เรื่องไม่เข้าใจกันของคนไข้กับหมอ

            ถาม     คนไข้ฟ้องแพทย์กรณีรักษาโรคไม่หายขาดตามที่รับปากไว้ได้หรือไม่ ?

            ตอบ     การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาก็ต้องมีการทำผิดสัญญาเกิดขึ้น เช่น แพทย์รับปากว่า รักษาโรคมะเร็งหายได้ ถ้าไม่หาย ก็ฟ้องผิดสัญญา ทั้งนี้คนไข้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แพทย์ให้สัญญาไว้ชัดเจนและเป็นที่รับรู้กันหรือไม่ซึ่งอาจต้องอาศัยสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือและรับรู้ด้วยตาหรือหูของเขาเอง มิใช่การบอกเล่าสืบต่อกันมา หากเป็นการฟ้องว่าแพทย์รักษาหรือการดูแลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้โรคของคนไข้ไม่หายหรือมีอาการหนักขึ้น ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้าแพทย์พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติต่อคนไข้ตามมาตรฐานของการรักษาทั่วไปแล้ว แต่โรคนั้นต้องมีความเป็นไปอย่างนั้นหรือเลือกใช้วิธีรักษาตามที่ควรจะเป็นแล้ว ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ศาลรับฟังได้ว่าแพทย์มิได้จงใจไม่รักษาคนไข้หรือรักษาต่ำกว่ามาตรฐาน

            ถาม     คดีคนไข้ฟ้องแพทย์เพราะไม่พอใจการรักษาของแพทย์นั้นทำได้หรือไม่ ?

            ตอบ     มาตรฐานการรักษาของแพทย์มีกำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบต่างๆที่ควบคุมการทำงานของแพทย์ไว้เข้มงวดมาก อีกทั้งการต่อสู้คดีในศาลก็ยังใช้วินิจฉัยของแพทย์อื่นมาเปรียบเทียบกับคดีอีกด้วย ความไม่พอใจการรักษาของคนไข้ไม่ใช่สาเหตุที่จะฟ้องแพทย์ต่อศาลได้ ถ้าแพทย์ได้ปฏิบัติและรักษาคนไข้เป็นไปตามมาตรฐานและเต็มความสามารถ ความรู้ ของแพทย์คนนั้นแล้ว

            ถาม     ปัญหาใดจึงมีคดีคนไข้ฟ้องแพทย์เกี่ยวกับการรักษาบ่อยครั้ง ?

            ตอบ     การติดต่อสื่อสารกับคนไข้หรือญาติไม่ชัดเจนเพียงพอ การคาดหวังของคนไข้สูงเกินไป ทำให้การเกิดความเข้าใจผิดเมื่อมีผลข้างเคียงจากการรักษาเกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้เอาใจใส่กับกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองการทำงานของแพทย์ บางครั้งก็เปิดโอกาสให้คนไม่ดีนำไปใช้หากินด้วยการฟ้องแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงเป็นสำคัญแลกกับค่ารักษาราคาแพง จึงเป็นจุดอ่อนให้คนไม่ดีพยายามฟ้องแพทย์เป็นอาจิณ

            ถาม     ทำอย่างไรให้คดีฟ้องแพทย์ลดน้อยลงหรือหมดไป ?

            ตอบ     ก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติของคนไข้ว่า แพทย์ต้องการให้คนไข้หายจากโรคและทำงานเต็มความสามารถเสมอ แต่บางโรคต้องใช้เวลารักษาหรือไม่อาจรักษาหายขาดได้ ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงแม้จะไม่เกิดกับทุกคน แต่มิได้หมายความว่าจะเกิดกับคนไข้คนนั้นไม่ได้ กล้าซักถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา ตั้งใจรับฟังความเสี่ยงใดต่อวิธีรักษาของแพทย์ ยอมรับด้วยว่าการผ่าตัดทุกอวัยวะไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น ด้านแพทย์ต้องพูดคุยและให้ข้อมูลละเอียดในวิธีรักษาหรือยาที่จะใช้กับคนไข้ รวมทั้งแจ้งความเสี่ยงในการรักษาให้คนไข้และญาติทราบทุกครั้ง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลกับคนที่มีอำนาจแท้จริงตามกฎหมายเมื่อต้องมีการให้ความยินยอมเพื่อใช้วิธีรักษาบางอย่าง เช่น การผ่าตัด เป็นต้น  คนไข้มีสติก็ต้องให้คนไข้ยินยอมเองต่อหน้าบุคคลที่กฎหมายยอมรับ ถ้าคนไข้ไร้สติก็ต้องดูว่าเขาหรือเธอแต่งงานหรือไม่ ถ้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องให้คู่สมรสยินยอม มิใช่ให้พี่น้องมาเซ็นชื่อยินยอมแทนคู่สมรส ถ้าเป็นโสดและมีพ่อแม่ ก็ต้องให้พ่อแม่ให้คำยินยอม ถ้าไม่มีพ่อแม่ก็ให้พี่น้องร่วมสายเลือดให้คำยินยอม เป็นต้น หลักกฎหมายเหล่านี้ต้องให้ความเอาใจใส่เพราะส่งผลต่อการฟ้องคดีในศาลที่อาจทำให้แพทย์เดือดร้อนทั้งที่ทำงานด้วยความสุจริตใจ แต่ไม่เป็นที่พอใจของญาติจึงอยากลงโทษแพทย์หรือสถานพยาบาลหรือไม่อยากจ่ายค่ารักษาเอง

