คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้

คุมตน คุมบัตร ห่างไกลหนี้

เขียนโดย มณีอักษร

 

โลกยุคใหม่การใช้จ่ายเพื่อซื้อหาสิ่งของตามตลาด ห้างสรรพสินค้า และชำระค่าบริการต่างๆ มิจำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น การใช้เงินพัฒนารูปแบบหลากหลายขึ้น เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บัตรเครดิต และอีกสารพัดชื่อ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสะดวกใช้จ่ายและลดการพกพาเงินสด สิ่งที่สถาบันการเงินจะได้รับตอบแทนเมื่อลูกค้าเลือกใช้บริการชำระเงิน คือ ค่าธรรมเนียม ซึ่งลูกค้าและร้านค้าต้องจ่ายแก่สถาบันการเงิน ในทางกลับกันความสะดวกสบายที่สถาบันหยิบยื่นนวัตกรรมทางการเงินให้ลูกค้าก็นำพาความเดือดร้อนมาให้ด้วย ถ้าไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการใช้สารพัดบัตรเหล่านั้น

เจตนารมณ์ของสถาบันการเงินที่กระตุ้นให้ลูกค้าหันไปใช้บัตรชนิดต่างๆแทนการชำระด้วยเงินสดต้องอาศัยความอยากใช้จ่ายเงินและข้อเสนอต่างๆที่หนุนให้ลูกค้าใช้บัตร หากไม่รู้เท่าทันและควบคุมตนไว้ จักต้องกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นคนล้มละลายทางกฎหมายในท้ายที่สุด นวัตกรรมทางการเงินเกี่ยวกับความสะดวกใช้เงิน เช่น บัตรเดบิตนั้นเป็นการจ่ายเงินที่มีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์และจ่ายได้ไม่เกินจำนวนเงินในบัญชี บัตรเครดิตก็เป็นการทดรองจ่ายเงินล่วงหน้าโดยสถาบันการเงิน ลูกค้าจะนำเงินสดมาชำระหนี้ภายหลัง เป็นต้น

วันนี้บัตรที่สร้างปัญหาแก่สังคมไทยมากที่สุด คือ บัตรเครดิต เนื่องจากใช้ชำระเงินที่เกินวงเงินที่ตั้งไว้กับสถาบันการเงินก็ได้ โดยยอมจ่ายดอกเบี้ยและสารพัดค่าธรรมเนียมกรณีพ้นเวลาชำระ แถมด้วยคุณสมบัติคล้ายบัตรเอทีเอ็มคือ การเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า ได้ มันกระตุ้นให้คนที่มีจิตอ่อนและไม่ประมาณตนรูดใช้บัตรอย่างไม่ยั้งและเป็นหนี้สินพอกพูนมหาศาล ท้ายที่สุดก็ถูกระงับบัตรหรือเป็นคนล้มละลายหมดอนาคตในสังคม

การใช้บัตรเคดิตในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความสะดวกสบายเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ต้องควบคุมตนเองและจิตใจให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์นั้นอย่างเดียว จึงเลี่ยงพ้นการก่อหนี้สินได้ เรามาเรียนรู้วิธีใช้บัตรเครดิตโดยไม่ก่อหนี้สินที่ทำได้ง่ายๆ ถ้ายึดมั่นทำต่อเนื่อง จักมีความสุขยาวนาน ไร้หนี้สิน ดังนี้

1 อย่าชำระเงินตามยอดขั้นต่ำ  เนื่องจากยอดเงินที่ไม่ชำระจะกลายเป็นหนี้สินสะสมหรือเงินกู้ของเดือนที่ค้างชำระบวกดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารชาติกำหนดให้สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้าได้ คือ อัตรา 20 เปอร์เซนต์ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำยังไม่ถึง 3 เปอร์เซนต์ สถาบันฯจะได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งก็มาจากยอดเงินค้างชำระและดอกเบี้ยเงินฝากนี่เอง คนใช้บัตรควรกำหนดเงินใช้จ่ายไว้และไม่ใช้เกินกว่าศักยภาพการหาเงินของตน สิ่งที่ควรท่องจำไว้ คือ ชำระเงินในบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกงวด หากทำไม่ได้ เท่ากับสร้างยอดหนี้แบบดอกเบี้ยทบต้นจนกระทั่งหนี้ท่วมทับชีวิตให้อับเฉาด้วยเวลาไม่นานนัก ตัวอย่างเช่น ค้างชำระหนี้เดือนนี้ 100 บาท ก็ถูกบวกดอกเบี้ยเข้าไปเป็น 120 บาทเพื่อทบในเดือนถัดไป หากยังไม่ชำระอีกเงิน120 บาทจะบวกยอดหนี้ใหม่ 100 บาท เป็น 220 บาทที่จะถูกคิดดอกเบี้ยอีก 20 เปอร์เซนต์ทบไปเรื่อยๆจนกว่าจะจ่ายเต็มจำนวนหนี้ เป็นต้น

2 อย่ามีบัตรเครดิตหลายใบ เพราะเมื่อมีบัตรมาก ก็กระตุ้นให้ใช้เงินไม่ยั้ง บัตรแต่ละใบจะมีวงเงินจำกัดไว้ อย่างน้อยก็ช่วยควบคุมมิให้ใช้เงินมากนัก เนื่องจากวงเงินถูกกำหนดโดยอัตรารายได้ของเจ้าของบัตรที่สถาบันฯคาดว่าจะชำระเงินคืนได้ ถ้ารวมวงเงินในบัตรแต่ละใบแล้ว อาจมีจำนวนเงินที่เกินความสามารถหารายได้ของตนก็ได้  เช่น บัตร เอ ให้วงเงิน 200,000 บาท บัตร บี มีวงเงิน 100,000 บาท เท่ากับเจ้าของบัตรมีวงเงินใช้จ่ายแต่ละเดือน คือ 300,000 บาท ทั้งที่มีรายได้แค่เดือนละ 20,000 บาทเท่านั้น เป็นต้น จึงไม่ควรมีบัตรเครดิตหลายใบเกินไป มันช่วยเลี่ยงการใช้เงินเกินตัวได้

