ใต้เงาบาป 21

เฉพาะอ่านออนไลน์      

ใต้เงาบาป             

บทประพันธ์ของ ช่อมณี

21

มันตรินีเดินทางมายังบ้านอัครชัยในตอนเย็นตามที่นัดหมายกับนัชชา อัครชัย เมื่อหล่อนกำลังเดินผ่านห้องนั่งเล่น  จึงได้ยินเสียงโวยวายของอุษาดังออกมา

“ อย่าทำคุณนัชเลยค่ะ “   อุษาร้องบอก  ขณะเข้าไปขวางเจ้าของบ้านสาวใหญ่ที่กำลังทุบตีเด็กสาวร่างผอมบางซึ่งโอนเอนไปมาตามแรงเหวี่ยงของผู้เป็นพี่สาวต่างมารดา  แววตาของเด็กน้อยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ

“ หยุดนะ ! “   มันตรินีตะโกนบอก  แล้ววิ่งไปกระชากร่างของนัชชามากอดไว้แน่น  สีหน้าขึงขัง

ปาลิตาตวาดใส่หญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ว่า   “ อย่ามายุ่งกับเรื่องในครอบครัวของฉันนะ ! “

“ ถ้าอาการจิตไม่ปกติของคุณกำเริบล่ะก้อ  จงออกไประบายที่อื่น  ไม่ใช่กับเด็กที่ไม่มีทางต่อสู้กับคุณนะ “   มันตรินีกล่าวโต้อย่างไม่หวั่นเกรงอีกฝ่าย

อุษายืนตะลึงเมื่อเห็นการเผชิญหน้ากันของคนทั้งสอง

“ แก……. “

ปาลิตาโกรธจัด  จึงตวัดมือไปบนใบหน้าของมันตรินีโดยที่หล่อนไม่คาดคิด  เลือดไหลซึมออกมาที่มุมปาก

อุษามองตาค้าง  ตกใจมาก   “ อาจารย์ตรี ! “

“ ถ้าขืนไม่ออกไปจากบ้านของฉัน  แกต้องโดนตบเป็นครั้งที่สองแน่ “   ปาลิตาพูดขู่อย่างย่ามใจ

อุษายืนตะลึงงัน  เมื่อเห็นมันตรินีฟาดกระเป๋าสะพายไหล่ใส่ใบหน้าของเจ้าของบ้านสาวใหญ่  ร่างของปาลิตาล้มคว่ำลงทันใด  เพราะภายในกระเป๋ามีเครื่องโน้ตบุ๊คบรรจุอยู่นั่นเอง

“ ฉันไม่ใช่รูปปั้นที่รอให้คุณตบฝ่ายเดียวนะ “

“ แก…… “   ปาลิตาสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่อาการงุนงงที่เกิดขึ้น

อุษารีบเข้ามาประคองร่างสาวใหญ่  แต่โดนผลักออกไปอย่างขุ่นเคือง  ทำให้จำต้องยืนมองอยู่ห่างๆ

“ ฉันจะแจ้งตำรวจจับแก ! “

มันตรินียืนกอดนัชชาไว้  ขณะที่ปาลิตาก้าวเท้าไปยังเครื่องโทรศัพท์เพื่อแจ้งตำรวจตามที่ลั่นปากไว้

“ เลิกทำบ้าได้แล้ว ลิตา “   เสียงของปรานต์ดังขึ้น  โดยเขากระชากหูโทรศัพท์ออกจากมือของน้องสาวทันควัน

ปาลิตารีบฟ้องว่า   “ มันทำร้ายฉันนะ พี่ปรานต์ “

“ เกิดอะไรขึ้น ? “   ปรานต์หันมาถามมันตรินี  หญิงสาวยืนนิ่งเฉย

ปาลิตาทำท่าจะเล่าเอง  แต่ชายหนุ่มมองตาดุเป็นการปรามไว้  แล้วมองมายังอุษาซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของนัชชา

“ เล่าเรื่องตามความเป็นจริงทีสิ อุษา “

อุษามีท่าทางอึกอัก เขาจึงย้ำเสียงว่า   “ เล่ามาเดี๋ยวนี้ ! “

“ ฉันจะพานัชชาเข้าห้องก่อน “   มันตรินีบอก  แล้วพาเด็กน้อยออกไปโดยไม่รอคำอนุญาตจากชายหนุ่ม

ปรานต์มองคนทั้งสองด้วยความหนักใจ  ทำไมเขาจะไม่เห็นรอยเลือดที่มุมปากของ

มันตรินี  แต่เขาต้องรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเสียก่อน  จึงตัดสินได้ว่าใครคือคนผิด

 

สักพักใหญ่อุษาเดินตามมันตรินีกับนัชชาไปที่ห้องน้ำ  สีหน้าของเด็กสาวตกใจมากเมื่อเห็นร่างของอาจารย์สาวทรุดนั่งบนพื้น  มือกุมศีรษะ  หลับตาแน่น  โดยมีนัชชายืนนิ่งอยู่ข้างๆ

“ เป็นอะไรคะ อาจารย์ตรี “   อุษาร้องถามอย่างห่วงใย

มันตรินีกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บที่เกิดขึ้นในศีรษะ  พลางบอกเด็กสาวว่า

“ พานัชชากลับห้องก่อน  เดี๋ยวฉันจะตามไป “

“ แต่……. “

“ ไปได้แล้ว อุษา “   หล่อนพูดย้ำเสียงหนักทั้งที่หลับตาอยู่

อุษาจำใจจูงนัชชาออกจากห้องน้ำทั้งที่ห่วงใยอาการผิดปกติของอาจารย์สาวมาก  แต่ไม่กล้าขัดคำสั่งของฝ่ายนั้น

“ ทำไมฉันมองไม่ชัด  และเวียนศีรษะเหลือเกิน “   หล่อนพูดรำพึง  เมื่ออยู่เพียงลำพัง

มันตรินีค่อยๆยันกายลุกขึ้น  พลางหันหน้าไปยังกระจก  ดวงตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ  ภาพของตัวเองปรากฏชัดขึ้น  อาการเวียนศีรษะหายไปแล้ว

“ เกิดอะไรขึ้นกับเรานะ ? “   หล่อนครุ่นคิดอย่างหวาดหวั่น  แล้วรีบล้างหน้าโดยเร็ว

 

มันตรินีเดินกลับมายังห้องเรียนของนัชชาด้วยท่าทางปกติ  ใบหน้าอิดโรยเล็กน้อย  อุษาทำท่าจะถามบางอย่าง  แต่หล่อนโบกมือปรามไว้

