ใต้เงาบาป 17

                                     เฉพาะอ่านออนไลน์

                                          ใต้เงาบาป 17

                                                             บทประพันธ์ของ ช่อมณี

       กัญญาเดินตรงมายังสองหนุ่มที่ยืนรออยู่ตรงเชิงบันไดของตึกใหญ่อันเป็นที่จัดเลี้ยงวันเกิดและฉลองตรุษจีนของสรพศ พิตรพิบูล
“ ฉันไม่รู้สึกเลยนะว่าทั้งสองเป็นอดีตคนรักกัน “   กัญญาพูดขึ้น  ขณะมองภาพของหนุ่มแปลกหน้ากับมันตรินีซึ่งยืนคุยกันอยู่
สังสิตเอ่ยด้วยความสงสัยเช่นกันว่า   “ ทำไมจึงต้องเลิกกัน  ทั้งที่ดูเหมือนว่าพวกเขายังรักกันอยู่นะ “
“ คนที่จะให้คำตอบได้ดีคือ  คุณตรีกับผู้ชายคนนั้น “   ปรานต์ตอบเสียงหนัก  รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง   “ แต่พวกเขาไม่เคยให้ความกระจ่างกับใครถึงสาเหตุที่เลิกกันเลย “
“ ความลึกลับ  ทำให้ฉันสนใจอยากรู้จัง “   กัญญาหัวเราะเบาๆ
ปรานต์ยิ้มนิดๆ   “ คุณลองถามเธอสิ “
“ สักวันหนึ่งค่ะ “
ทั้งสามต้องหยุดสนทนากัน  เมื่อสิดาพรพาร่างสูงสมส่วนในชุดราตรีสั้นลงมาจากตึกใหญ่ด้วยใบหน้าบูดบึ้งตรงมาหาพวกเขา
“ ท่านให้ฉันมาเชิญพวกเขาไปหา  ขอตัวก่อนนะ “   กัญญากระซิบบอกชายหนุ่มทั้งสองแล้วเดินเลี่ยงไปหามันตรินีโดยเร็ว
ดวงตาของสิดาพรเต็มไปด้วยความเยาะหยันยามมองภาพมันตรินีกับอดีตคนรัก
“ ช่างไม่อายคนเสียเลย ! “   สิดาพรกล่าวกระแทกเสียง   “ หลานสาวของพ่อมายืนกอดผู้ชายต่อหน้าสายตาของคนอื่น  ฉันละอายใจเหลือเกิน “
สังสิตเหลือบตามองลูกสาวของผู้มีพระคุณนิดหนึ่ง  สีหน้ายังคงเรียบเฉย  ขณะที่ปรานต์หันมาจ้องสิดาพรอย่างไม่พอใจ
“ คุณเข้าใจความหมายของความละอายใจได้ลึกซึ้งแค่ไหนล่ะ “   ปรานต์พูดโต้เสียงเข้ม
นัยน์ตาดูแคลนของปรานต์  ทำให้สิดาพรรู้สึกใบหน้าชาวาบ  ลำคอตีบตันทันใด
“ คุณคิดว่าการยืนกอดกันกลางถนนเป็นเรื่องดีนักรึ ! “   หล่อนบอกเสียงขุ่นเมื่อไม่อาจนึกหาคำพูดอื่นได้
“ หากเทียบกับสิ่งที่คุณทำไว้   ผมรู้สึกว่าคุณน่าจะละอายใจมากกว่านะที่ทำกับแฟนของหลานสาวได้ขนาดนั้น “
“ ปรานต์ ! “   สิดาพรรู้สึกโกรธแกมอับอายที่เขาพูดประจานต่อหน้าสังสิตโดยไม่แคร์ความรู้สึกของหล่อนเลย
ปรานต์หันมาชวนสังสิตให้เดินขึ้นตึกใหญ่โดยไม่ใส่ใจสีหน้าโกรธจัดของลูกสาวของสรพศ พิตรพิบูล ขณะที่กัญญาเดินนำมันตรินีกับเพื่อนชายเดินผ่านสิดาพรไปโดยไม่ทักทายหล่อนก่อน

