ใต้เงาบาป 22

เฉพาะอ่านออนไลน์
ใต้เงาบาป
บทประพันธ์ของ “ช่อมณี”
22.

ปรานต์ อัครชัย นั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงานของบริษัท เค พี เอ โฮลดิ้งของขัมน์ผู้เป็นบิดาเพียงลำพังเป็นเวลาหลายชั่วโมง  จึงเหลือบตามองนาฬิกาแขวนผนังซึ่งบอกเวลาสี่ทุ่ม
“ เวลาผ่านไปแทบไม่รู้ตัวเลย “   เขาพึมพำ  พลางหลับตาพัก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น  ชายหนุ่มจึงรับสาย  แล้วกรอกเสียงว่า   “ ปรานต์พูดครับ “
“ คุณยังไม่กลับบ้านอีกรึ “   เจ้าของเสียงหวานใสเอ่ยขึ้น
“ คุณภัค ! “
“ ฉันโทร.ไปที่บ้านพ่อของคุณ  จึงทราบว่าคุณยังอยู่ที่ห้องทำงาน “
เขาหัวเราะเบาๆ   “ คุณโทร.มาเพราะห่วงผมสินะ “
“ เราไปทานอาหารภาคดึกกันไหมคะ ? “   ภัคธีมากล่าวชวนชายหนุ่ม
“ ผมไม่หิวเลยนี่นา “
“ คนทำงานดึกมักหิวกันทั้งนั้น “
คำพูดของภัคธีมาทำให้ชายหนุ่มนึกถึงผู้หญิงอีกคนซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่บริษัทพิตรพิบูลในเวลาเดียวกับเขา  มันตรินีจะหิวบ้างไหมนะ
“ ผมรู้สึกเพลียมากกว่า “   เขาบอกเสียงนุ่มนวล   “ ขอเป็นคราวหน้าเถอะ  ผมจะให้คุณเลี้ยงข้าวสักมื้อ “
ภัคธีมานิ่งไป  ปรานต์จึงพูดว่า   “ คุณภัคคงเข้าใจผมนะครับ “
“ คุณให้สัญญาแล้วนะ “
“ แน่นอนครับ “   ปรานต์รับคำเพื่อเอาใจญาติสาวของมันตรินี
ทั้งสองคุยกันได้สักพัก   ภัคธีมาจึงยอมวางสาย  ชายหนุ่มรีบเดินออกจากห้องทำงานโดยเร็วเพื่อไปยังจุดหมายที่ต้องการ

 

                 ขณะเดียวกันนั้นมันตรินีกำลังกุมศีรษะเมื่อรู้สึกวิงเวียนอย่างหนัก  ดวงตาพร่ามัวจนต้องหลับตานิ่ง
“ ทำไมต้องเกิดอาการตอนนี้นะ ! “
หญิงสาวนั่งหลับตาพักสักครู่  อาการเวียนศีรษะค่อยๆจางหายไป  ภาพในจอมอนิเตอร์เริ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
เสียงเครื่องดักสัญญาณที่หล่อนเพิ่งติดตั้งไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของหล่อนแผดเสียงดังลั่นทั้งห้อง  มันตรินีนั่งตัวตรง  ดวงตาจ้องมองจอภาพที่มีอักษรเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว
“ เธอกำลังเข้ามาแล้ว ไอรีน “
มันตรินีกดแป้นอักษรเสียงดังรัวด้วยท่าทางคล่องแคล่ว  ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มออกอย่างพึงใจ
“ ฉันเปลี่ยนรหัสของประตูแรก  เธอจะเข้ามาอีกได้รึ ไอรีน “
หญิงสาวเฝ้ามองตัวเลขบนจอเคลื่อนไหวไปมาสักพักใหญ่  เครื่องคอมพิวเตอร์ก็แจ้งว่าประตูแรกได้เปิดออกแล้ว
“ ฉันไม่ยอมให้ผ่านประตูที่สองแน่ “   หล่อนขบกรามแน่น  เมื่องานชิ้นแรกไม่ประสบความสำเร็จ
เสียงเคาะแป้นอักษรดังรัวท่ามกลางความเงียบ  เมื่อปรานต์ อัครชัย เดินเข้าไปในห้องคอมพิวเตอร์
“ ลองแก้รหัสห้าชั้นที่ฉันคิดค้นบ้างสิ ไอรีน “
ปรานต์มองอยู่ห่างๆจึงเห็นหญิงสาวนั่งจ้องจอภาพเขม็ง  ไม่มีทีท่ารับรู้การเข้ามาของเขาเลยสักนิด  เขาจึงทรุดนั่งเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง  โดยนั่งมองหญิงสาวอย่างเงียบเชียบ
“ ฉันจะใส่สมการคณิตศาสตร์ล้อมรหัสนี้อีก  ถ้าเธอตอบไม่ได้  ก็จะถูกขับไล่ออกไปเริ่มต้นใหม่ “   มันตรินีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น  ขณะใช้มือกดแป้นอักษรอย่างรวดเร็ว

 