“ ไปเอาเครื่องดื่มเย็นมาให้พวกเราหน่อย อุษา “

“ ค่ะ “   เด็กสาวรับคำ  แล้วเดินออกไป

ภายในห้องจึงมีเพียงมันตรินีกับนัชชาซึ่งยังคงยืนนิ่ง  ใบหน้าสงบ  แววตาเลื่อนลอย

“ ฉันจะพูดกับเธอนะ นัชชา “   หญิงสาวประคองใบหน้าของเด็กน้อยให้มองสบตากัน

“ นัชชาเจ็บ แต่ไม่พูด  ฉันเข้าใจดี “

นัชชาเม้มปากแน่น  หญิงสาวโอบร่างเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน  พลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า   “ หากเธอไม่ยอมพูด  ทุกคนจะเห็นเธอเป็นแค่ตุ๊กตาที่มีลมหายใจเท่านั้น “

มันตรินีใช้นิ้วเขี่ยแก้มนวลเนียนของเด็กน้อยอย่างเบามือ  แววตาหนักใจ

“ สักวันฉันจะต้องได้ยินเสียงร้องของเธอ  นัชชา “

เด็กน้อยยืนนิ่งเช่นเดิม  ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ  มันตรินีมองแล้วถอนใจยาว

“ วันนี้เราจะไม่เล่นเกม  แต่มานั่งดูดาวกันดีกว่านะ นัชชา “

หญิงสาวพาเด็กน้อยไปนั่งที่โซฟายาว  แล้วกางแผ่นกระดาษรูปท้องฟ้าสีดำที่มีแสงดาวระยิบระยับสวยงามไว้บนโต๊ะ

“ เราจะสร้างจินตนาการจากภาพดาวเหล่านี้  แล้ววาดออกมาแลกกันดู “

นัชชาก้มมองภาพบนโต๊ะ  ดวงตาเป็นประกาย  มือน้อยลูบไล้รูปดาวที่กำลังส่องแสงอยู่  นั่นแสดงถึงความสนใจต่อภาพเบื้องหน้า

มันตรินียิ้มน้อยๆ  พลางส่งกระดาษเปล่าและดินสอให้อีกฝ่าย   “ เธอเห็นอะไรในภาพก็เขียนออกมานะจ๊ะ “

นัชชานั่งจ้องมองภาพนั้นนิ่งนาน  ก่อนจะลงมือวาดภาพของตัวเอง  ขณะเดียวกันหญิงสาวก็วาดภาพในห้วงคิดของหล่อนเช่นกัน

“ ภาพลูกไก่รึ ! “   มันตรินีมองภาพเขียนของนัชชาด้วยความทึ่งแกมสนใจ

นัชชาก้มหน้าต่ำ  แล้วใช้สองมือเล่นกันไปมา  หล่อนต้องจับใบหน้าอ่อนวัยของเด็กน้อยให้เงยมาสบตากัน  อันเป็นการเรียกความสนใจ

“ เธอเก่งมากที่วาดภาพนี้ “   มันตรินีบอกอย่างชื่นชม  แล้วชี้มือไปที่กลุ่มดาวในภาพนั้น    “ มันคือกลุ่มดาวลูกไก่ที่ปรากฏในท้องฟ้า  นัชชาเห็นมัน แล้ววาดออกมาอย่างถูกต้อง  ยอดเยี่ยมมากจ๊ะ คนเก่ง “

หญิงสาวโอบร่างเล็กบางนั้นด้วยความรักและเอ็นดู  จากนั้นจึงส่งภาพวาดดวงดาวต่างๆที่มีสะพานเชื่อมติดต่อกันซึ่งหล่อนวาดขึ้น

“ ฉันอยากให้มีคนเดินไปตามสะพานนี้  เพื่อติดต่อกัน “   หล่อนพูดแล้ววาดรูปคนลงบนสะพานเหล่านั้น   “ เหมือนที่ฉันอยากติดต่อกับเธอมากนะ นัชชา “

นัชชาลูบไล้ภาพสะพานอย่างเบามือ  แล้วหันไปเล่นกับมือทั้งสองอีกครั้ง

“ ฉันกำลังเข้าใกล้เธอมากแล้ว นัชชา “   หล่อนพึมพำ  เมื่อเห็นการตอบสนองของอีกฝ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ

หญิงสาวกอดเด็กน้อยไว้แน่น  แล้วเอ่ยเสียงนุ่มว่า   “ อันที่จริงฉันไม่อยากให้เธอต้องเจ็บตัวแบบเมื่อครู่นี้  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร  นอกจากนัชชาจะช่วยตัวเองได้ ซึ่งมันเป็นความหวังที่ห่างไกลเหลือเกิน “

อุษานำเครื่องดื่มมาให้ทั้งสอง  มันตรินีส่งถ้วยน้ำให้นัชชาแล้วให้มองมาที่หล่อนขณะยกถ้วยน้ำขึ้นดื่ม  เด็กน้อยเริ่มเลียนแบบท่าทางของอาจารย์สาวอย่างช้าๆ

“ ดีมากจ๊ะ นัชชา “    มันตรินีกล่าวชม  แล้วโอบกอดเจ้าของร่างผอมบางนั้น

อุษากระซิบบอกกับอาจารย์สาวก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเดินออกไปว่า   “ คุณปรานต์ขอพบที่ห้องรับแขกหน่อยค่ะ “ 

มันตรินีก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาสองทุ่ม  แววตาครุ่นคิด   “ ฉันมีนัด  ต้องรีบไป  เธอช่วยบอกเขาทีว่าขอโทษจริงๆ “

อุษามองตะลึง  ขณะที่มันตรินีถือกระเป๋าสะพายใบใหญ่ก้าวออกไปจากห้องนั้นโดยเร็ว

 

มันตรินีวิ่งเข้าไปภายในสนามบินดอนเมือง  พลางกวาดตามองไปยังเก้าอี้ของเหล่าผู้โดยสารที่กำลังพักรอขึ้นเครื่องบินของตน  แต่ไม่พบคนที่หล่อนต้องการ  จึงเริ่มร้อนใจเพราะหล่อนมาสายไปสิบห้านาที

“ มีสมันตรินีใช่ไหมครับ ? “

เสียงของหนุ่มฝรั่งร่างสูงใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง  ทำให้หล่อนหันขวับไปมองเจ้าของเสียง  หญิงสาวถอนใจโล่งอกทันที

“ มิสเตอร์กิซาเลส  “    หล่อนพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

