เหยื่อบริสุทธิ์กับคนในงานยุติธรรม

เมื่อระบบยุติธรรมเพี้ยน

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

การเกิดเหยื่อบริสุทธิ์ คนร้ายลอยนวล ย่อมต้องมีผู้ทำให้เกิดขึ้น คำตอบอยู่ที่ กระบวนการยุติธรรมผิดเพี้ยนด้วยการทำงานของบุคคลไม่สุจริตที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือใส่ร้ายบุคคลเพื่อกำจัดศัตรูหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือความสะเพร่าหรือด้วยหลากหลายเหตุผลที่ยกขึ้นเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตนทำไว้ กฎหมายตราขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตการกระทำของคนในสังคม โดยสร้างกระบวนการยุติธรรมขึ้นด้วยหวังใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดและเป็นที่ยอมรับของผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และคนในสังคม ในทางปฏิบัตินั้นต้องยอมรับกันว่าบุคคลย่อมมีกิเลสตัณหาที่ควบคุมได้แตกต่างกัน บางคนใช้กฎหมายหรือตำแหน่งหน้าที่ในงานยุติธรรมเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอันส่งผลต่อการเลื่อนระดับชั้นทางสังคม จึงสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำความผิดหนีลอยนวลไปได้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า งานยุติธรรมในหลายประเทศย่อมมีจุดบกพร่องมากหรือน้อยแล้วแต่ระบบตรวจสอบในประเทศนั้นจะทำงานได้ดีเพียงใด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนกระทำผิดหนีลอยนวลในประเทศอื่นก็ได้ ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างการเกิดเหยื่อบริสุทธิ์หรือคนร้ายหนีลอยนวลจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่ผิดเพี้ยนจากหลักนิติธรรมอันเกิดจากการกระทำของบุคคลเพื่อให้มองเห็นถนัดตาและมีตัวอย่างให้สัมผัสได้ แต่ละขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมสามารถสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายได้ หากเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอนรวมตัวกันสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ จักเป็นเรื่องน่ากลัวในสังคมไทยอย่างมาก อีกทั้งคำพูดที่ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของจำเลยหรือผู้เสียหา อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป

งานยุติธรรมไทยเริ่มต้นที่ ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ในการจับกุมและสอบสวนคนร้าย ผู้ต้องสงสัย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้กล่าวหา ชี้ตัวคนร้าย สำนวนสอบสวนคดีถือเป็นความลับเพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีในศาลและนำส่งอัยการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นสำหรับคดีนั้น ตำรวจถือได้ว่า เป็นคนตั้งคดีหรือยุติคดีไปเลยก็ได้ ตำรวจมีอำนาจให้ความเห็นในคดีขั้นต้นจากหลักฐานว่า เป็นคดีอาญาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ คดีก็ยุติ ถ้าเป็นคดีลหุโทษ ก็จับปรับให้คดีสิ้นสุดได้ เมื่อตำรวจจับปรับแล้ว ผู้เสียหายจะนำคดีไปฟ้องศาลเองไม่ได้เพราะเป็นข้อห้ามของกฎหมายว่าเป็นการทำคดีซ้ำ ตัวอย่างที่ตำรวจช่วยให้คดีแรงกลายเป็นคดีเบาในพริบตาได้ เช่น นักเลงคุมผับต่อยลูกค้าเลือดอาบ แขนหัก ตำรวจสามารถปรับเงินในความผิดลหุโทษว่าส่งเสียงดังและก่อเรื่องวุ่นวายทำให้คดีนั้นยุติไป ลูกค้าเจ็บตัวฟรี นักเลงก็กลับไปคุมผับได้อีก เป็นต้น อันที่จริงอำนาจของตำรวจนั้นถ้าใช้ถูกคน ถูกกฎหมาย ย่อมช่วยให้สังคมสงบสุขได้ ดังตัวอย่างที่ยกให้มองเห็นข้างต้น ถ้าตำรวจจับนักเลงดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บ จักเป็นการเตือนมิให้เขากระทำผิดอีกหรือช่วยให้สังคมปลอดภัยขึ้น คำถามต่อมาคือ ตำรวจลดทอนโทษในคดีเพื่อสิ่งใด ทุกสิ่งเกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลเสมอ คำตอบคือ ส่วนใหญ่มักมาจากเงินพิเศษที่ทำให้ตำรวจใช้กฎหมายเพื่อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเงิน อีกวิธีที่ช่วยเหลือคนกระทำผิดหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ได้โดยตำรวจจะดึงพยานหลักฐานออกหรือยัดเยียดพยานเท็จเข้าไป อันส่งผลให้คดีที่ฟ้องศาลมีสำนวนอ่อนเนื่องจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายกำหนดว่า ถ้าศาลไม่แน่ใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ให้ยกประโยชน์แก่จำเลย จึงต้องยกฟ้องและปล่อยจำเลยไปหรือแสดงย้ำให้ศาลเห็นความผิดของบุคคลเป้าหมายชัดขึ้น มันจึงไม่แปลกที่จะเห็นข่าวเหยื่อบริสุทธิ์ต้องถูกขังคุกโดยไม่มีความผิดหรือคนร้ายเดินลอยนวลอยู่ในสังคมต่อไป ดังเช่นที่เกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอนด์ ดังแคน ซึ่งมีตำรวจเป็นคนทำสำนวนเท็จ ยัดเยียดพยานหลักฐานเท็จ ป้ายสีให้อดีตนักโทษประมาณ 5 คนซึ่งมิได้ฆ่าเด็กสาวลูกครึ่งคนนี้ให้ต้องรับโทษที่ตนมิได้ก่อนานเกือบสิบปี จนกระทั่งฆาตกรตัวจริงที่เป็นตำรวจตายไป ขณะที่นายตำรวจคนหนึ่งสะกิดใจกับข่าวนี้และมีโอกาสอ่านสำนวนคดีตัวจริง แล้วพูดคุยกับผู้ใหญ่จนกระทั่งรื้อฟื้นคดีใหม่และปลดปล่อยเหยื่อบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ก็ช้าเกินไปเพราะพวกเขาตายในคุกด้วยความตรอมใจหลายคนแล้ว