ประมุขของบ้านพิตรพิบูลเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบสองปีซึ่งมีร่างสูงใหญ่เส้นผมสีขาวแซมทั่วศีรษะ  ใบหน้าระบายรอยยิ้มอย่างสุขใจ  สิ่งที่แปลกตาแก่ผู้พบเห็นคือคิ้วดกเข้มสีดำของเขานั่นเอง  คิ้วโค้งสีเข้มนี้จึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดสายตาทุกคนเสมอ  หนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นแขกพิเศษเดินมาหยุดโค้งกายเป็นการคำนับให้เกียรติแก่ผู้สูงวัยอย่างมีมารยาท  โดยมีมันตรินียืนหน้าบึ้งอยู่เคียงข้าง
“ ขอบใจที่มางานของฉันนะ “  สรพศเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเมตตา
หนุ่มญี่ปุ่นขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจภาษาไทยของเจ้าของบ้าน  จึงหันมาทางมันตรินีเพื่อขอความช่วยเหลือ
ปรานต์ยืนมองด้วยความขบขัน  เมื่อเห็นท่าทางอึกอักของมันตรินี  เขารู้ดีว่าหญิงสาวมีความลำบากใจเพียงใดกับสภาพเบื้องหน้า  ในที่สุดหล่อนก็ยอมแปลคำพูดของสรพศเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วทั้งที่ไม่เต็มใจนัก
“ หากไม่เห็นคนพูด  ฉันยังนึกว่าเป็นสาวญี่ปุ่นนะ “   กัญญากระซิบกับปรานต์ด้วยสายตาทึ่งในความสามารถของมันตรินี
“ คุณตรีเรียนที่ญี่ปุ่นเกือบสิบปี  ย่อมไม่แปลกที่จะพูดสำเนียงดีแบบนี้ “  เขากล่าวตอบเสียงเรียบ
สิดาพรซึ่งยืนอยู่ใกล้รู้สึกริษยากับคำชื่นชมมันตรินีจากปากของคนทั้งสองยิ่งนัก
“ ผมขอให้ท่านมีอายุยืนนาน  สุขภาพแข็งแรงครับ “   หนุ่มญี่ปุ่นกล่าวอวยพรเป็นภาษาของเขา  แล้วสะกิดให้มันตรินีช่วยแปลเป็นไทย
สรพศพยักหน้ารับรู้เมื่อได้ยินคำแปลของหญิงสาว  พลางส่งซองสีแดงแก่คนทั้งสองตามธรรมเนียมจีน   “ ขอบใจมากนะ คุณชิน “
หนุ่มญี่ปุ่นรับซองสีแดงด้วยท่าทางสุภาพ  ขณะที่มันตรินียืนนิ่ง  เขากระซิบบางอย่างกับหญิงสาว  ทำให้หล่อนจำใจยื่นมือไปรับซองจากสรพศ
“ คุยกันตามสบายนะ คุณชิน “   สรพศกล่าวเปิดทางอย่างรู้ใจ
เมื่อมันตรินีแปลคำพูดให้กับหนุ่มญี่ปุ่น  เขายิ้มกว้าง  พลางโค้งกายเล็กน้อย  ก่อนจะจูงมือหญิงสาวไปทางโต๊ะเล็กซึ่งตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถงที่ไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก
เพื่อนร่างสันทัดของสรพศกล่าวล้อเจ้าของบ้านว่า   “ ในที่สุดหลานก็ยอมรับซองจากพี่แล้ว  ไม่นานคงได้กลับมาอยู่ร่วมกันหรอก  นับว่าเป็นวันเกิดที่พี่สมหวังที่สุดนะ “
“ เธอยังไม่เต็มใจรับฉันเลย ขัมน์ “
บิดาของปรานต์มองเห็นใจ  พลางกล่าวปลอบว่า   “ เธอคงต้องการเวลาบ้าง ! “
“ ฉันไม่รู้ว่าจะทนรอได้นานแค่ไหนน่ะสิ  “  สรพศกล่าวแล้วทอดถอนใจ
“ บางทีคราวนี้ลุงพศอาจได้รับข่าวดีจากคุณชินก็ได้นะครับ “   ปรานต์พูดอย่างเชื่อมั่นในบางอย่างที่หนุ่มญี่ปุ่นแสดงออกมาต่อหน้าเจ้าของบ้านพิตรพิบูล