“ เรียกผมว่าโจเฉยๆก็ได้ครับ มิส “

“ คุณเรียกฉันว่าตรีก็ได้ค่ะ “

หนุ่มฝรั่งร่างใหญ่หัวเราะในลำคอ  ดวงตาเป็นประกายยามมองพินิจสาวไทยร่างเล็กบางที่ดูกระฉับกระเฉงเบื้องหน้า

“ เดี๋ยวนี้ผมเข้าใจแล้วว่า  ทำไมชินจึงยอมขอร้องให้ผมมาพบคุณ  ทั้งที่เขาไม่ชอบเอ่ยปากแบบนี้กับใคร “

มันตรินีเลิกคิ้วนิดหนึ่ง  โจยิ้มกว้าง  ขณะเดินเคียงข้างไปกับสาวไทย

“ คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารัก  และฉลาดมากทีเดียว “

“ สงสัยคุณจะอ่านประวัติของฉันแล้วสิคะ “   หล่อนพูดเท่าทัน

“ ผมจะไม่พูดเรื่องแบบนั้นกับคนที่ไม่รู้จักหรอก “

มันตรินีอมยิ้ม   “ ขอบคุณที่ยอมรับว่าคุณรู้จักฉันนะคะ คุณตำรวจ “

“ ผมก็ชอบผู้หญิงที่มีสมอง  ไม่ใช่มีแต่ความงามนะครับ “

“ คุณกำลังยื่นใบสมัครกับฉันหรือไง “

โจหัวเราะชอบใจ  พลางถามทีเล่นทีจริงว่า  “ คุณจะรับไหมล่ะ ? “

“ มันเร็วไปค่ะ “   มันตรินีตอบจริงจัง

โจยักไหล่   “ไม่มีปัญหาครับ  คุณเป็นคนพูดตรงดีนะ “

ทั้งสองหยุดยืนอยู่บริเวณที่ตั้งของร้านอาหารหลากประเภท  มันตรินีจึงให้หนุ่มฝรั่งเป็นฝ่ายเลือก  โจเลือกทานพิซซ่า

 

หลังจากที่ทั้งสองรับประทานพิซซ่าและสนทนาในเรื่องที่ตั้งใจมาพบจึงปรึกษากันเป็นระยะเวลาพอสมควร  โจยื่นกล่องขนาดเท่าฝ่ามือที่ห่อด้วยกระดาษลวดลายน่ารักให้แก่หญิงสาว

“ ชินฝากของขวัญให้คุณ  เผื่อจะช่วยงานที่คุณกำลังทำได้ “

หญิงสาวรับกล่องมาถือไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ   “ ฝากขอบคุณถึงชินด้วยค่ะ “

“ เขาเขียนวิธีใช้ให้แล้ว  มันเป็นของส่วนตัวของเขา  ไม่เกี่ยวกับงานตำรวจ “

“ ฉันขอบคุณมากที่คุณสละเวลาพักรอเปลี่ยนเครื่อง  เพื่อให้คำปรึกษากับฉัน  มันมีประโยชน์กับฉันมากค่ะ โจ “

หนุ่มฝรั่งยิ้มกว้าง   “ ผมก็มีหน้าที่กำจัดแฮกเกอร์อยู่แล้ว  เมื่อชินขอร้อง  ในฐานะเพื่อนผมควรช่วยนี่นา “

มันตรินีมองด้วยความขอบคุณจากใจ   “ ฉันรบกวนคุณด้วยเรื่องส่วนตัวแท้ๆ รู้สึกละอายใจเหมือนกัน “

“ ผมอยากเตือนสักนิดว่า  ปกติการจับแฮกเกอร์ต้องมีเครื่องมือทันสมัยมาช่วย  แต่คุณไม่มีอะไรเลย  ดังนั้นคุณต้องคิดหาวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพเพื่อใช้งานเท่านั้น  หวังว่าคุณจะคิดค้นวิธีนั้นได้นะครับ “

“ ฉันจะจดจำคำเตือนของคุณไว้ค่ะ “

โจยื่นนามบัตรให้แก่หญิงสาว   “ หากต้องการคำแนะนำอีก  ส่งอี-เมล์ถึงผมได้เลยนะ  ยินดีช่วยเหลือเสมอสำหรับเพื่อนครับ “

“ ขอบคุณมากค่ะ โจ “   หล่อนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ

ทั้งสองนั่งคุยสักพักใหญ่  มันตรินีเดินมาส่งเพื่อนหนุ่มซึ่งมีอัธยาศัยดีที่ทางเข้าของผู้โดยสารขาออกเพื่อเตรียมตัวบินต่อไปยังจุดหมายปลายทาง

“ คุณจะไม่ฝากคำพูดไปถึงชินบ้างหรือ  มิสตรี “

“ เขาทราบดีว่าฉันอยากพูดอะไรถึงเขา  เพราะมันอยู่ในหัวใจของเราค่ะ “   หล่อนตอบด้วยแววตาจริงจัง

เพื่อนต่างชาติของหญิงสาวโอบร่างเล็กบางนั้นด้วยท่าทางนุ่มนวล  พลางกล่าวว่า

“ ผมดีใจที่มีโอกาสพบเพื่อนใหม่ซึ่งน่ารักเช่นคุณ “

“ ฉันก็เช่นเดียวกันค่ะ “   หล่อนบอก  พลางโบกมือเป็นการอำลา  เมื่อหนุ่มฝรั่งผู้มีนามว่า โจเซฟ กิซาเลส  ก้าวเท้าจากไปพร้อมกับมิตรภาพอันงดงามของเขาและสาวไทยผู้ชาญฉลาด

 

มันตรินีเดินกลับเข้าบ้านธมนันท์ในเวลาห้าทุ่ม  เด็กรับใช้ได้แจ้งข่าวร้ายของครอบครัวศัลย์ซึ่งอยู่ในอุปการะของหล่อน  หญิงสาวจึงรีบรุดไปยังเรือนพักชั้นเดียวของสังสิตทันที

 “ ศัลย์เป็นอย่างไรบ้าง ? “   มันตรินีเอ่ยถามเสียงรัว  เมื่อพบสังสิตยืนอยู่หน้าบ้าน

“ บ้านของเขาถูกไฟไหม้หมด  ผมจึงขอกับคุณนวลให้เขาและแม่พักที่นี่ก่อน “

“ พวกเขาล่ะ ? “

“ กำลังนั่งคุยกันอยู่  ผมจึงปลีกตัวออกมาคอยคุณที่นี่ “

หญิงสาวมีสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย  เมื่อสังสิตบอกอีกว่า   “ ผมแจ้งข่าวผ่านเพจเจอร์ของคุณ  แต่ไม่มีคำตอบกลับมาเลย “