             ภายในห้องพักของนางพัชนี ธนวัตร เสียงกดแป้นอักษรดังรัวจากฝีมือของไอรีนซึ่งกำลังมีสีหน้าเครียดจัดกับการหารหัสเปิดประตูที่สอง  พลัชวางถ้วยกาแฟไว้บนโต๊ะของหล่อนอย่างเบามือ
“ ดื่มกาแฟก่อนเถอะ ไอรีน “
สาวสิงคโปร์มีอาการหัวเสีย  เมื่อไม่อาจเข้ารหัสได้ทั้งที่เวลาผ่านไปมากพอควร
“ พอเข้ารหัสถูกต้อง  ก็ต้องตอบสมการที่ตั้งเป็นโจทย์ไว้  พอฉันตอบผิด  ระบบก็ดีดฉันออกมาทันที   นี่ก็เข้ามาเป็นครั้งที่สามแล้วนะ “
พลัชมองหน้าจออย่างใช้ความคิด   “ ผมรู้สึกว่าคุณกำลังเล่นเกมคอมพ์อยู่นะ “
“ ทำไมรึ ? “
“ ผมเคยเล่นเกมคอมพ์ที่กำหนดไว้ว่า  ถ้าไม่สามารถผ่านขั้นที่สอง  ก็ต้องกลับไปเล่นขั้นที่หนึ่งใหม่ทุกครั้ง  ผมยังหัวเสียบ่อยๆไป “
คำพูดของพลัชทำให้หล่อนสะกิดใจขึ้นมาทันที  ไอรีนพึมพำว่า   “ ตรีคงเข้ามาดูแลระบบป้องกันแล้วสินะ “
“ บางทีคุณอาจกำลังสู้กับเธออยู่ก็ได้นะ “
ไอรีนเหยียดยิ้ม  พลางกดแป้นอักษรเสียงรัวอีกครั้ง   “ ฉันต้องผ่านมันได้แน่ “
เมื่อไอรีนสามารถเข้ารหัสได้  พลัชจึงเอ่ยกับหญิงสาวว่า   “ ผมช่วยถอดสมการให้เอง “
“ คุณทำได้หรือ  โจทย์นี้ยากมาก  และเปลี่ยนไปทุกครั้งที่ทำผิดนะคะ “
“ ผมได้รางวัลด้านคณิตศาสตร์ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนะ  ลืมแล้วหรือ ไอรีน “
หญิงสาวจึงยอมให้พลัชช่วยเหลือในการตอบโจทย์สมการที่มันตรินีตั้งขึ้นมา

 

ด้านมันตรินีซึ่งกำลังนั่งมองจอภาพด้วยใจระทึก  เมื่อโจทย์สมการมีคนตอบถูกได้อย่างง่ายดาย  หล่อนเม้มปากแน่น  แล้วกดแป้นอักษรอย่างเร็ว
“ ฉันจะสร้างประตูอักษรขึ้นมาบังไว้  หากตอบอักษรไม่ถูกต้องตามที่ฉันตั้งไว้  ก็ต้องแพ้แน่นอน “
มันตรินีขบกรามแน่น  เมื่ออีกฝ่ายสามารถตอบถูกทีละตัวอักษร  หล่อนตัดสินใจเด็ดขาดโดยปิดระบบเก็บข้อมูลทั้งหมดทันที  ทำให้ผู้บุกรุกต้องถอนตัวกลับอย่างไม่มีทางเลือก
“ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ! “   หล่อนพึมพำ  พลางกุมศีรษะไว้  น้ำตาซึม

 

                ฝ่ายไอรีนกับพลัชซึ่งกำลังมองจอภาพด้วยอารมณ์ขุ่นมัว  เมื่อต้องออกจากระบบข้อมูลของอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ
“ ทางนั้นปิดระบบ  ทำให้เราต้องถอนตัวกลับ “   ไอรีนบอกเสียงขุ่น
พลัชมองพินิจ   “ วันนี้ต้องมีคนมานั่งคุมระบบด้วยตัวเอง  จึงสั่งปิดระบบทั้งหมดได้รวดเร็วเพียงนี้ “
“ พวกเขารู้ตัวว่ากำลังถูกบุกรุก  จึงคิดจับเราสินะ “   ไอรีนหัวเราะหึในลำคอ  ดวงตามองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาห้าทุ่ม
ไอรีนผุดลุกขึ้นยืน แล้วบิดกายไปมา   “ วันนี้เข้าไปเล่นได้เพียงชั่วโมงเดียวเองเซ็งชะมัด “
“ คนที่คุมเกมวันนี้  นับว่าใจเด็ดเหมือนกันนะ “   พลัชเอ่ยเสียงเรียบ   “ การสั่งปิดระบบกะทันหัน  จะกระทบกับข้อมูลที่เพิ่งป้อนเข้าไปในช่วงหนึ่งวันของเขา “
“ เขาจะใช้วิธีนี้ป้องกันเราได้สักกี่ครั้งเชียว “
ไอรีนเดินคล้องแขนชายหนุ่มด้วยสีหน้าสุขใจ   “ เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนดีกว่า  เราไปหาของทานแก้ความหิวเถอะค่ะ  พลัช “

 