3 อย่าชำระเงินเรียกเก็บหนี้ในบัตรเกินกำหนดเวลา เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่ชำระเงินเกินวันที่กำหนดในบัตรจะถูกคิดค่าธรรมเนียมสารพัดชื่อ เช่น ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ประมาณ 500 บาทต่อครั้ง ลองคิดให้ดีว่าท่านเสียเปรียบแค่ไหนเมื่อธนาคารใช้โทรศัพท์เตือนให้ชำระเงินที่เกินเวลาไปหนึ่งอาทิตย์ แต่คิดค่าใช้จ่ายตามหนี้ 500 บาททั้งที่เสียค่าโทรศัพท์แค่ 3 บาทเท่านั้น เป็นต้น อีกทั้งเมื่อเกินกำหนดเวลาชำระหนี้ ยอดเงินที่เรียกเก็บจะกลายเป็นเงินต้นที่ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัด 20 เปอร์เซนต์ บวกค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ บวกค่าธรรมเนียมในชื่อต่างๆ บางครั้งยอดหนี้เงินแค่ 5,000 บาท พอชำระหนี้เกินกำหนดไปหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนไม่ว่าเพราะลืมหรือเหตุใดก็ตาม ท่านอาจต้องจ่ายเงิน 10,000 บาทเพื่อกลบหนี้บัตรใบนี้ก็ได้

4 อย่าเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า สถาบันการเงินต้องการเสริมประสิทธิภาพให้บัตรเครดิตทำงานใกล้เคียงกับบัตรเอทีเอ็มด้วยเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น มันมีความแตกต่างอย่างมาก คือ การใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินสดเป็นการถอนเงินออมของตัวเองจึงไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตนั้น จะมีการคิดค่าธรรมเนียมถอนเงินสดซึ่งเหมือนกับเงินปากถุงกรณีขายฝากทรัพย์สิน เช่น ท่านใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจำนวน 100 บาท ธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมถอนเงินไว้ 20 บาทซึ่งแต่ละธนาคารอาจมีอัตราคิดไม่เท่ากัน ท่านจะรับเงินจริงแค่ 80 บาท แต่ใบเรียกเก็บหนี้จะถือว่าท่านเป็นหนี้เงินกู้ 100 บาท แล้วคิดดอกเบี้ยด้วยอัตรา 15-20 เปอร์เซนต์จากยอดเงิน 100 บาท

การใช้บัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกแทนการจ่ายเงินสดด้วยเงื่อนไขที่ดีเพียงใด ก็ควรเตือนใจเสมอว่า จงใช้บัตรตามวัตถุประสงค์นั้น มิควรใช้เพื่อการกู้ยืมเงินผ่านบัตรเครดิต ควบคุมตนให้มีวินัยการใช้บัตรอย่างเคร่งครัด สถาบันการเงินหารายได้จากการใช้บัตรเครดิตสร้างกำไรไปจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นจึงต้องออกโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้บัตรเครดิตเป็นระยะ คนฉลาดต้องเรียนรู้เท่าทันด้านมืดของบัตรเครดิตด้วย วันใดที่ใช้บัตรเครดิตอย่างขาดสติ มันจะกลายสภาพเป็นอสูรร้ายที่ปลิดชีพเจ้าของบัตรได้ จึงต้องรู้จักคุมตน คุมบัตร รับรองห่างไกลหนี้สิน ชีวิตเบิกบานกับนวัตกรรมนี้ได้ บัตรเครดิตมีไว้เพิ่มความสะดวกใช้จ่าย มิใช่เพิ่มหนทางกู้หนี้ยืมสิน อย่าใช้ผิดวัตถุประสงค์เด็ดขาดถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อของบัตรเครดิตและสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำด้วยว่าการพัฒนาเงินสดไปสู่บัตรเครดิตนั้น ด้านข้อมูลผู้ทำธุรกรรมการเงินที่ไม่มีวินัยและสร้างหนี้สินล้นพ้นตัวกลายเป็นหนี้เสียในสถาบันการเงินก็มีการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลหรือประวัติลูกค้าไม่ดีนี้ไว้เพื่อใช้เตือนภัยแก่สถาบันการเงินอื่นๆให้เพิ่มความระวังหรือระงับการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่มีหนี้สินเกินกว่าความสามารถหารายได้ของตนที่เรียกกันว่า สถาบันข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หากลูกหนี้คนใดมีชื่อหรือประวัติบันทึกในทางไม่ดีไว้ จะส่งผลต่อการทำธุรกรรมในอนาคตอย่างมาก วันนี้การรักษาอันดับเครดิตของตนจึงเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของคนไทยด้วย อย่าลืมว่าสักวันท่านอาจต้องซื้อผ่อนบ้านหรือรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง เครดิตของท่านจะมีส่วนช่วยให้มีบ้านหรือรถได้ด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่ายขึ้น หากประเมินตนเองแล้วว่าไม่อาจรักษาวินัยการเงินหรือใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกใช้จ่ายเท่านั้น ก็ควรงดมีบัตรเครดิตและใช้เงินสดอย่างเดียว จักช่วยมิให้ก่อหนี้สินทำร้ายตนและครอบครัวได้

 

******************************

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s