“ ฉันกำลังคุยธุระสำคัญ  จึงไม่อยากให้ใครรบกวน “   หล่อนตอบเสียงต่ำ  รู้สำนึกเสียใจอยู่บ้าง   “ และยังไม่ได้ดูข่าวในเครื่องเลย “

สังสิตจึงเล่าสาเหตุที่เกิดไฟไหม้บ้านของศัลย์ให้หญิงสาวฟังอย่างละเอียด  มันตรินียืนฟังด้วยสีหน้าขึ้งโกรธกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก

“ ฉันไม่นึกเลยว่าพ่อของศัลย์จะร้ายกาจเพียงนี้ “

“ เงินขาดมืออย่างหนัก  ก็ทำให้คนหน้ามืดได้  เป็นเรื่องทั่วไปที่เรามักได้ยินเสมอ “

คำพูดของสังสิตทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย  หล่อนมองชายหนุ่มเขม็ง  แล้วถามว่า  

“ ผู้ชายทุกคนเป็นพวกเห็นแก่ตัวทั้งหมด  จะไม่มีคนใจกว้างและเสียสละบ้างเชียวหรือ

พี่สิต “

“ ต้องมีสิครับ “   เขาตอบเสียงอ่อนโยน   “ แต่คงน้อยเต็มทีแหละ “

หญิงสาวถอนใจยาว  ยามบอกอย่างระอาใจว่า   “ ฉันทนความเห็นแก่ตัวของผู้ชายไม่ได้  จึงต้องปล่อยใจให้ว่างแบบนี้ไงล่ะ “

สังสิตหัวเราะ  นัยน์ตาส่องประกายพราวเป็นเชิงล้อ   “ หัวใจของคุณไม่ว่างสักหน่อย  ยังมีคุณชินอยู่มิใช่หรือ ? “

“ ชินเป็นผู้ชายที่เหลือน้อยเต็มทีอย่างที่พี่สิตบอกไว้  และ……. “   หล่อนเว้นระยะเล็กน้อย  ดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด   “ เขาอยู่ที่ก้นบึ้งของหัวใจดวงนี้ตลอดกาลอย่างที่เขาต้องการนั่นแหละ “

“ ทำไมล่ะครับ ? “

หญิงสาวส่งยิ้มเศร้าหมอง  น้ำเสียงขื่นยามตอบว่า   “ ฉันเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักได้  แม้ว่าต้องเก็บความเจ็บปวดไว้กับตัวตลอดไปก็ตาม “

“ คุณตรี ! “

มันตรินีส่ายศีรษะไปมาเพื่อสลัดความเศร้าทั้งมวลกับความรักในอดีต  แล้วบอกกับชายหนุ่มว่า   “ อย่าสนใจเรื่องของฉันเลย  เราเข้าไปในบ้านของพี่เถอะ  ฉันอยากคุยกับสองแม่ลูกสักหน่อย “

สังสิตพยักหน้าเห็นด้วย  ก่อนจะเดินเข้าไปหญิงสาวได้พูดว่า   “ ฉันมีเรื่องอยากขอร้องพี่สิตอีกเรื่องค่ะ “

“ พูดมาสิครับ “

มันตรินีกระซิบบอกกับชายหนุ่ม  เขาพยักหน้ารับคำโดยไม่มีคำถามใดๆ  ทั้งสองจึงเดินเข้าไปในเรือนพักของสังสิต

 

เด็กหนุ่มผิวคล้ำ  ใบหน้าหมอง กำลังนั่งหน้าบึ้งอยู่ที่โซฟายาว  โดยมีนางมาลีผู้เป็นมารดาสะอื้นไห้อยู่

“ อาจารย์ตรี ! “   ศัลย์เรียกอาจารย์สาวเมื่อเห็นมันตรินีเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าของเรือนพัก

หญิงสาวทรุดนั่งข้างเด็กหนุ่ม  แววตาเห็นใจ   “ ฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ ศัลย์ “

“ โชคดีที่อาจารย์สังสิตไปช่วยดูแลผมที่บ้าน  ม่ายงั้นผมคงไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี “

สังสิตมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ขณะที่นางมาลีซึ่งมีใบหน้าบวมปูด  ขอบตาเขียวคล้ำ  อันเกิดจากฝีมือทำร้ายของนายวินผู้เป็นสามี  เพื่อข่มขู่เอาเงินกำลังนั่งร้องไห้อยู่

“ ฉันอยากขอร้องให้อาจารย์……. “

ศัลย์ถลึงตามองผู้เป็นมารดาที่กำลังเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากหญิงสาว  รีบเอ่ยขัดเสียงเข้มว่า   “ แม่ยังคิดช่วยคนแบบนั้นอีกหรือ ?  “

“ ป้าอยากให้ช่วยอะไรคะ ? “   อาจารย์สาวถามขึ้นด้วยความอยากรู้  พลางโบกมือปรามลูกศิษย์ไว้

นางมาลีตอบเสียงสั่นเครือว่า   “ ตำรวจจับพี่วินในข้อหาประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้  ฉันจึงขอให้คุณช่วยประกันเขาออกมาทีค่ะ “

มันตรินีนิ่งอึ้งไป  หล่อนไม่เข้าใจความคิดของผู้หญิงเบื้องหน้านี้เลย  ทำไมจึงอยากช่วยผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของตนจนแทบเอาชีวิตไม่รอดมาหลายครั้ง

“ เขาทำผิดเอง  ก็ต้องรับโทษ  แม่ไม่น่าไปช่วยเขาเลย “   ศัลย์พูดโพล่งอย่างเหลืออด

“ เขาเป็นพ่อของลูกนะ ศัลย์ “

“ ผมไม่ลืมว่าเขาเอาเงินค่าไตของแม่ไปเลี้ยงเมียใหม่และเล่นพนัน  แล้วยังกลับมาซ้อมแม่จนอาการปางตาย  บ้านของเราถูกไฟไหม้ก็เพราะเขาผลักแม่ไปโดนโต๊ะบูชาพระทำให้เทียนล้มลง  แม่ลืมแล้วหรือ ? “

นางมาลีอ้ำอึ้ง  พลางหรุบตาต่ำ  สังสิตยืนมองด้วยความสังเวชใจกับความคิดอ่านของผู้หญิงคนนี้อย่างเงียบๆ

“ พ่อกำลังไม่สบายนะ “

“ พ่อซ้อมแม่ได้  จะเรียกว่าไม่สบายรึ “   ศัลย์เถียงเสียงแข็ง

มันตรินีนั่งครุ่นคิด  พลางบอกกับนางมาลีว่า   “ ฉันจะหาทนายไปช่วยดูเขาเองค่ะ คุณป้า “