                     ภายในห้องคอมพิวเตอร์ของบริษัทพิตรพิบูล กรุ๊ป อันเงียบเชียบ  มันตรินีนั่งมองระบบคอมพ์ที่หล่อนเพิ่งเปิดอีกครั้งหลังจากต้องปิดเครื่องเมื่อมีผู้บุกรุก   มันกำลังเริ่มทำงานตามขั้นตอนของระบบเช่นเดิม
“ ฉันจะไม่ยอมแพ้เธออีกแน่ ไอรีน “   มันตรินีขบกรามแน่น  หัวใจเริ่มเหนื่อยล้าบ้าง
“ คุณจะคิดแก้ไขได้อย่างไร  ถ้าปล่อยให้ท้องว่าง “
หญิงสาวสะดุ้งเฮือก  เมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มดังจากเบื้องหลัง  จึงหันขวับไปมองทันที  เจ้าของร่างสูงโปร่ง  ทรงผมสั้นเกรียนเดินถือกล่องโฟมสองใบมาวางบนโต๊ะ  ริมฝีปากแย้มออกเล็กน้อย
“ วันนี้ผมรู้ว่าคุณตรีจะอยู่ดึก  จึงเอาอาหารรอบดึกมาให้ “
ปรานต์ทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างหญิงสาว  มันตรินีถอนใจเฮือกใหญ่   “ คุณมาที่นี่นานแล้วหรือคะ ? “
“ ผมเห็นคุณกำลังมีสมาธิทำงานมาก  ขนาดไม่ได้รับรู้การมาของผม  จึงไม่อยากรบกวน “
“ ครั้งนี้ฉันแพ้  จึงต้องปิดระบบทั้งหมด  เพื่อขับไล่ไอรีนไป “
“ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผู้หญิงคนนั้น “
“ บริษัทนี้ไม่ได้ใหญ่โตขนาดต้องมีการขโมยข้อมูลกัน  และคนที่บุกรุกใช้เทคนิคที่สูงมาก  ฉันเกือบเสียท่าหลายครั้งในการป้องกัน  หากไม่ใช่แฮกเกอร์มีระดับ  คงทำแบบนี้ไม่ได้  มันจึงต้องเป็นฝีมือของไอรีนแน่นอน “
“ คู่แค้นในหัวใจกันมา  จึงรู้ใจกันดี “
มันตรินีมองค้อนใส่ชายหนุ่ม   “ คุณพูดประชดฉันรึ ! “
ปรานต์หัวเราะเบาๆ   “ ผมพูดแทงใจคุณมากกว่า “
หญิงสาวเสมองไปทางอื่น  ที่ไม่มีดวงตาคมเข้มคู่นั้นของปรานต์ อัครชัย  แล้วเปิดกล่องโฟมเพื่อตักอาหารด้วยความหิว
“ ยามบอกว่าไม่เห็นคุณเดินออกไปจากห้องนี้  แสดงว่าไม่ได้กินข้าวเย็นสินะ “
“ เวลาทำงานก็ทำให้ฉันลืมเรื่องอาหารไป  แต่ฉันมีขนมปังเพื่อประทังความหิวได้หรอก “
หล่อนหยิบขนมปังแผ่นที่อยู่ในหีบห่อขนาดเล็ก  พกพาสะดวกออกมาจากกระเป๋าสะพายไหล่
ปรานต์ส่ายหน้าไปมา   “ คุณไม่เป็นโรคกระเพาะก็น่าแปลกล่ะ “
“ ฉันก็เพิ่งหยุดกินยาเคลือบกระเพาะไปได้สองวันเอง “   หล่อนบอกหน้าตาเฉย
“ ทำไมต้องทุ่มเทกับงานจนลืมสุขภาพของตัวเองแบบนี้ล่ะ ? “
มันตรินีตักอาหารใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย  ยามตอบว่า   “ เลือดพ่อข้นล่ะมัง ! “
ปรานต์อมยิ้ม  ขณะที่หญิงสาวชี้มือไปที่กล่องโฟมอีกใบ   “ มีปัญหาไหมหากฉันจะขอกินอีกกล่อง “
“ ผมซื้อมาเผื่อให้คุณอยู่แล้ว “
ชายหนุ่มนั่งมองอีกฝ่ายตักอาหารกินอย่างเงียบๆ  แล้วยื่นแก้วน้ำให้ด้วยท่าทีเอาใจ  หล่อนดื่มน้ำอย่างกระหายยิ่ง
“ อิ่มจังเลย “
ปรานต์ยิ้มล้อ   “ เพิ่งเคยเห็นผุ้หญิงกินจุแบบคุณเป็นคนแรกนะเนี่ย “
“ คุณยังไม่กลับบ้านรึ  ดึกแล้วนะ “    หล่อนเอ่ยขึ้น  เมื่อท้องอิ่มเต็มที่
“ กำลังจะกลับแล้ว “
มันตรินีหันไปคว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจมาคล้องไหล่ไว้  พลางกล่าวกับชายหนุ่มว่า
“ ขอติดรถไปด้วยนะคะ “
“ ผมไปส่งถึงบ้านเลยก็ได้ “
หญิงสาวมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย  ก่อนจะตอบว่า   “ ก็ดี  เพราะช่วงดึกหารถเมล์ไม่ได้ “
ทั้งสองจึงเดินลงบันไดไปชั้นล่าง  เพราะระบบไฟฟ้าส่วนใหญ่ได้ปิดไปแล้ว  ลิฟต์จึงใช้การไม่ได้

 

