ป้องกันตัว เพื่อหนี มิใช่เอาชนะ

ศาสตร์แห่งการป้องกันตัว

เขียนโดย  แก้วมณี

 

เป็นที่ทราบกันดีว่ายามสัตว์พบภัยร้ายเบื้องหน้าจักป้องกันตัวด้วยอวัยวะที่ธรรมชาติให้ไว้หมายเอาชีวิตรอดด้วยสัญชาตญาณ มนุษย์ถือเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่มีพัฒนาการสูงกว่าสัตว์ทุกชนิดบนผืนดินแห่งนี้ การป้องกันตัวของมนุษย์มิได้มีเพียงการใช้อวัยวะในร่างกาย แต่พัฒนาวัตถุหลากชนิดเพื่อใช้ต่อสู้หรือป้องกันตัวด้วย อาทิเช่น สเปรย์พริกไทย ปืนไฟฟ้า นกหวีด คูโบตัน (Kubotan แท่งเหล็กยาวประมาณ 5.5 นิ้ว ใช้กระแทกใส่จุดสำคัญบนร่างกายของศัตรู) เป็นต้น

หลายสถานการณ์จริงอาจไม่มีเวลาพอจะหยิบวัตถุใช้ป้องกันตัวสารพัดวิทยาการได้ สิ่งแรกที่มนุษย์ต้องกระทำตามสัญชาตญาณคือ ใช้อวัยวะก่อน คือ มือ เท้า หากใช้สะเปะสะปะ ย่อมไม่เกิดผลดีและอาจสะท้อนกลับด้วยผลร้ายแรงถึงตาย คนโบราณในทุกทวีปคิดศาสตร์การใช้อวัยวะเพื่อต่อสู้หรือใช้ออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงด้วย เช่น วูซู คาราเต้ เทควันโด ยูโด มวยไทย และอื่นๆ ยังเผยแพร่และกระจายความรู้ไปทุกทวีปจน่วิวัฒนาการเป็นการแข่งขันเพื่อหาผู้เชี่ยวชาญแต่ละศาสตร์

ศิลปะการต่อสู้ที่แต่ละชาติคิดค้นการใช้อวัยวะในร่างกายหรืออาวุธเพื่อต่อสู้ ดังเช่น วูซู เทควันโด ยูโด คาราเต้ มวยไทย และอื่นๆ จะมีหลักการ ระเบียบ และวิธีสอนเฉพาะไว้ชัดเจน แล้วยังมีจุดเด่นแตกต่างกันมาก เราเรียกศิลปะการต่อสู้เหล่านี้ว่า Martial Art ซึ่งเน้นการเอาชนะคู่ต่อสู้เป็นหลัก คนทั้งโลกสามารถเรียนรู้ศาสตร์นี้ที่แพร่หลายไปทุกทวีปได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำต้องไปเรียนรู้ในประเทศเจ้าของศาสตร์นั้นก็ได้ ผู้ที่เรียนรู้และฝึกฝนให้ชำนาญสามารถนำไปใช้เพื่อการแข่งขันหรือป้องกันตัวก็ได้ ทุกศาสตร์จะมีความรุนแรงแฝงอยู่เสมอ ส่วนต้องการให้เกิดผลแค่บาดเจ็บหรือถึงตาย ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้ศาสตร์นั้น

ศาสตร์แห่งการป้องกันตัวอีกแบบหนึ่งชื่อว่า MultiSelf-defense หรือ ศิลปะป้องกันตัวแบบผสมผสาน ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยนำจุดเด่นของทุกศาตร์การต่อสู้ในโลกนี้ผนวกเข้ากับธรรมชาติทางร่างกายของมนุษย์ โดยมุ่งใช้อวัยวะทำหน้าที่เยี่ยงอาวุธและมีวัตถุประสงค์คือ ป้องกันตนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยการลดทอนเวลาอันตรายลงหรือวิธีหลีกเลี่ยงให้พ้นอันตรายเฉพาะหน้า ศาสตร์นี้จะเน้นความเรียบง่าย แม่นยำ รวดเร็ว เหมาะกับคนทั่วไปที่ไม่นิยมเรียนศิลปะเฉพาะแขนงอย่าง Martial Art ซึ่งมีหลักการและใช้เวลาเรียนรู้ยาวนาน ขณะที่ศาสตร์การป้องกันแบบผสมผสานใช้เวลาเรียนรู้น้อย แต่อาศัยการฝึกใช้ให้คล่องตัวจนกลายเป็นสัญชาตญาณ หัวใจหลักของศาสตร์ชนิดนี้ คือ รู้จักจุดอ่อนบนร่างกายมนุษย์และเทคนิคการใช้มือเท้าให้คล่องตัวอย่างมีพลัง