มารดาของศัลย์มองด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง  แววตามีความหวัง   “ ขอบคุณมากค่ะ “

“ คุณป้าพักรักษาตัวที่บ้านของพี่สิตไปก่อน  แล้วค่อยคิดกันใหม่นะคะ “   หล่อนกล่าวด้วยใจอารี  แล้วขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน

 

สังสิตเดินมาส่งมันตรินีที่ตึกใหญ่  ทั้งสองเดินห่างจากเรือนพักได้ไม่ไกลนัก  ศัลย์เรียกอาจารย์ทั้งสอง  แล้วมาหยุดยืนตัวตรง  สีหน้ากระอักกระอ่วนใจ

“ มีอะไรหรือ ศัลย์ “   สังสิตถามขึ้นด้วยแววตาสงสัย

เด็กหนุ่มมีท่าทางอึกอัก  มันตรินีเอ่ยขึ้นว่า   “ เธออยากบอกอะไร  ก็พูดมาสิ “

“ ผมไม่อยากให้พ่อออกมาจากคุก ! “

อาจารย์สาวมองศัลย์อย่างค้นหา   “ เธอรู้นะว่ากำลังพูดอะไร “

“ หากเขาออกมา  ก็ต้องมาข่มขู่ซ้อมแม่ให้ต้องทรมานอีก  ผมไม่อยากเห็นเขา “

สังสิตมองนิ่ง  ขณะที่มันตรินีบอกเสียงเย็นว่า   “ ผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของเธอนะ ศัลย์ “

“ เขาเป็นปีศาจในความรู้สึกของผม ! “   ศัลย์พูดเสียงเข้ม  ดวงตาส่อประกายเจ็บปวดกับอดีตที่ผ่านมา   “ หวังว่าอาจารย์จะไม่ช่วยเขาให้ออกจากคุกนะครับ “

“ ฉันรับปากกับแม่ของเธอว่าจะช่วยดูแลคดีให้เช่นกัน “   หล่อนมีท่าทีลังเล   “ มันทำให้ฉันลำบากใจมากนะ ศัลย์ “

เด็กหนุ่มคุกเข่าลง  แววตาอ้อนวอน   “ ผมขอร้องนะ  อาจารย์ “

มันตรินีหันมาสบตากับสังสิตเป็นเชิงหารือ  เขาจึงบอกเสียงต่ำว่า   “ คุณตรีตัดสินใจเองเถอะครับ “

ศัลย์จับแขนของอาจารย์สาวด้วยนัยน์ตาวิงวอน   “ ผมไม่ต้องการเขาคนนั้น  เพื่อความสุขของแม่  ผมยอมเป็นคนบาปครับ “

“ ศัลย์ ! “   มันตรินีตกใจกับคำพูดตอนท้ายของเด็กหนุ่มมาก

“ อาจารย์ตรี ! “

“ พ่อวินของเธอทำผิดจริง  ก็ต้องรับผิดอยู่แล้ว “   หล่อนตอบเสียงเย็น   “ ฉันจะช่วยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย  โดยไม่มีการประกันตัว  ต่อไปเขาจะไม่มารบกวนพวกเธอสักระยะหนึ่ง “

ศัลย์มองน้ำตาคลอ   “ ขอบคุณมากครับ อาจารย์ “

“ ฉันยอมเป็นคนบาปร่วมกับเธอ  เพราะเธอเป็นลูกศิษย์คนโปรดของฉันนี่นา “   หล่อนพูดพลางกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ

ศัลย์เดินกลับเข้าเรือนพักของสังสิตด้วยท่าทางโล่งใจขึ้นมาก

“ คุณคิดว่าทำถูกแล้วหรือ  ที่รับปากศัลย์แบบนั้น “

มันตริถอนใจหนัก   “ เรื่องของศัลย์ทำให้ฉันเข้าใจมากขึ้นว่า  ทำไมบางคนต้องจำใจทำเรื่องที่ถูกประฌามว่าชั่ว “

สังสิตมองไม่เข้าใจ  หญิงสาวแค่นยิ้ม  ยามบอกว่า   “ ก็เพื่อปกป้องคนที่เขารักไงคะ พี่สิต “

“ คุณคงเข้าใจความรู้สึกของปู่คนนั้นแล้วสินะ “

คำพูดจี้ใจของสังสิต  ทำให้หญิงสาวชะงักเล็กน้อย  ก่อนจะหันหลังเดินกลับตึกใหญ่  โดยมีสายตาคมกล้าของสังสิตมองตามไปด้วยความโล่งใจที่หญิงสาวได้คิดจากเรื่องของศัลย์  นั่นหมายความว่าท่าทีแข็งกร้าวของมันตรินีอันมีต่อสรพศ พิตรพิบูล คงอ่อนลงมาก  ทั้งสองอาจกลับมาสานสัมพันธ์ที่ดีกันได้ในไม่ช้า  เขาหวังเช่นนั้นมาหลายปีแล้ว

 

เช้าวันต่อมาภายในห้องพักของแมนชั่นหรูหรา  นางพัชนี ธนวัตร กำลังนั่งอ่านรายงานและภาพถ่ายที่ลูกน้องของหล่อนได้เสนอเป็นเรื่องเร่งด่วน  เสียงฝีเท้าของผู้เข้ามาใหม่ทั้งสองทำให้หล่อนเงยหน้าขึ้นมอง  พลางส่งแฟ้มเอกสารที่อ่านอยู่ให้กับสาวสวยเลือดสิงคโปร์

“ เมื่อเช้ามืดลูกน้องของฉันที่ติดตามมันตรินีส่งมาให้เป็นการด่วน  ลองอ่านดูสิ ไอรีน “

สาวชาวสิงคโปร์รับไปอ่านอย่างเงียบๆขณะที่พลัชผู้เป็นลูกเลี้ยงทรุดนั่งลงบนโซฟายาว สีหน้าเรียบเฉย

“ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายมีประชุมที่โรงแรม ที อาร์ฯ นะครับ “

นางพัชนีพยักหน้ารับรู้   “ เธอไปหยั่งเสียงกรรมการคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง ? “

“ ผมใช้เรื่องการหารายได้ที่ลดลง  อันเป็นการขาดประสิทธิภาพของเขาเป็นข้ออ้างเพื่อปลดประธานฯ  กรรมการหลายคนเริ่มเอนเอียงเข้าข้างเรามากแล้ว “