                 ปรานต์ขับรถมาจอดที่หน้าบ้านธมนันท์ในเวลาเกือบเที่ยงคืน  เมื่อหันไปมองมันตรินีซึ่งนั่งหลับไป  ไม่มีทีท่ารู้สึกตัวใดๆ  เขามองเจ้าของดวงหน้ากลมภายใต้กรอบแว่นตาโตด้วยแววตาอ่อนโยน  ลึกซึ้ง
“ คงเหนื่อยมากสินะ คุณตรี “
เขาตัดสินใจไม่ปลุก  โดยไขกระจกลงเล็กน้อย  เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้บ้าง   แล้วนั่งมองไปเบื้องหน้าอันมืดมิด  ปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปพักใหญ่  ปรานต์ต้องตกใจเมื่อหญิงสาวร้องโวยวายทั้งที่หลับตาอยู่ว่า
“ ฉันต้องชนะ  ไม่มีวันบอกเรื่องนั้นกับเธอแน่ ไอรีน “
“ คุณตรี ! “   เขาตัดสินใจปลุกหญิงสาวเมื่อเห็นมือของหล่อนกวัดแกว่งไปมาแบบคน
ละเมอ
มันตรินีค่อยๆลืมตาขึ้น  พลางถามว่า  “ ฉันอยู่ที่ไหน ? “
“ คุณหลับอยู่ในรถของผมน่ะสิ “
หญิงสาวนั่งทบทวนความทรงจำสักครู่  จึงส่งยิ้มเจื่อนกับปรานต์   “ ฉันทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า ? “
“ คุณละเมอ พูดโวยวายน่ะสิ “
“ แย่จัง  ทำตัวเองหน้าแตกเสียแล้ว “   หล่อนบ่นอุบอิบ  ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอาย
ปรานต์หัวเราะ  ดวงตาเป็นประกายระยับ  ยามมองท่าทางเขินอายของอีกฝ่าย
“ ผมไม่เล่าให้ใครฟังหรอกน่า  สัญญาได้เลย “
“ ฉันจะเชื่อสัญญาของลูกผู้ชายนะ “
“ เอาขนาดนั้นเชียว “
“ แน่นอนล่ะ “   หล่อนมองคาดคั้น
“ ตกลง ! “
มันตรินียิ้มกว้าง  พลางกล่าวว่า   “ ขอบคุณที่มาส่งค่ะ “
“ รักษาสุขภาพบ้างล่ะ! “   เขาบอกเสียงนุ่มนวล
“ ขอบคุณ และพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปทำงานทดสอบเกม  คงไม่เข้าบริษัทหนึ่งวัน “
ปรานต์นิ่งไปเล็กน้อย  หญิงสาวนึกบางอย่างได้  จึงกล่าวเสียงอ่อยกับชายหนุ่มว่า
“ การปิดระบบของฉัน  จะทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหาย  ฉันขอโทษที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นหวังว่า……. “
“ ผมจะสั่งแก้ไขให้เอง ! “   เขาตอบอย่างรู้ใจ   “ ไม่มีใครกล้าตำหนิคุณตรีได้หรอก  ผมรับรองได้ “
หญิงสาวโล่งใจขึ้นมาก  พลางโบกมืออำลา  แล้ววิ่งเข้าไปในบ้านธมนันท์  ขณะที่ปรานต์ยังนั่งมองประตูบ้านนั้นอย่างครุ่นคิด  เวลาผ่านไปพักใหญ่จึงเคลื่อนรถจากไปท่ามกลางความมืด

 

                ช่วงเช้าเมื่อปรานต์ อัครชัย เข้ามาตรวจงานในบริษัท พิตรพิบูลกรุ๊ป   สิดาพรเดินหน้าบึ้งเข้ามาพร้อมกับรายงานแฟ้มหนึ่ง  แล้วทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่าง
“ แม่หลานสาวตัวดีทำระบบคอมพ์ของเราปั่นป่วน  เมื่อเช้านี้คนของเราต้องแก้ไขแทบตาย  คุณลองอ่านรายงานความเสียหายสิ ปรานต์ “
“ คุณตรีแจ้งให้ทราบแล้ว “
สิดาพรเลิกคิ้วนิดหนึ่ง   “ แล้วจะปล่อยไปแบบนี้หรือ ? “
“ ผมจะรายงานให้ลุงพศทราบเอง “   เขาก้มหน้าเซ็นเอกสารต่อไป
“ ขืนปล่อยให้ทำตามใจแบบนี้  บริษัทของเราต้องเสียหายมาก  อีกอย่างก็ทำให้การใช้คอมพ์ในบริษัท พี อาร์ ของฉัน สั่งซื้อ-ขายหุ้นไม่ได้  ดูข้อมูลก็ไม่ได้ “
“ เจ้าหน้าที่แก้ไขได้รวดเร็วนี่นา  คุณอย่าห่วงเลย “
“ ฉัน……. “
ปรานต์เงยหน้ามองสาวใหญ่เขม็ง  พลางกล่าวย้ำเสียงว่า   “ ผมได้ย้ำคำสั่งกับทุกหน่วยงานว่า  ห้ามพูดตำหนิเรื่องนี้กับคุณตรีเด็ดขาด  คุณคงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วยนะ “
“ ทำไมแตะต้องแม่นั่นไม่ได้คะ ปรานต์ “
“ เป็นคำสั่งของลุงพศ ! “   เขากล่าวย้ำหนักแน่น  เพื่อยุติการโต้เถียงของสิดาพรซึ่งก็ได้ผลดีเสมอ
“ พ่อยังลำเอียงกับฉันเสมอ  ทั้งที่ไม่มีพี่สารัชแล้วก็ตาม “   สิดาพรพูดน้อยใจ  ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด

 