“ หมายความว่า……. “
ปรานต์เผยอยิ้มเล็กน้อย  ยามบอกว่า  “ ตอนผมไปรับคุณชินที่สนามบิน  เขาพูดอังกฤษได้คล่องมาก  ซึ่งคุณลุงก็ไม่มีปัญหาในเรื่องภาษานี้ “
“ เมื่อครู่นี้เขาพูดญี่ปุ่นตลอดเลย ! “   สังสิตเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นได้บ้าง
ขัมน์มองเจ้าของบ้านพิตรพิบูลอย่างให้ความหวัง  พลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า
“ ความดีของพี่จะต้องตอบสนองให้พี่พศมีความสุข  สิ่งของที่หายไปต้องกลับคืนมาแน่ครับ “
“ ขอบใจมาก ขัมน์ “   สรพศโอบกอดเพื่อนสนิทด้วยความซาบซึ้งใจ  จากนั้นจึงชักชวนกันไปพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นอย่างเบิกบานใจ

ชินหนุ่มญี่ปุ่นนั่งจ้องมันตรินีอย่างพินิจ  พลางแย้มยิ้มด้วยความดีใจ  เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะถามบางอย่าง  เขารีบยกมือขึ้นเป็นเชิงปรามอีกฝ่ายมิให้พูดสิ่งใด
“ ผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของคุณให้ถนัดตาสักครั้ง “   เขากล่าวเสียงนุ่มนวลเป็นภาษาญี่ปุ่น
มันตรินีมองตาเศร้า   “ ฉันเติบโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับสองปีก่อนใช่ไหมคะ ชิน “
“ เวลาเปลี่ยนแปลงกายของเรา  แต่ไม่เคยเปลี่ยนความรู้สึกของคุณกับผมได้ “
“ ฉัน…. “   หล่อนเอื้อมมือมากุมมือของเขาไว้  ริมฝีปากสั่นระริก
ชินยิ้มอ่อนโยน   “ ผมเข้าใจคุณดี ตรี “
“ ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้คะ ? “   หล่อนกล่าวตัดพ้อเสียงสั่นเครือ
“ คุณเข้าใจทุกอย่างดีนี่นา “
“ แต่……. “
“ เราสัญญากันแล้วว่าจะไม่เอ่ยถึงมันอีก “   เขาพูดย้ำทั้งคำพูดและดวงตาที่จริงจัง 
มันตรินีเม้มปากแน่น  ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ  พลางกล่าวเปลี่ยนเรื่องว่า
“ ตอนนี้คุณคงเข้าใจแล้วสินะว่า  ทำไมฉันจึงไม่สมัครเป็นตำรวจคอมพิวเตอร์แบบคุณเมื่อกลับเมืองไทย “
หนุ่มญี่ปุ่นพยักหน้ารับ   “ ปู่ของคุณอยู่ในบัญชีดำของนักฟอกเงินชาวเอเชีย “
มันตรินีนิ่งเงียบไป  ขณะที่ชินเอ่ยอย่างรู้ใจว่า   “ คุณไม่อยากถูกบังคับให้จับปู่ของคุณสินะ ตรี “
“ ใช่ค่ะ “   หล่อนถอนใจยาว  สีหน้าอึดอัด   “ ถึงอย่างไรฉันก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นพิตรพิบูลในตัวของฉันได้ “
ชินมองอย่างเห็นใจกับอดีตของหญิงสาวซึ่งเขารับรู้มาบ้างจากปากของหล่อนเองเมื่อครั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น