“ ฉันต้องการความแน่นอน ! “   ผู้เป็นมารดากล่าวเสียงเฉียบขาด  แววตาดุกร้าว 

พลัชตอบอย่างใจเย็นว่า   “ เรายังมีเวลาอีกมากในการล็อบบี้เสียงกรรมการ  ผมจึงไม่อยากทำอะไรเด่นเกินไปนัก  ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นเพื่อนเก่าของคุณนิธิศ  จะให้มาช่วยลงเสียงกับเรา  ต้องใช้เวลากล่อมอีกสักพักครับ “

คำพูดที่มีเหตุผลของลูกชายทำให้นางพัชนียอมรับโดยดี  แล้วหันมาทางไอรีนบ้าง

“ เธอรู้จักผู้ชายในรูปนั่นไหม ? “

“ โจเซฟ กิซาเลส ! “  ไอรีนตอบ  ดวงตามองภาพมันตรินีกำลังสนทนากับหนุ่มฝรั่งผมสีน้ำตาลเข้ม

“ คนของเรารายงานว่า  พวกนั้นคุยกันหลายชั่วโมงเชียวนะ “   นางพัชนีบอกเสียงเข้ม

“ ทั้งที่หนุ่มฝรั่งนั้นเพียงแค่รอเปลี่ยนเครื่องเท่านั้น  ฉันคิดว่าทั้งสองต้องนัดกันไว้ก่อนแน่นอน “

“ โจเซฟเป็นตำรวจสากลด้านคอมพิวเตอร์  มีความสามารถสูงมากในหน่วยนี้  เขาเคยจับแฮกเกอร์มือดีเมื่อสองปีก่อน “

“ ทำไมมันตรินีจึงรู้จักเขาได้ล่ะ ? “   นางพัชนีตั้งข้อสังเกต

ไอรีนส่ายหน้า  แววตาวิตกเล็กน้อย  ขณะที่พลัชกล่าวขึ้นว่า   “ ในงานวันเกิดของคุณสรพศ  ผมได้ข่าวว่าคนรักเก่าของผู้หญิงคนนั้นมาร่วมงานด้วย “

“ คนรักเก่ารึ ? “   นางพัชนีรู้สึกฉงนบ้าง

พลัชเหยียดยิ้มเล็กน้อย   “ ขณะนี้ชินหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นอดีตคนรักของเธอเป็นตำรวจสากลในหน่วยเดียวกับโจเซฟ  อาจเป็นได้ว่าชินจะแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกันเพื่อให้คำแนะนำแก่มันตรินี “

ความเห็นของชายหนุ่มทำให้นางพัชนีเห็นด้วยอย่างมาก  หล่อนจึงกล่าวเตือนลูกเลี้ยงสาวว่า   “ เธอจะประมาทมันตรินีไม่ได้แล้วนะ ไอรีน “

“ ฉันทราบแล้วค่ะ “  ไอรีนรับคำ  หัวใจเร่าร้อนกับสิ่งที่รับรู้มา  ชินยังคงห่วงใยและช่วยเหลือมันตรินีผู้หญิงที่เขารักเสมอ  แม้ว่าความรักนั้นจะกลายเป็นอดีตแล้วก็ตาม

 

เวลาเดียวกันนั้นมันตรินีกำลังนั่งศึกษาแผนผังการทำงานของระบบป้องกันข้อมูลลับของบริษัทพิตรพิบูลกรุ๊ปอย่างขะมักเขม่น  ชัชเดินถือกระดาษแผ่นยาวมาวางที่โต๊ะของหล่อน  สีหน้าไม่ดีนัก

“ เมื่อคืนนี้มีบางคนพยายามเจาะเข้ามาในระบบของเรา  ผมเอารายงานมาให้ครับ “

มันตรินีมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยท่าทีตกใจ  ขณะที่ชัชรายงานต่อไปว่า

“ เขาเจาะผ่านประตูแรกเข้ามาแล้ว  แสดงว่ามีฝีมือและตั้งใจทำ  ผมคิดว่าเราน่าจะแจ้งฝ่ายบริหารทราบได้แล้ว “

“ คุณทำรายงานเสนอไปสิ “

“ คุณจะไม่รีบแก้ไขหรือครับ ? “   ชัชถามอย่างแปลกใจ

“ ฉันต้องขอเวลาอีกนิด “  หล่อนตอบอย่างไม่มั่นใจ  แววตากังวลอยู่บ้าง

บัดนี้คู่ต่อสู้ของหล่อนได้เริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ขณะที่หล่อนยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ไขเช่นไร เพื่อเอาชนะไอรีนตามเวลาที่กำหนดไว้

“ จะมีการเจาะเข้าในระบบช่วงดึกเสมอ  เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่คอยแก้ไขปัญหา  นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก “   หล่อนพึมพำ  สมองครุ่นคิดเพื่อหาทางแก้ไขอย่างเต็มที่

“ สามวันมานี้พวกเขาพยายามเข้าระบบทุกวัน  มีอัตราถี่ขึ้นด้วยนะครับ “

“ คุณคิดว่าเป็นพวกแฮกเกอร์ไหมคะ ชัช “   หล่อนถามหยั่งเชิง

ชัชครุ่นคิดเล็กน้อย  ก่อนตอบว่า  “ พฤติกรรมแบบนี้น่าจะเป็นแฮกเกอร์มืออาชีพมากกว่าสมัครเล่น  เพราะใช้เวลาไม่นานก็พังประตูแรกได้แล้ว “

“ คุณคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไร  ที่เขาจะทำลายประตูสุดท้ายได้ล่ะ “

“ ผมว่าไม่เกินสองอาทิตย์ ! “

“ ทำไมล่ะ ? “

ชัชบอกอย่างมั่นใจว่า   “ พวกเขามีมันสมองและเครื่องมือทันสมัย  แม้แต่ในสหรัฐยังจับแฮกเกอร์อย่างยากเย็นเลยครับ “

“ การจับทำได้ยาก  แต่การทำลายย่อมง่ายกว่า  คุณไม่คิดแบบนั้นหรือ ”

ชัชมองมันตรินีด้วยความสงสัย   “ คุณคิดว่า……… “

“ ฉันยังไม่คิดอะไรหรอก “   หล่อนบอกตัดบทอีกฝ่ายทันที

“ เราต้องหาทางป้องกันก่อนนะครับ “   เขากล่าวอย่างร้อนรนบ้าง

“ ฉันรู้ดี ! “

ชัชทำท่าจะพูดบางอย่าง  หญิงสาวมองเขม็ง  แล้วกล่าวย้ำเสียงว่า    “ คุณน่าจะเชื่อฝีมือของฉันสิคะ ชัช “