                หลังจากที่มันตรินีทำงานทดสอบเกมที่รับมอบหมายมาเสร็จสิ้นในเวลาก่อนเที่ยง  หล่อนรีบเดินทางไปยังโรงแรม ที อาร์ พาวิลเลี่ยน ตามที่นางนวลพรรณผู้เป็นยายได้กำชับให้เข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นอันเป็นกรณีพิเศษ   ทีแรกหล่อนได้บอกปฏิเสธ  แต่ผู้เป็นยายขอร้องไว้  จึงจำใจต้องมาร่วมประชุม
“ ขอโทษที่มาช้าค่ะ คุณยาย “   มันตรินีกล่าวกับนางนวลพรรณ  เมื่อหล่อนวิ่งมาถึงหน้าห้องประชุม  ซึ่งเหล่ากรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นกำลังทยอยเดินเข้าไป
นางนวลพรรณยิ้มเย็น   “ ยังทันจ๊ะ  เราเข้าไปกันเถอะ “
มันตรินีจึงประคองผู้เป็นยายเข้าห้องประชุม  แล้วพาไปนั่งทางด้านขวาของนิธิศผู้เป็นลูกชายซึ่งอยู่ในตำแหน่งประธานกรรมการ  ส่วนเก้าอี้ด้านซ้ายสองตัวยังว่างเปล่า
“ วันนี้ประชุมเรื่องอะไรรึ พี่ภัค “   มันตรินีกระซิบถามภัคธีมาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
ภัคธีมามองค้อนญาติผู้น้อง  “ เหลวไหลจัง ! “
“ ค่อยๆฟังไปก็ได้ ตรี “   นางนวลพรรณบอกเสียงเบาๆ  ทำให้ทั้งสองต้องเงียบเสียงโดยปริยาย
มันตรินีมองขมวดคิ้วแน่น  เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสันทัด  ผิวขาว  เดินนำสาวใหญ่วัยห้าสิบปี  ผอมสูง  แต่งกายภูมิฐาน  เข้ามาทรุดนั่งบนเก้าอี้ว่างด้านซ้ายของนิธิศ
“ เราเริ่มประชุมกันเลยนะครับ “   นิธิศกล่าวเปิดประชุมเมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว
พลัชมองสบนัยน์ตากับมันตรินีนิ่ง  ขณะที่นางพัชนีปรายตามองชายหนุ่มอย่างใช้ความคิดแกมระแวงในใจ
“ ผมขอแนะนำผู้ถือหุ้นคนใหม่ของเรา “  นิธิศพูดแนะนำ   “ พวกเขาคือคุณพัชนีและคุณพลัช ธนวัตร “
นางนวลพรรณมองสาวใหญ่ด้วยสายตาเย็นเฉียบ  ขณะที่มันตรินีรู้สึกผิดหวังอย่างมากเมื่อรับรู้ความสัมพันธ์ของนางพัชนีกับพลัชจากคำอธิบายของภัคธีมา
“ ฉันหวังว่าเราจะร่วมมือกันพัฒนาโรงแรมนี้ไปด้วยดีนะคะ “   นางพัชนีบอกเสียงเรียบ  ริมฝีปากแย้มออกเล็กน้อย
พลัชกล่าวขึ้นว่า   “ ก่อนจะเข้าสู่วาระประชุมปกติ  ผมมีเรื่องจะเสนอกับทุกท่านครับ “
นิธิศมองอย่างสงสัย  พลางจำใจบอกไปว่า   “ คุณพลัชจะเสนออะไรครับ ? “
“ ผมได้ตรวจสอบบัญชีและการทำงานที่ผ่านมาของท่านประธานฯ จึงได้พบว่าการแก้ปัญหาอย่างไม่เหมาะสมเกิดขึ้นหลายครั้ง  ผมกับกรรมการบางท่านและผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งจึงคิดว่าน่าจะลองเปลี่ยนตัวประธานเป็นคนใหม่  อาจจะช่วยแก้ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้ครับ “
นิธิศกับภัคธีมามีท่าทางตระหนกใจกับข้อเสนอของพลัช  ขณะที่นางนวลพรรณยังคงมีสีหน้าเยือกเย็นเช่นเดิม  ส่วนมันตรินีนั่งฟังด้วยอาการสงบ
“ คุณคิดว่าควรเป็นใครล่ะ ? “   กรรมการคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
นิธิศนิ่งเงียบ  เมื่อพลัชเสนอว่า   “ คุณพัชนีมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการ  น่าจะทำงานนี้ได้ครับ “
“ คุณไม่เชื่อการบริหารของพ่อ  แล้วซื้อหุ้นของเราด้วยสาเหตุอะไรคะ “   ภัคธีมาเอ่ยอย่างเหลืออด  นัยน์ตาดุ  ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ
พลัชยิ้มเย็น   “ เราเห็นอนาคตที่ดีของโรงแรม  แต่ว่าผู้บริหารไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น “
ภัคธีมารู้สึกโกรธจัดกับคำพูดของเขามาก  จึงยืนขึ้นคิดจะพูดโต้  นิธีศสั่งให้ลูกสาวนั่งลงทันที
กรรมการหลายคนแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อเสนอของพลัช  ทำให้นิธิศมองด้วยความลำบากใจยิ่ง