“ ดูนั่นสิ ตรี “  ชินหันไปทางสรพศเจ้าของบ้านวัยชราที่มีเส้นผมสีขาวแซมทั่วศีรษะซึ่งกำลังนั่งคุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข
“ เส้นผมของเขามีสีขาวซึ่งบ่งบอกกาลเวลาที่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเพื่อสร้างอนาคตให้กับครอบครัว  คุณคงทราบดีว่าเขาย่อมพบความทุกข์ยากและความสุขมามากเพียงใด  หากเส้นผมทุกเส้นสามารถบอกเล่าอดีตของเขาได้  ก็คงจะดีสำหรับคุณด้วยนะ “
“ คุณคิดว่า…… “
ชินยิ้มนิดๆ  แววตาอ่อนโยนยามมองอดีตคนรัก   “ คุณเห็นปู่คนนี้แล้ว  คิดว่าเขาจะมีเวลาในโลกนี้อีกนานเท่าไรล่ะ ? “
มันตรินีมองชายชราวัยเจ็ดสิบสองปีด้วยความสะท้อนใจ  เมื่อเขาคนนั้นต้องใช้ไม้เท้าคอยพยุงร่างกายมิให้ล้ม  ท่าทางเดินเชื่องช้า
“ ไม่นานหรอก “
“ ผมคิดว่าถ้าพ่อของคุณยังมีชีวิตอยู่  ตอนนี้คงยอมลืมความหลังที่ไม่ดีนั้นได้  เพราะความเป็นสายเลือดเดียวกัน “
“ ฉัน….เอ่อ…. “
“ ทบทวนดูให้ดีนะ ตรี “   ชินกล่าวย้ำเสียงหนัก   “ เวลาและสายน้ำไม่เคยคอยใคร  และมันไม่มีวันหวนกลับมาหาคุณอีก  คุณอาจต้องเสียใจไปชั่วชีวิตก็ได้ “
คิ้วโค้งบางของมันตรินีขมวดเข้าหากันแน่น  ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสีทองบ่งบอกความคิดหนักกับคำพูดเตือนสติของเขา
“ คุณยอมมาพบฉันเพื่อเรื่องนี้หรือคะ ชิน “
“ ใช่แล้ว “   ชินตอบรับเสียงเย็น   “ ผมรู้แก่ใจดีว่าเรื่องนี้ติดค้างในใจของคุณมานานเหลือเกิน  เวลาที่ผ่านมาคงทำให้คุณได้คิดบ้างแล้ว “
มันตรินีเหลือบตามองไปยังเจ้าของบ้านสูงอายุอย่างชั่งใจ   หนุ่มญี่ปุ่นกล่าวติดตลกขึ้นว่า   “ ผมมีเวลาเหลือไม่กี่ชั่วโมง  เราควรคุยเรื่องเบาๆบ้างดีกว่านะ “
“ มีอยู่เรื่องหนึ่งหากฉันไม่เล่าให้คุณฟัง  คงต้องอัดใจตายแน่ “
ชินหัวเราะเบาๆ  นัยน์ตาพราว  ยามพูดว่า   “ ผมรอฟังอยู่ ! “
หญิงสาวจึงบอกเล่าเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นระหว่างไอรีนเพื่อนเก่ากับหล่อน  ระหว่างนั่งฟังหนุ่มญี่ปุ่นมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นตามลำดับ

สังสิตยืนคุยอยู่กับปรานต์ อัครชัย โดยมีกัญญาร่วมอยู่ด้วย  นี่เป็นโอกาสดีที่คนทั้งสามซึ่งเคยร่วมความลำบากในพม่ามารวมตัวกันอีกครั้ง  จึงมีการบอกเล่าความเป็นอยู่ของกันและกันด้วยมิตรไมตรี
“ ผมรู้สึกดีใจกับงานใหม่ของคุณนะ กัญญา “  สังสิตกล่าวจากใจจริง
กัญญายิ้มปลื้ม  พลางหันมาทางปรานต์ซึ่งยืนอยู่เคียงข้าง   “ ฉันต้องขอบคุณเพื่อนของคุณที่มอบโอกาสใหม่นี้แก่ฉัน “
“ ผมฟังคำนี้หลายครั้งแล้ว  กัญญา “   ปรานต์พูดด้วยความเขินบ้าง
กัญญาหัวเราะ   “ มันเป็นความจริงนี่นา “