ชายหนุ่มชะงักงันทันใด  จริงสิ  มันตรินีเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์  เมื่อหล่อนรับหน้าที่ดูแลฝ่ายนี้  ย่อมต้องมีวิธีรับมือกับเรื่องนี้  เขาเพียงร้อนใจที่หญิงสาวมีท่าทางใจเย็นเหลือเกิน  จึงเกรงว่าผู้บริหารในบริษัทจะตำหนิตัวเขาได้  ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น

“ ฉันจะรับผิดชอบกับความเสียหายทั้งหมดเอง  ถ้าฉันแก้ไขไม่ได้  คุณวางใจได้ “

คำพูดของมันตรินีทำให้เขารู้สึกโล่งใจบ้าง  จึงได้กล่าวขอตัวกลับไปทำงาน

“ มีอีกเรื่องที่อยากถามสักนิด “

“ อะไรครับ ? “

“ หากฉันจะใช้ห้องคอมพ์นี้เกินเวลาทำงานปกติ  ต้องทำอย่างไรคะ ? “

ชัชจึงอธิบายวิธีการและขั้นตอนในเรื่องนั้นให้หญิงสาวฟังอย่างละเอียด  แล้วเดินออกไปทำงานของเขา

 

ปรานต์ อัครชัย เดินมาเคาะประตูห้องทำงานของมันตรินี ธมนันท์ แล้วเข้าไปหาหญิงสาวด้วยสีหน้าบึ้ง

“ เมื่อวานนี้ผมให้อุษาเชิญไปคุยด้วย  คุณก็ไม่ไป  พอวันนี้ให้เด็กมาเชิญอีก  คุณก็ปฏิเสธ  ช่วยอธิบายหน่อยซิ “

มันตรินีเงยหน้าขึ้นจากกระดาษที่หล่อนกำลังเขียนบางอย่างอยู่  แววตาสงบ

“ ฉันกำลังทำงานไงคะ “

“ นี่เป็นคำอธิบายของคุณรึ ? “   เขาทรุดนั่งบนเก้าอี้ด้วยอารมณ์หงุดหงิด

“ ใช่ค่ะ “

ปรานต์มองหญิงสาวด้วยดวงตาคมกร้าวอย่างไม่พอใจ   “ ผมอยากคุยเรื่องของปาลิตา “

“ เราไม่มีอะไรติดค้างกัน “   หล่อนตอบเสียงจริงจัง   “ เธอตบหน้าฉัน  แต่ก็โดนโน้ตบุ๊คส์ของฉันฟาดจนคะมำลงกับพื้น  นั่นก็สาสมกันแล้ว “

“ ผมเสียใจที่ลิตาทำรุนแรงเช่นนั้น “   เขากล่าวเสียงอ่อนลง

มันตรินีถอนใจเล็กน้อย   “ ฉันห่วงสุขภาพจิตของนัชชามากกว่า “

“ ต่อไปจะไม่มีใครทำร้ายนัชชาอีก  เพราะลิตาย้ายออกไปอยู่กับคนรัก  และทะเลาะกับพ่อ  ดังนั้นคุณเลิกห่วงเรื่องนั้นได้แล้ว “

“ ก็ดีค่ะ “

ปรานต์มองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจว่าควรจะเอ่ยเรื่องที่ตั้งใจดีไหม  พอดีหญิงสาวยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เขา

“ ไอรีนเริ่มบุกเข้ามา  และทำลายประตูแรกสำเร็จแล้วค่ะ “

ปรานต์มองรายงานในเอกสารด้วยความกังวล   “ คุณมีทางป้องกันไหม ? “

“ ระบบของเราคงรับมือไอรีนได้ไม่นาน  ตอนนี้ฉันยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร “

“ อะไรนะ ! “   เขามีท่าทีตระหนกยิ่ง

หญิงสาวส่งยิ้มเจื่อน   “ ฉันพูดความจริงนะ “

“ แต่คุณ…… “

“ ฉันรู้ว่าทำให้ปู่กับคุณเดือดร้อน  แต่สัญญาได้ว่าฉันต้องแก้ไขได้แน่ค่ะ “

“ มันอาจช้าเกินไปน่ะสิ “   เขาเริ่มหงุดหงิดใจบ้าง

มันตรินียื่นเอกสารอีกแผ่นให้เขา   “ ฉันต้องการคำอนุญาตจากคุณในการใช้ห้องนี้เกินเวลาปกติสำหรับวันนี้ค่ะ “

“ ต้องการถึงกี่โมงล่ะ? “

“ ตีสามค่ะ ! “   หล่อนชี้มือไปที่บรรทัดหนึ่งในรายงานแผ่นแรก   “ ไอรีนจะทำงานไม่เกินตีสาม  ฉันอยากพบกับเธอตามเวลานั้น “

“ คุณจะรับมือฝ่ายนั้นได้รึ ! “

“ อย่างน้อยฉันก็เก็บข้อมูลได้ล่ะ “   หล่อนตอบอย่างง่ายดาย

“ ตกลง ! “   เขายอมเซ็นอนุญาตโดยดี

“ คุณมีเรื่องคุยกับฉันอีกไหมคะ? “

ปรานต์ชะงักเล็กน้อย  มันตรินีจึงพูดสรุปว่า   “ ถ้าไม่มี  ฉันก็อยากใช้เวลาศึกษาข้อมูลพวกนั้น  เพื่อรับมือกับไอรีนในคืนนี้ “

“ ตามสบาย ! “   เขาตอบ  แล้วก้าวเดินออกไปโดยเร็ว

ในที่สุดปรานต์ก็ไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องของพลัช  ธนวัตร เนื่องจากเห็นความมุ่งมั่นในดวงตากลมโตคู่งามของหญิงสาว  เขาจึงไม่อยากทำให้จิตใจของหล่อนสั่นคลอนและอาจเกิดการโต้เถียงกับเขา

 

ตอนกลางวันภายในห้องอาหารจีนใหญ่แห่งหนึ่งสรพศ พิตรพิบูล กำลังนั่งคุยอยู่กับขัมน์ อัครชัย ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  ขณะที่ปรานต์เดินประคองนางนวลพรรณ ธมนันท์ เข้ามาในห้องที่จองไว้

“ พี่พศสบายดีหรือเปล่าคะ ? “   นางนวลพรรณเอ่ยถามชายร่างสูงวัยเจ็ดสิบสองปี  แววตาดีใจ

“ สบายดี “   สรพศกุมมือของฝ่ายนั้นด้วยท่าทางยินดีเช่นกัน

นางนวลพรรณยิ้มสุขใจ  พลางหันมาทางขัมน์ซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกับนาง   “ พี่ขัมน์ล่ะ ? “

