอรีนตามที่พวกนั้นยกขึ้นมาอ้างหรอก “

“ ฉันไม่มีวันถอนตัวแน่นอน ! “

“ ผมเข้าใจเรื่องนั้นดี “   ปรานต์ถอนใจหนัก   “ ปู่ของคุณเพียงต้องการให้คุณระวังการคบหากับนายพลัช  เพราะมันอาจใช้แผนสกปรกเล่นงานตัวคุณ “

“ เขากลัวกรรมสนองกับทายาทของเขาสินะ “   น้ำเสียงเยาะของหญิงสาว  ทำให้เขาสะอึกไป

ปรานต์เอ่ยเสียงอ่อนลงว่า   “ ท่านรักหลานของท่าน  ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อปกป้องชีวิตและอนาคตให้กับคนที่ท่านรัก  มิให้ผู้ใดมาทำลายได้

เท่านั้น “

มันตรินีก้มหน้าต่ำเพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้  พลางกล่าวว่า   “ เขาต้องการอะไรจากฉันล่ะ ? “

“ ท่านต้องการชัยชนะของคุณเท่านั้น ! “

“ คุณบอกเขาได้เลยว่า  ฉันชนะไอรีนแน่  ไม่ทำให้พิตรพิบูลต้องอับอายหรอก “   หล่อนบอกหนักแน่น  แล้วเดินตัวตรงออกไปด้วยใจมาดมั่น

ปรานต์มองมันตรินีอย่างห่วงใย  แต่เขาไม่อาจบอกความรู้สึกนี้กับหล่อนได้เลย  เพราะกลัวคำปฏิเสธของหล่อน  จึงจำใจเก็บงำความรักไว้กับตัวเองเท่านั้น  เขาตัดสินใจแน่วแน่จะทำตามแผนการทำลายนางพัชนีเพื่อปกป้องผู้หญิงที่เขารักอันเป็นหนึ่งในเป้าหมายของฝ่ายนั้น  แม้ต้องแลกกับชื่อเสียงของเขาก็ตาม

 

                     วันหนึ่งมันตรินีกำลังนั่งฟังคำอธิบายอาการผิดปกติของตัวเองจากหมอที่ทำการรักษาอยู่  สีหน้าและดวงตาของหล่อนฉายแววครุ่นคิดหนัก

“ เนื้องอกของคุณอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติกับการมองเห็น  และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก  ผมแนะนำว่าควรรีบผ่าตัดโดยเร็วที่สุด  หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้ดวงตาบอดแบบถาวรครับ “

มันตรินีถามขึ้นว่า   “ ฉันเคยทราบว่า  การผ่าตัดเปิดกะโหลก  อาจมีผลต่อสมองส่วนอื่นด้วย “

“ สำหรับกรณีของคุณ  ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น “   หมอสูงวัยตอบเสียงเรียบ   “ เราจะใช้เทคนิคสมัยใหม่ “

มันตรินีนั่งฟังวิธีการผ่าตัดซึ่งใช้เครื่องมือทันสมัย  โดยไม่ต้องเปิดกะโหลกด้วยความหวาดเสียว

“ ส่วนผลกระทบหลังการผ่าตัดคือ  ความทรงจำอาจเลือนลางไปชั่วระยะหนึ่งและการมองเห็นที่ไม่ปกติ  ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่เกิดขึ้นได้  แต่ไม่ใช่กับทุกคนนะครับ “

“ ถ้าการผ่าตัดมีการแทรกซ้อน  ฉันอาจมองไม่เห็นตลอดไปหรือคะ ? “

“ ใช่ครับ “   หมอสูงวัยตอบรับ   “ ทีมผ่าตัดของเราจะพยายามทำงานอย่างประณีต  เพื่อไม่ให้กระทบกับเนื้อสมองและเส้นประสาท “

“ ฉันขอเวลาคิดดูก่อนค่ะ “

“ อย่านานนัก  เพราะเรายังไม่ทราบว่าเนื้อชิ้นนี้เป็นเนื้องอกธรรมดาหรือมะเร็ง  จึงควรนำออกมาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด “

“ หมอคาดว่ามันจะใช้เวลานานเท่าไร  จึงทำให้ฉันมองไม่เห็นคะ “

หมอสูงวัยทำท่าครุ่นคิด  ก่อนจะตอบว่า   “ ไม่เกินหนึ่งเดือน ! “

มันตรินีพยักหน้ารับรู้  หมอสูงวัยย้ำเสียงอีกว่า   “ ถ้าการมองไม่เห็นถูกปล่อยทิ้งไว้นาน  แม้นำก้อนเนื้อออกมาได้  มันก็ช่วยคุณไม่ได้  ประสาทการมองเห็นจะสูญเสียถาวร “

“ ฉันจะรีบตัดสินใจค่ะ “   หญิงสาวตอบ  แล้วเดินออกไปจากห้องตรวจด้วยอากรเหม่อลอย

 

*****************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s