“ ผมหวังว่าคุณจะประคองชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  โดยไม่หวนกลับไปทางเดิมอีกล่ะ “
กัญญามองค้อนใส่สังสิต   “ คุณเนี่ยไม่เปลี่ยนเลยนะ  เมื่อก่อนตอนเป็นตำรวจอาสาในพม่าก็ชอบพูดสอนทุกครั้งที่จับฉันใส่คุก  วันนี้ก็ยังสอนอีก “
“ ผม……. “
ปรานต์หัวเราะกับท่าทางอึกอักของสังสิตเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวสวยเลือดพม่า
“ นายก็ไม่เคยสู้ฝีปากของสาวสวยคนนี้ได้สักครั้งเลยนะ  สิตเอ๋ย “
“ ฉันดีใจมากที่ได้มาพบกับพวกคุณ “   กัญญามีสีหน้าจริงจังขึ้น   “ มันทำให้นึกถึงเรื่องอดีตในพม่าของเราสามคนที่เป็นศัตรูกัน  แล้วก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน  นั่นเป็นเรื่องประหลาดมากทีเดียว “
สมองของสังสิตหวนคิดไปถึงวันเก่าๆเมื่อหลายปีก่อน  เขายิ้มเศร้ายามกล่าวว่า
“ หากผมไม่ได้รับคำสั่งให้มาจับคุณปรานต์  เราคงไม่ได้พบกันหรอก “
“ เราเล่นซ่อนหากันบ่อยครั้งด้วยนะ “   ปรานต์พูดล้อ
กัญญาหัวเราะเสียงใส   “ ฉันต้องวิ่งหาคนมาประกันตัวให้ปรานต์บ่อยเหมือนกัน “
ทั้งสามต่างหัวเราะประสานเสียงกันยามนึกถึงเรื่องราวในอดีต
“ ผมไม่เคยลืมวันที่หัวหน้าสถานีตำรวจเผาบ้านของผม  แล้วคุณกับกัญญาได้พยายามช่วยคนในบ้านโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผมเคยทำไว้กับพวกคุณเลย “   สังสิตกล่าวเสียงขื่นขม
ปรานต์กับกัญญานิ่งอึ้งไปเมื่อนึกถึงภาพอันน่ากลัวในคืนวันนั้นที่เปลี่ยนอนาคตของสังสิตในพม่า  จำต้องระหกระเหินมายังเมืองไทยอย่างสิ้นหวัง
“ ฉันเสียใจที่ไม่อาจช่วยน้องสาวของนายได้ “   ปรานต์กล่าวด้วยใบหน้าเศร้า
กัญญามองน้ำตาซึม   “ หากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้น  บางทีคุณอาจได้เป็นนายตำรวจสวมเครื่องแบบโก้แล้วนะ สิต “
สังสิตขบกรามแน่น  ดวงตาเป็นประกาย   “ ผมไม่นึกเสียใจที่ได้ฆ่าคนที่ข่มขืนน้องสาวของผม  พวกมันสมควรตายที่สุด “
ปรานต์บอกกับกัญญาว่า  “ ไอ้สารวัตรไม่ปล่อยสิตอยู่แล้ว  เพราะเขาไม่ยอมยกน้องสาวให้เป็นเมียน้อยของมัน  บางทีจบแบบนี้ก็ดีนะ “
“ ฉันไม่อยากให้คุณนึกถึงอดีตที่เศร้าอีก “   กัญญาพูดปลอบเพื่อนร่วมชะตากรรมที่แสนยากลำบากในพม่ามาด้วยกัน   “ คิดถึงแต่วันเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็พอแล้ว “
สังสิตพยักหน้ารับรู้  กัญญาจึงเอ่ยถามเชิงล้อเลียนว่า   “ คุณสิตมีแฟนในหัวใจแล้วหรือยัง  หากยังไม่มี  ฉันแนะนำให้นะ “
“ เริ่มต้นชีวิตใหม่คนเดียว  มันสุดเหงานะ สิต “   ปรานต์พูดสนับสนุนอีกคน
สังสิตยิ้มเย็น   “ ผมยังพอใจกับชีวิตขณะนี้อยู่ครับ “