นางนวลพรรณกระซิบบางอย่างกับลูกชาย  นิธิศจึงกล่าวในที่ประชุมว่า
“ ผมขอพักการประชุมห้านาทีครับ  “
นิธิศกับนางนวลพรรณเดินออกไปนอกห้องประชุม  เหล่ากรรมการและผู้ถือหุ้นต่างนั่งพูดหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ ฉันไม่นึกว่าจะได้มาพบกับเธออีกนะ มันตรินี “   นางพัชนีเอ่ยขึ้นก่อน  ดวงตาจ้องเจ้าของดวงหน้ากลมที่ละม้ายชายที่ตนเคยรักเมื่ออดีตเขม็ง
มันตรินีเหยียดยิ้ม  “ ปู่บอกว่าการปรากฎตัวของคุณไม่ใช่เรื่องดี  ตอนนี้ฉันเริ่มเชื่อแล้วสิ “
นางพัชนีแย้มยิ้มอย่างใจเย็น   “ เธอคิดทำอย่างไรล่ะ  หากฉันคิดร้ายกับเธอ “
   “ หากเป็นพรหมลิขิต  ฉันก็พร้อมเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ “
“ แม้ต้องสูญเสียของที่รักไปรึ ? “   นางพัชนีถามเสียงสูง
มันตรินีตอบเน้นเสียงว่า   “ สิ่งของนอกกายไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป  เป็นเรื่องธรรมดาที่มันอาจสูญหายไปได้  แต่คุณไม่มีทางช่วงชิงความรู้สึกที่ดีและหัวใจที่มั่นคงของฉันไปได้ค่ะ “
“ พูดได้ดี  สำหรับผู้หญิงที่มีอายุน้อยอย่างเธอ “
“ ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจกับสัจจธรรมข้อนี้เช่นกัน “   มันตรินีบอกเสียงเรียบ  นัยน์ตาเป็นประกายวับ   “ คุณอาจช่วงชิงสิ่งของทุกอย่างในโลกนี้ได้  แต่ถ้ามันไม่ใช่ของคุณอย่างแท้จริง  สักวันมันต้องหลุดลอยไปตามพรหมลิขิตที่คุณไม่มีวันฝืนได้ “
“ ฉันเชื่อมั่นเสมอว่า  ชะตาชีวิตขึ้นอยู่กับมือของฉันเอง “   นางพัชนีตอบเสียงกร้าว
พอดีนางนวลพรรณกับนิธิศกลับเข้ามาในห้องประชุมอีกครั้ง  สีหน้าของประธานกรรมการแลดูไม่สบายใจนัก  เมื่อทั้งสองนั่งประจำที่แล้ว  การประชุมจึงเริ่มขึ้นทันที
“ คุณพลัชเสนอปลดผมจากการเป็นประธานกรรมการ  คงทำในครั้งนี้ไม่ได้ “   นิธิศกล่าวเสียงหนัก  ดวงตามองชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของข้อเสนอนั้น
“ ดังนั้นขอให้ทำเอกสารเสนอเป็นวาระการประชุมในครั้งหน้า  อันเป็นการทำตามกฎหมาย  ซึ่งคุณพลัชคงเข้าใจดีนะครับ “
พลัชยิ้มเย็น   “ ผมเพียงต้องการแจ้งให้ท่านทราบก่อนเท่านั้น  เราไม่เคยคิดฝ่าฝืนกฎหมายเลย “
“ ตัวผมก็พร้อมจะทำตามมติของที่ประชุมเช่นเดียวกัน “   นิธิศพูดย้ำ  พลางมองปรามมาทางภัคธีมาซึ่งทำท่าจะตอบโต้
มันตรินีมองผู้เป็นลุงด้วยความแปลกใจแกมเห็นใจ  เพราะทราบดีว่าเขารักโรงแรมนี้มากเพียงใด
“ เราเริ่มพิจารณาหัวข้ออื่นได้แล้ว “
เมื่อประธานหนุ่มใหญ่กล่าวเช่นนี้  การประชุมดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่  จึงได้ยุติลง นางพัชนีกับพลัชลุกขึ้นเพื่อจะออกไปจากห้องประชุม  นางนวลพรรณเรียกคนทั้งสองไว้ก่อน  หลังจากคนอื่นได้เดินออกไปแล้ว
“ คุณต้องการชิงตำแหน่งประธานไปเพื่อแก้แค้นใช่หรือไม่ ? “
นางพัชนีหันมายิ้มเยาะใส่หญิงสูงวัย   “ ฉันกลับมาเพื่อทวงหนี้ค่ะ “
“ เปิดเผยดีนะ “   นางนวลพรรณบอกเสียงเย็น  แววตาสงบ
พลัชพยายามมองสบตากับมันตรินี  แต่หล่อนเบือนหน้าหลบเขาทุกครั้ง  เมื่อนางพัชนีเดินจากไป  เขาจำใจก้าวตามไปเช่นกัน
“ ภัคไม่เข้าใจเลยว่า  เราเป็นหนี้อะไรคะ คุณย่า “
นิธิศกล่าวกับลูกสาวว่า   “ อย่าซักถามเลย  กลับบ้านแล้วพ่อจะเล่าให้ฟังนะ ภัค “
นางนวลพรรณถอนใจหนัก  ดวงตาหม่นเศร้า   “ เราต้องวุ่นว่ายสักพักล่ะ นิธิศ “
“ ผมจะพาแม่กลับบ้านนะครับ “
“ ก็ดี “  ผู้เป็นมารดาตอบเสียงระโหย  พลางหันมาทางมันตรินี   “ กลับด้วยกันไหม ตรี “
“ ตรีมีนัดค่ะ “   มันตรินีตอบ  แล้วขอตัวกลับออกไปก่อน  เพราะใกล้เวลานัดหมายกับหมอของหล่อนนั่นเอง