            ถาม     แพทย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ต้องมีคดีกับคนไข้ ?

            ตอบ     แพทย์ควรมีการพูดคุยหรือให้ข้อมูลอย่างละเอียดด้วยภาษาเข้าใจง่าย และพร้อมตอบทุกคำถามของคนไข้ มีมารยาทและให้เกียรติคนไข้และญาติ ก่อนใช้วิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต้องอธิบายให้คนไข้และญาติทราบโดยละเอียดหรือถ้าจำเป็นต้องให้เซ็นคำยินยอมรับความเสี่ยงก็ต้องชี้แจงให้คนไข้เข้าใจถ่องแท้ โดยเฉพาะคำถามปิดท้ายที่ควรติดปากไว้เสมอว่า คุณมีคำถามอีกไหม ? คุณเข้าใจความเสี่ยงเหล่านั้นแล้วใช่ไหม ? นอกจากนั้น เวลาพูดชี้แจงความเสี่ยงหรือข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของวิธีรักษาหรือยา ควรมีบุคลากรทางการแพทย์อีกคนอยู่ร่วมเป็นพยานหรือบันทึกเทปการสนทนาว่า แพทย์ได้พูดคุยข้อมูลสำคัญนี้ให้คนไข้หรือญาติรับทราบแล้วก่อนการรักษาหรือการผ่าตัด มันเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายของแพทย์กรณีคนไข้หรือญาติปฏิเสธว่า แพทย์ไม่เคยบอกสิ่งเหล่านั้นมาก่อน เราต้องไม่ลืมว่า คำพูดก็เสมือนลมปากที่ไร้รูปลักษณ์ จึงต้องเก็บสะสมมันให้เป็นรูปร่างให้ศาลมองเห็นหรือได้ยินชัด จึงยืนยันคำพูดของแพทย์ได้