กัญญาหรี่ตามองล้อสังสิต   “ คุณพอใจกับตำแหน่งองครักษ์เงาให้กับหลานสาวของคุณสรพศรึ ! “
“ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะตอบแทนบุญคุณของท่านที่ให้ชีวิตใหม่แก่ผม “   สังสิตกล่าวย้ำเสียงหนัก  ดวงตามาดมั่น
ปรานต์ลอบสังเกตเพื่อนสนิทอย่างพินิจ  เขาเห็นเพียงใบหน้าและแววตาที่สงบเรียบ  ปราศจากความรู้สึกใดๆในยามที่สังสิตเอ่ยถึงมันตรินี  บางทีเขาคงนึกระแวงเกินไปว่า  สังสิตอาจแอบชอบมันตรินีอยู่ก็ได้
กัญญาเหลียวไปมองมันตรินีกับหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งนั่งคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถง  พลางเอ่ยกับสองหนุ่มด้วยความสงสัยว่า   “ สงสัยว่าสองคนนั้นกำลังคุยเรื่องหนัก  สีหน้าเครียดจังไม่เหมือนคนที่พบกันด้วยความรักเลย “
ปรานต์รู้สึกสะดุดใจเช่นกัน  สังสิตยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สิดาพรก้าวเท้าเข้ามาที่กลุ่มของปรานต์  พลางกล่าวเสียงหวานว่า   “ พวกคุณกำลังคุยอะไร  ขอฉันร่วมด้วยคนสิคะ “
“ สัพเพเหระค่ะ “   กัญญาตอบเสียงใส  นัยน์ตาวาวระยับ   “ ฉันกลัวว่าคุณจะไม่สนุกนักเมื่อคุยกับพวกเรา “
“ ฉันคิดว่ายังดีกว่าคุยกับคนแก่ที่ชอบพูดเรื่องหนักๆ  บางทียังเป็นเรื่องสมัยก่อนโน้นที่ฉันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ “   สิดาพรบ่นอุบ
สังสิตกล่าวเสียงเย็นว่า   “ เวลาคนแก่เล่าเรื่องในอดีต  หากคนฟังตั้งใจสักนิดอาจได้รับประสบการณ์ชีวิตที่หาค่ามิได้นะครับ “
สิดาพรยักไหล่  สีหน้าเบื่อหน่าย   “ ฉันทนฟังนานไม่ได้หรอกค่ะ  คุณปรานต์สิ  อดทนเหลือเกิน “
“ ผมรึ ? “   ปรานต์สะดุ้งเล็กน้อย
สิดาพรหัวเราะ   “ ฉันเคยเห็นปรานต์นั่งฟังเพื่อนของพ่อเล่าเรื่องการค้าในอดีตของเขาเป็นชั่วโมงเชียวนะ  ไม่มีคำบ่นเลยสักนิด “
“ พอเขาเดินออกจากห้อง  ผมต้องยืดขาหุบปากด้วยความยากเย็น “
ปรานต์ตอบพลางกลั้วหัวเราะในลำคอ   “ เพราะต้องนั่งเป็นชั่วโมง  แล้วยิ้มแก้มปริตลอดเวลาเหมือนกัน  เขาเป็นเพื่อนสนิทของลุงพศนี่นา “
“ นับถือจริงๆ ! “   กัญญากล่าวยิ้มๆ
ทั้งหมดยืนคุยด้วยเรื่องต่างๆ  บางครั้งสังสิตจึงชำเลืองไปที่มันตรินีกับชินซึ่งนั่งคุยกันด้วยสีหน้าเคร่ง  เขาสงสัยนักว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ทั้งสองต้องมีสีหน้าเช่นนั้น  แทนที่จะมีความสุขที่ได้พบกัน  เขาได้แต่ซ่อนความสงสัยไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนเช่นเคยเท่านั้น
****************โปรดติดตามต่อไป************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s