 

ระหว่างที่ปรานต์ อัครชัย กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงานของบริษัทเค พี เอ โฮลดิ้ง  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเขารับสาย  อีกฝ่ายจึงรายงานผลการประชุมของโรงแรม ที อาร์ พาวิลเลี่ยน ริมฝีปากงามได้รูปของเขาแย้มออกอย่างพอใจ  แล้วจึงวางสายลง
“ แผนขั้นที่หนึ่งผ่านพ้นไปได้  ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเราแล้วสินะ “   ปรานต์พึมพำ  แววตากร้าว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นหนุ่มใหญ่ร่างท้วม  สูง ผิวคล้ำ  ใบหน้าอวบอิ่มแลดูบูดบึ้ง  ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง  พลางโยนจดหมายฉบับหนึ่งไปบนโต๊ะของปรานต์
“ คุณเป็นคนขอคำสั่งศาลให้ระงับการใช้สิทธิในหุ้นของผมรึ ! “
ปรานต์ยิ้มเย็น  “ ผมกำลังปกป้องผลประโยชน์ของพ่อที่ถูกฉกฉวยไปต่างหาก  คุณวัฒน์ “
“ คุณกล่าวหาว่าผมเป็นคนโกงรึ ! “   ดวงตาของวัฒน์ฉายแววโกรธจัด
“ ผมทำตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น “
วัฒน์จ้องชายหนุ่มด้วยแววตาเครียด   “ ผมจะไล่คุณออกจากตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ในการประชุมคราวหน้า “
“ หุ้นของพ่อที่อยู่ในมือของคุณไม่อาจใช้สิทธิ์ได้  คงทำให้คุณลำบากหน่อยนะ “
วัฒน์ชี้หน้าชายหนุ่มซึ่งเป็นพี่ชายของปาลิตาอย่างเดือดแค้นว่า   “ ผมเอาคุณออกไม่ได้  ก็ไม่ใช่วัฒน์แล้ว “
“ ผมกำลังรอคุณอยู่เช่นกัน “
เมื่อวัฒน์กำลังก้าวออกไปจากห้องนั้น  ปรานต์เอ่ยเสียงดังว่า  “ ผมกำชับพนักงานในบริษัทของคุณให้ตรวจสอบเรื่องของเถื่อนที่แอบแฝงมาในตู้คอนเทนเนอร์ทุกใบ  หากพบเมื่อไร  จะแจ้งตำรวจทันที  โดยไม่คำนึงว่าเป็นฝีมือของใคร  หวังว่าคุณจะไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้นะ “
“ ผมเป็นคนดูแลบริษัทนั้น  ไม่ใช่คุณ “
ปรานต์มองสมเพช   “ พ่อยังดำรงตำแหน่งประธานในเค พี เอ โฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในบริษัทคอนเทนเนอร์  ดังนั้นคำสั่งของท่านยังมีน้ำหนักกว่าผู้จัดการอย่างคุณ “
คำพูดของลูกชายนายขัมน์ทำให้วัฒน์สะอึกไป  ปรานต์ยังพูดอีกว่า   “ ผมขอเตือนอีกอย่างนะว่า  ถ้าคุณไม่เชื่อผม  ยังขนของเถื่อนโดยอาศัยชื่อเสียงของบริษัท  คราวนี้จะติดคุกแน่  เพราะเพื่อนตำรวจของผมบอกว่าคุณกำลังอยู่ในสายตาของเขา “
“ คุณบอกผมเพราะอะไร ? “
ปรานต์หัวเราะหึในลำคอ   “ ผมอยากทำอะไรให้น้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่เราจะต้องรบกัน  โดยไม่เห็นแก่สิ่งใดอีก “
“ คนอย่างคุณจะมีอะไรอีก  บริษัทก็เป็นของพวกผมไปแล้ว “   วัฒน์พูดเยาะ  ก่อนจะเดินออกไปอย่างกระหยิ่มใจ

 

                ปรานต์นั่งทำงานอีกพักใหญ่  ชนิตว์นักข่าวสาวขอเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์  เขาจึงบอกอนุญาตให้ฝ่ายนั้นได้เข้ามาในห้อง
“ มีอะไรหรือครับ คุณนิตว์ “   เขากล่าวทักด้วยรอยยิ้ม
ชนิตว์มองฉงน  เมื่อไม่เห็นท่าทางเดือดร้อนของเขาเลย
“ คุณยังไม่เห็นข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกรอบบ่ายหรือค่ะ ?  “
“ ผมเห็นแล้ว ! “   เขาชี้ไปยังหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบนโต๊ะ   “ พวกนั้นเขียนข่าวว่าผมเป็นลูกทรพีที่ฟ้องพ่อตัวเองสินะ “
“ ฉันอยากสัมภาษณ์เรื่องนี้ค่ะ “
เขาเชื้อเชิญให้นักข่าวสาวมานั่งที่โซฟายาว  พลางบอกว่า   “ ผมอยากให้เป็นการคุยกันมากกว่า  แล้วคุณไปเขียนสรุปเองทีหลัง “
“ คุณไว้ใจฉันรึ ! “
ปรานต์พยักหน้ารับ  ชนิตว์ได้แต่อมยิ้ม  ปลื้มใจอยู่เงียบๆ
“ ผมฟ้องให้พ่อเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  เพราะมีสมองฟั่นเฟือน  ทำให้บริษัทเสียหายหลายอย่าง  โดยให้อัยการจัดการให้ครับ “
“ ทำไมไม่เจรจากับท่านก่อนล่ะคะ ? “
“ เราเคยคุยกันแล้ว  แต่ท่านไม่ยอมปล่อยมือ “   เขาบอกเสียงเข้ม   “ ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในการถือหุ้นของบริษัทโฮลดิ้ง  โดยท่านยืนยันว่าไม่ได้ทำ  นั่นคือสิ่งที่ผมทนรับต่อไปไม่ได้ “
“ ท่านโอนหุ้นของตัวเอง  โดยไม่รู้สึกตัวหรือคะ ? “
“ ถูกต้อง ! “   เขาตอบ  ดวงตาเป็นประกาย   “ หมอบอกว่า  มันเป็นอาการของคนไข้สมองเสื่อมขั้นแรก  เมื่อมันก่อความเสียหายแก่บริษัท  และท่านไม่ยอมวางมือให้ผมจัดการต่อไป  ผมจึงต้องให้อัยการฟ้องศาลตามที่ลงข่าวนั่นแหละ “
“ คุณรู้สึกอย่างไรกับคำประฌามเรื่องทรพีคะ ? “
“ ผมกำลังปกป้องบริษัทที่พ่อสร้างมาด้วยความยากลำบาก  ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของวัฒน์ด้วยวิธีฉ้อฉล  หากถูกประฌามว่าทรพี  ผมก็ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ “
ชนิตว์นิ่งอึ้งไป  ชายหนุ่มเผยอยิ้มเล็กน้อย  ยามกล่าวว่า   “ คุณคงเห็นผมเป็นลูกทรพีด้วยสินะ “
นักข่าวสาวมองพินิจ  เขายังพูดต่อไปว่า   “ การทำงานใหญ่  หากผู้นำของบริษัทอยู่ในภาวะไม่สมบูรณ์  นั่นหมายถึงการนำไปสู่ภาวะแห่งการล่มสลายของกิจการ  ดังนั้นจึงต้องรีบกำจัดเนื้อร้ายนี้โดยเร็วที่สุด  มันคือวิธีทำงานของผมในการจัดการกับปัญหานี้ครับ “
“ คุณไม่คิดว่ารุนแรงไปหรือคะ ? “   ชนิตว์กล่าวขึ้น  ดวงตามองอีกฝ่ายอย่างค้นหา
“ ถึงอย่างไรคุณขัมน์ก็เป็นพ่อของคุณ  ท่านต้องโกรธคุณมากที่ทำแบบนี้ “
“ ผมไม่สนใจความรู้สึกของท่าน  เมื่อผมคิดว่าทำถูกต้องแล้ว “   เขาตอบ  ท่าทางเคร่งขรึม