หลักป้องกันตัวแบบผสมผสานเป็นการนำจุดเด่นของหลายศาสตร์การต่อสู้มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของอวัยวะนั้น การหมุน บิด กระชาก ผลัก ถีบ เตะ เป็นหน้าที่ของมือและเท้าตามธรรมชาติเมื่อนำไปใช้กับจุดอ่อนในร่างกายมนุษย์ คือ ดวงตา  หู  หลอดลม/คอหอย/ลูกกระเดือก และอัณฑะ อย่างมีพลัง จะช่วยยับยั้งการจู่โจมของคู่ต่อสู้ ช่วยหาเวลาให้หนีรอดพ้นอันตรายไปได้ จุดประสงค์ของหลักป้องกันตัวแบบผสมผสาน คือ เน้นปกป้องและหนีไปจากจุดอันตราย มิใช่การเอาชนะหรือฆ่าศัตรู เมื่อมีจุดประสงค์และวิธีใช้แตกต่างกัน จึงพัฒนาหลักสูตรในการสอนหรือเผยแพร่โดยเน้นใช้ในชีวิตประจำวันหรือสถานการณ์ทั่วไปเป็นหลัก อาทิเช่น วิธีการปลดล็อกคอเมื่อถูกโจรใช้แขนพาดลำคอไว้ การใช้มีดพกหรือคูโบตันให้ปลอดภัยหรือวิธีเก็บซ่อนมัน การใช้ฝ่ามือกระแทกที่จุดอ่อนของโจรในระยะกระชั้นชิด การหักข้อมือเมื่อถูกจู่โจมเข้าบีบคอหรือกระชากสร้อย สอนให้รู้สติตลอดเวลาเมื่ออยู่ในอันตราย การเตรียมตัวระวังหรือเลี่ยงภัยก่อนภัยเกิด การใช้เท้าให้ถูกจังหวะเพื่อเปิดทางหนี และอื่นๆ

เราจักเห็นว่า ศาสตร์ป้องกันตัวแบบผสนผสาน จะสอดคล้องกับภัยประจำวันที่หลายคนพบเห็นในสื่อต่างๆ หากคนเรียนรู้วิธีง่ายๆในการปกป้องตน จักช่วยลดภารกิจของตำรวจลง ช่วยให้ชีวิตตนปลอดภัยขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญจนได้ใบประกาศเกียรติคุณหรือสายสีต่างๆดังในศิลปะการต่อสู้อย่าง Martial Art ก็ได้ ศิลปะป้องกันตัวแบบผสมผสานเป็นการต่อสู้ที่ใช้ความอ่อนผสมแข็งเพื่อหยุดยั้งคู่ต่อสู้และมีเวลาพอที่จะเอาตัวรอดไปจากจุดอันตราย ผู้เรียนจะต้องรู้จุดอ่อนของมนุษย์ วิธีโจมตีสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมีร่างกายใหญ่โตเพียงใด หญิงหรือชายร่างเล็กสามารถหยุดการโจมตีได้เสมอ เนื่องจากเป็นการทำร้ายจุดอ่อนของมนุษย์ด้วยพลังมือและเท้ารวมกับเทคนิคการต่อสู้ที่ได้รับการพัฒนาจากศิลปะการต่อสู้ทั้งหมดในโลกเพื่อสอนคนทั่วไป ยังรวมทั้งวิธีใช้อาวุธง่าย เช่น มีดพก มีดปอกผลไม้ ปากกา หรือวัตถุใกล้ตัว เป็นต้น เพื่อใช้ต่อสู้ป้องกันตัว  ถ้าผู้ใดฝึกฝนเทคนิคการป้องกันตัวชนิดนี้ให้คล่องแคล่ว ย่อมเลี่ยงพ้นภาวะฉุกเฉินได้ดีกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอเมื่อตัดสินใจใช้ศาสตร์ป้องกันตัวทั้งสองแบบ คือ ต้องมีสติ  หาจังหวะหรือเวลาหนี และ อย่าคิดปรานีต่อโจรเด็ดขาดเพราะชีวิตของท่านในสายตาโจรไร้มูลค่า คนไทยที่ไม่อยากเรียนรู้ martial art เพราะเห็นว่าซับซ้อนและเรียนยาก แต่อยากรู้วิธีป้องกันตัว อาจหันมาสนใจ multiself-defense ก็ได้

 

ภัยอันตรายอยู่รอบกาย  ไม่รู้ว่าจะเป็นเหยื่อวันใด  ศาสตร์ป้องกันตัวคือวัคซีนคุ้มภัย

 

***********************

2 thoughts on “ป้องกันตัว เพื่อหนี มิใช่เอาชนะ

    1. ขอบคุณที่สนใจหัวข้อนี้ ถ้าสนใจวิชาป้องกันตัวก็มีเว็บน่าสนใจที่ให้ข้อมูลศาสตร์นี้แบบเข้าใจง่ายและมีคอร์สอบรมให้เลือกเรียนอีกด้วย ลองแวะไปอ่านเนื้อหาเข้มข้นนี้ได้ที่ http://www.thaiselfdefense.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s