********************

Advertisements

3 thoughts on “เรื่องไม่เข้าใจกันของคนไข้กับหมอ

  1. เคยพบกรณีหนึ่ง ผู้ป่วยคลอดบุตรด้วยวิธีการผ่าตัด แล้วไหมที่ใช้เย็บแผล เกิดมีปัญหา ผู้ป่วยมีอาการอักเสบ บริเวณ ที่เย็บแผล เมื่อกลับไปหาหมอที่ รพ. เดิมที่ไปรักษา ทาง รพ . กลับชี้แจงว่า คนไข้ไม่ดูแลรักษา บริเวณที่เย็บแผลให้ดี จึงเกิดอาการอักเสบ แต่เมื่อคนไข้ สงสัย จึงสอบถาม ทาง รพ, ว่ามีการลด คลอส ไหม ที่ใช้เย็บแผลหรือไม่ เพราะคนไข้ เคยมาผ่าตัด ตอน คลอดลูกคนแรกแล้ว รู้สึกว่าไหมไม่เหมือนเดิม มีการยอมรับจากเจ้าหน้าที่ว่า มีการลดคลอส อุปกรณ์ ที่ใช้จริง คนไข้ จึงต้องการให้ทาง รพ. ออกค่าใช้จ่าย ในการมาเย็บแผลใหม่ ซึ่งคนไข้ มาเย็บแผลใหม่ ถึง สามครั้ง และแต่ล่ะครั้ง ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไข้เลย คนไข้ได้โทรไปแพทย์สภา ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นคดีแพ่ง อายุความสองปี คนไข้ต้องดำเนินการฟ้องร้อง คนไข้กลับไปติดต่อกับทาง รพ. ว่าถ้าไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่าย จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ทาง รพ, ก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย อ้างว่าผู้บริหาร รพ, ไม่อยู่ไปต่างประเทศ สุดท้ายแล้ว บาดแผล ของคนไข้ ที่ต้องเดินทางมารักษาใหม่ถึง สามครั้ง ก็หาย ไม่อักเสบอีก แต่ทาง รพ, ก็ไม่ได้ช่วย เรื่องค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ที่คนไข้ไม่เปลี่ยน รพ, ก็เพราะ เคยไป รพ, ในประกันสังคม ก็ไม่หายเหมือนเดิม จึงคิดว่า ในบางครั้ง การลดคลอส ของทาง โรงพยาบาล ก็สร้างปัญหาให้คนไข้ไม่น้อย แล้ว ถ้าเกิดปัญหา คนไข้ จะเรียกร้องให้ใครรับผิดชอบได้บ้าง ในเมื่อ การดำเนินการฟ้องร้อง เหมือนเข้าถึงได้ยาก และต้องมีการ พิสูจน์ ความผิด โดย แพทย์สภาก่อน ว่ามีมูลหรือไม่ ว่ารักษาได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่ง ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า คนในสาขาอาชีพเดียวกัน ย่อมต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา แล้ว ประชาชน ผู้ไร้พวก ไร้เส้นสายทั้งหลาย จะได้รับความยุติธรรมหรือ อย่าว่าแต่ความยุติธรรมเลย แม้นการเข้าถึง เรื่องการฟ้องร้องแพทย์ ยังดูเหมือนจะยาก เพราะทาง โรงพยาบาล เขาต้องเตรียม ทนายสู้คดีอยู่แล้ว มีช่องทางใดบ้าง ที่จะช่วยเหลือประชาชน ให้เข้าถึง การฟ้องร้องในกรณีไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ลักษณะนี้ได้ง่ายขึ้น

  2. การฟ้องร้องโรงพยาบาลกับแพทย์นั้นต้องแยกความรับผิดชอบกัน การลดต้นทุนร.พ.แล้วส่งผลต่อการรักษาคนไข้นั้น เพื่อความเป็นธรรมต่อร.พ.ก็ต้องคำนึงด้วย อาทิเช่น การใช้ไหมทำจากสหรัฐต้นทุนสูง กับ ไหมจากไต้หวัน อาจใช้เวลาต่างกันในการตัดไหม แต่ค่าไหมแตกต่างกันมาก ส่งผลต่อคนไข้เพียงแค่ระยะเวลาไม่เท่ากัน แต่การดูแลรักษาความสะอาดต้องทำเหมือนกันหมด ถ้าเหตุบาดแผลไม่หายเกิดจากไหมสกปรก ร.พ.ต้องรับผิดชอบการดูแลอุปกรณ์ส่วนของตนไม่ได้มาตรฐาน ถ้าเกิดจากความสะเพร่าทางอาชีพของหมอ ก็ต้องฟ้องจากหมอ การหาความรับผิดชอบและชดใช้เป็นเรื่องลึกซึ้ง และมันก็มีมาตรฐานอยู่แล้ว ถ้าความผิดเกิดจากการไม่ปฏิบัติตนตามคำเตือนเรื่องความสะอาดที่คนไข้ได้รับคำเตือนแล้ว จะโทษการลดต้นทุนร.พ.อย่างเดียวไม่ได้ ส่วนแพทยสภาเข้าข้างกันนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมองโลกในแง่ดีว่า หมอส่วนใหญ่มีจรรยาบรรณที่ดีและไม่เข้าข้างหมอที่ทำความผิดแน่ ตอนนี้การฟ้องคดีง่ายขึ้นแล้ว คือ คนไข้อาจร้องไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคให้จัดการฟ้องคดีแทนได้ เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าทนายหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ แต่อาจมีขั้นตอนมาก น่าเบื่อหน่ายหน่อย

  3. ขอบคุณสำหรับ ข้อมูลที่คุณ ชี้แจงให้ทราบ ก็เพิ่งรู้ เกี่ยวกับเรื่องไหม ว่ามีของสหรัฐ และ ไต้หวัน ซึ่ง ถ้าคุณไม่ตอบมา ก็ไม่รู้ว่า มีการนำเข้า และคำนึงถึงต้นทุน ค่าอุปกรณ์ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ โรงพยาบาลนี้ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแท้ๆ ซึ่งค่ารักษาแพงอยู่แล้ว ยังเซฟคลอส ซะขนาดนี้ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ที่แบ่งปัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s