 

ตอนค่ำหลังจากการตรวจร่างกายผ่านพ้นไป  มันตรินีเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยท่าทางเหม่อลอย  คำพูดของหมอดังก้องอยู่ในโสตประสาท  พลันสายตามองไปเห็นหัวข่าวตัวใหญ่ที่พาดบนหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในแผงหนังสือข้างถนน
“ ลูกชายนักธุรกิจใหญ่ทำทรพีต่อพ่อ ! “   หญิงสาวพึมพำ  สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
มันตรินีซื้อหนังสือฉบับนั้นมายืนอ่านสักครู่  คิ้วโค้งงามขมวดเข้าหากันแน่น
“ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำได้ขนาดนี้เลย “   หล่อนครุ่นคิดหาเหตุผลที่ปรานต์ทำเช่นนั้น  จนกระทั่งรถเมล์คันที่ต้องการแล่นมาจอดป้าย  จึงได้เดินขึ้นไปโดยเร็ว

 

              ปรานต์ อัครชัย เดินออกจากลิฟต์  แล้วตรงไปยังรถของเขาที่จอดอยู่  เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสาวสวยร่างสันทัดมีกระเป๋าใบหนึ่งสะพายไหล่ไว้ยืนรออยู่ข้างรถของเขา
“ คุณตรี ! “   เขามองด้วยความดีใจที่ได้พบหญิงสาวอย่างไม่คาดคิด
มันตรินียืนหน้าบึ้ง พลางชี้ไปยังหนังสือพิมพ์ในมือ “ คุณทำกับคุณลุงจริงหรือเปล่าคะ ? “
ปรานต์สะอึกนิ่งไป  แล้วจึงพยักหน้ายอมรับ  หญิงสาวโยนหนังสือพิมพ์ไปกระแทกหน้าอกของเขาอย่างไม่พอใจ
“ คุณคงอยู่กับปู่พศมากเกินไป  จึงซึมซับความไร้เมตตาจิตจากเขาไว้มาก “
หล่อนพูดกระแทกเสียงอย่างจงใจ   “ ลุงขัมน์เป็นพ่อของคุณ  เป็นคนป่วย  เคยคิดบ้างไหมว่ามันจะกระทบจิตใจของท่านมากแค่ไหน  ลูกฟ้องพ่อเพื่อหวังสมบัติของเขา  ทุกคนต่างประฌามเป็นลูกทรพี  คุณจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร “
“ คุณถามเรื่องนี้เพราะห่วงผมหรือไง “
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น  แววตาผิดหวัง   “ หลงตัวเอง ! “
ปรานต์มองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง  ขณะที่มันตรินีกล่าวเสียงขุ่นว่า   “ เมื่อก่อนนี้ฉันคิดว่าคุณอาจแตกต่างจากปู่พศ  เพราะหลงเชื่อในการกระทำที่เอาใจฉัน  ตอนนี้จึงรู้ว่าคิดผิดจริงๆ “
“ คุณก็ไม่เปลี่ยนเลย  ในการไม่ยอมให้โอกาสอธิบายบ้าง “
“ ฉันไม่อยากฟัง  ไม่อยากเห็นหน้าคุณด้วย “   หล่อนบอกเสียงเข้ม  แล้วเดินจากไปโดยเร็ว
เมื่อมันตรินีก้าวเท้าหายลับสายตาไปแล้ว  ปรานต์ยืนถอนใจยาว  หัวใจเจ็บร้าวกับคำพูดของหญิงสาว
“ คุณมีวิธีจะหยุดคุณตรีให้ฟังคุณได้  แต่ก็ไม่ทำ “   สังสิตก้าวออกมาจากหลังเสาต้นหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับรถของเขานั่นเอง
“ นายอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ ? “
สังสิตมองค้นหา  พลางตอบว่า   “ นานพอควร “
“ นายคงอยากถามเรื่องนั้นอีกคนสินะ “
“ ใช่ครับ “
ปรานต์ไขกุญแจเปิดประตูรถด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน   “ นายคิดว่าฉันเป็นคนเลวขนาดนั้นเชียวหรือ “
“ ผมอยากฟังเหตุผลของคุณ  ที่ไม่มีการปิดบังสำหรับเพื่อนเช่นผม “   สังสิตพูดย้ำตอนท้ายอย่างจงใจ
“ นายยังเข้าใจฉันมากกว่าคุณตรีเสียอีก “
“ ผมกับคุณผ่านความลำบากมาด้วยกัน  จึงรู้จักคุณดี  ย่อมไม่อาจเปรียบเทียบกับคุณตรีได้แน่นอน “
ปรานต์ยิ้มหมอง  ยามเอ่ยว่า   “ ฉันอยากให้ผู้หญิงคนนั้นเชื่อมั่นในตัวฉันเหมือนนายเช่นกัน “
สังสิตนิ่งเงียบ  อีกฝ่ายจึงกล่าวชวนว่า   “ ไปทานข้าวด้วยกัน  แล้วฉันจะตอบคำถามของนายอย่างเปิดอกเลย สิต “
รถของปรานต์จึงเคลื่อนออกจากที่จอดรถฝ่าความมืดไปยังจุดหมายที่ทั้งสองต้องการอย่างรวดเร็ว

 

                ********โปรดติดตามตอนต่อไป************

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s