“ ไม่สบายเท่าไหร่หรอก “   ขัมน์ตอบเสียงขื่น

“ เป็นอะไรหรือ ? “

ปรานต์มองเห็นอาการอึดอัดของบิดา  จึงตอบไปว่า   “ พ่อมีปัญหาสุขภาพครับ “

“ คนแก่ก็เป็นแบบนี้แหละ “   นางนวลพรรณบอกยิ้มๆ

“ วันนี้ฉันมีธุระสำคัญ  จึงนัดพวกเราให้มาพูดคุยกัน “   สรพศพูดเปิดเรื่องก่อน

นางนวลพรรณกับขัมน์มองผู้ที่ตนนับถือเป็นพี่ชายใหญ่ด้วยความอยากรู้

“ ตอนนี้พวกเธอคงรู้สินะว่า  พัชนีกำลังเข้าไปในกิจการของพวกเธอแล้ว  และเป้าหมายสุดท้ายคือยึดกิจการของฉัน “

ปรานต์เห็นทั้งสองนิ่งอึ้งไป  ขณะที่สรพศกล่าวเสียงจริงจังว่า   “ ฉันรู้ดีว่าทุกคนไม่อยากสูญเสียกิจการที่สร้างมาด้วยความลำบาก  แต่พัชนีทำเพื่อแก้แค้นตัวฉัน โดยใช้พวกเธอเป็นเครื่องมือทำลายฉัน “

“ พี่มีวิธีแก้ไขไหมคะ? “

“ มีแน่นอน ! “   สรพศบอกเสียงเข้ม   “ แต่ต้องให้พวกเธอร่วมมือด้วย “

“ ทำอย่างไรครับ  พี่พศ “    ขัมน์ถามขึ้นบ้าง

สรพศมองสบนัยน์ตากับปรานต์นิดหนึ่ง  ก่อนจะเอ่ยเน้นเสียงว่า   “ ฉันต้องการให้ขัมน์เสียสละบริษัท  และแม่นวลเสียโรงแรม “

ทั้งสองมีท่าทางตะลึงงัน  สรพศถอนใจหนัก  พลางกล่าวว่า   “ ฉันทราบดีว่าคำขอนี้ทำให้พวกเธอลำบากใจ  แต่ไม่มีทางเลือกจริงๆ “

“ บริษัทของเราทั้งสองต่างเป็นเสาหลักให้กับบริษัทของพี่  พี่จะให้ยกกับแม่นั่นได้อย่างไรครับ “   ขัมน์พูดโต้

“ มันเป็นส่วนหนึ่งในแผนการกำจัดพัชนี ! “   สรพศบอกเสียงกร้าว

ปรานต์พูดเสริมว่า   “ เราสูญเสียในตอนแรก  ต่อไปลุงพศจะนำมาคืนทีหลังครับ “

“ เป็นแผนของลูกหรือ ปรานต์ “    ขัมน์มองลูกชายอย่างแทบไม่เชื่อสายตา

ปรานต์พยักหน้ารับ  โดยสรพศกล่าวย้ำว่า   “ ฉันเห็นด้วยกับปรานต์  นายไม่ต้องไปโทษเขา  ตอบมาเพียงคำเดียวว่ายอมหรือไม่ก็พอ “

ขัมน์มีทาทางอึกอัก  ด้วยใจนึกเสียดายกิจการที่สร้างมาอย่างยากลำบาก

“ ฉันยอมเสียโรงแรมตามที่พี่ต้องการค่ะ “

ขัมน์มองนางนวลพรรณนิ่ง  ขณะที่หญิงสูงวัยกล่าวเสียงเนิบนาบว่า   “ โรงแรมนั้นสร้างขึ้นมาได้เพราะการสนับสนุนของพี่พศ  เมื่อพี่เดือดร้อน  และมันสามารถช่วยพี่ได้  ฉันยินดีช่วยเต็มที่ “

“ แม่นวล ! “   สรพศมองเพื่อนเก่าด้วยความตื้นตันใจยิ่ง

ขัมน์ถอนใจยาว  สีหน้าซึมเศร้า   “ นวลพูดถูกแล้ว  ผมยอมตามคำขอของพี่ “

“ ขอบใจ  พวกเธอมาก “

ขัมน์กับนางนวลพรรณส่งยิ้มเศร้า  หญิงสูงวัยกล่าวขึ้นว่า   “ เราสามคนต่างคบหากันด้วยเวลามิใช่น้อย  ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน  ตอนนี้พี่กำลังถูกกลั่นแกล้ง  ฉันกับพี่ขัมน์ไม่อาจทนเฉยได้อยู่แล้ว “

“ พี่เคยบอกว่าพวกเราเหมือนขากระถางธูปที่ต่างพึ่งพากัน  นี่ก็เป็นเวลาที่เราจะช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคอีกครั้ง “   ขัมน์พูดอย่างมั่นใจเมื่อตัดใจได้แล้ว

สรพศพูดด้วยความซึ้งใจ  น้ำตาคลอ   “ ฉันดีใจมากที่มีพี่น้องเช่นขัมน์กับนวล “

ปรานต์เห็นมิตรภาพอันแนบแน่นของคนทั้งสามด้วยความนับถือน้ำใจยิ่ง  แม้ต้องสูญเสียทรัพย์สินและชื่อเสียง   ขัมน์กับนางนวลพรรณก็ยินยอม  เพื่อรักษาบริษัทของสรพศผู้เป็นพี่ชายใหญ่และเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา  การตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองนั้นช่างทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจแกมภูมิใจอยู่ลึกๆ

“ ฉันขอให้พวกเธอช่วยแสดงละครต่อไปให้จบเรื่องด้วยนะ “   สรพศบอก

“ แสดงละครรึ ? “   นางนวลพรรณมองสงสัย

สรพศมองมาทางขัมน์ด้วยแววตาเห็นใจ   “ นายจะต้องทุกข์ใจมากที่สุด ขัมน์ “

หลังจากนั้นคนทั้งสี่จึงปรึกษาแผนการที่จะรับมือกับพัชนี ธนวัตร เป็นเวลายาวนาน

สรพศกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า  “ ฉันให้สัญญาได้ว่า จะคืนสิ่งที่ยืมจากพวกเธอทั้งหมดแน่”

“ ฉันเชื่อพี่เสมอค่ะ “   นางนวลพรรณพูดด้วยความมั่นใจ

ในที่สุดคนทั้งหมดจึงต่างแยกย้ายกลับไปเตรียมตัวตามแผนการของสรพศ พิตรพิบูล โดยทันที

 

*********โปรดติดตามตอนต่อไป*******

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s