เมื่อตำรวจรวบรวมหลักฐานและทำสำนวนคดีประกอบความเห็นแล้วก็ส่งไปให้อัยการตรวจสอบอีกครั้ง กฎหมายให้อำนาจอัยการสั่งสอบพยานเพิ่มเติมจนแน่ใจว่าให้ความเห็นได้ จึงมีคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล ถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับตำรวจก็ต้องส่งให้ผู้ใหญ่ตัดสินขั้นสุดท้าย กรณีที่ตำรวจเห็นไม่ควรฟ้องและอัยการเห็นพ้องด้วย คดีจักยุติทันที อัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีแทนรัฐเพื่อกล่าวหาจำเลยด้วยการนำเสนอข้อกฎหมายประกอบด้วยหลักฐานซึ่งตำรวจรวบรวมไว้ในสำนวนคดี ถ้าเขานำเสนอให้ดูไม่น่าเชื่อถือว่า จำเลยกระทำความผิดหรือแสดงหลักฐานไม่ชัดพอ ย่อมส่งผลต่อคำพิพาษาของศาลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจำเลยและไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย อีกทางหนึ่ง อัยการสามารถใช้กฎหมายและประสบการณ์กลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยบริสุทธิ์หรือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะกฎหมายให้อำนาจตรวจสอบสำนวนคดีของตำรวจและให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระ อัยการจึงมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ วันใดที่ตำรวจกับอัยการจับมือกันเพื่อสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้าย สังคมไม่มีวันสงบสุขได้อย่างแน่นอน

ที่พึ่งสุดท้ายของงานยุติธรรม คือ ศาล ดังคำกล่าวที่ว่า ศาล เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการขอความเป็นธรรมของจำเลยหรือผู้เสียหาย มันเป็นความจริง เนื่องจากศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่ตำรวจและอัยการนำเสนอในกระบวนการพิจารณา จากนั้นจึงใช้วิจารณญาณเพื่อให้คำพิพากษาบนพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมเพื่อความสงบสุขของสังคม อีกทั้งศาลยังมี 3 ชั้นสำหรับคดีทั่วไป คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยกเว้นศาลทางการเมืองหรือศาลที่มีกฎหมายกำหนดเฉพาะให้มีเพียงระดับเดียว ความยุติธรรมที่อยู่ในมือของบุคคลซึ่งเรียกกันว่า ผู้พิพากษา นั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่า เขาหรือเธอเป็นมนุษย์ปุถุชนย่อมมีกิเลสตัณหาซึ่งไม่เคยจำกัดว่าจะมีการศึกษาสูงหรือต่ำ ถ้าควบคุมกิเลสตัณหาไม่ได้ ย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือสังคมได้เสมอกัน ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผู้พิพากษาใกล้เกษียณท่านหนึ่งเซ็นคำสั่งประกันตัวให้เจ้าพ่อค้ายาเสพติดทั้งที่นโยบายของศาลในเวลานั้นจะไม่ยอมให้ประกันตัวแก่บุคคลระดับชั้นนำขององค์กรค้ายาเสพติดระหว่างประเทศเด็ดขาด แต่เขาให้เหตุผลว่า เซ็นชื่อปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ดูว่าเป็นคดียาเสพติดระหว่างประเทศและอยู่ในระดับแกนนำสำคัญ มิได้มีเจตนาพิเศษใดๆ วิญญูชนเมื่อได้ยินเหตุผลนี้ย่อมตระหนักแก่ใจว่า มันมีเหตุผลบางอย่างที่แอบแฝงในการกระทำของเขาซึ่งทำงานตำแหน่งนี้มาตลอดย่อมมีประสบการณ์และความรอบคอบตามลักษณะวิชาชีพนี้ เมื่อพ่อค้ายาเสพติดคนนั้นหนีไปได้ คงเชื่อกันว่าสิ่งตอบแทนน่าจะสูงทีเดียวเพราะโทษของการค้ายาระดับเจ้าพ่อนั้นคือ ประหารชีวิต แม้ติดคุกก็ไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษเหมือนคดีอื่น ถ้ามีคดีในต่างประเทศก็อาจถูกส่งตัวไปพิจารณาคดีที่ประเทศนั้นด้วย มันจึงคุ้มค่าที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเอาชีวิตรอดในครั้งนี้ หลายคนสงสัยว่า ผู้พิพากษาจะยอมเสียคนในวัยเกษียณหรือ ? อาชีพนี้ก็มีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการทั่วไป เหตุไฉนจึงยอมรับเงินร้อน ? คำตอบคือ เขายังเป็นคนที่มีกิเลสตัณหา ยิ่งใกล้เกษียณ บางคนอาจมองเห็นปัญหาด้านสถานภาพการเงินที่แม้จะได้สูงกว่าข้าราชการหน่วยอื่น แต่ก็น้อยกว่าเอกชนอย่างมาก เมื่อเกิดความละโมบที่ยากควบคุมได้ มันก็แค่เกษียณก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่มีเงินใช้สอยไปตลอดชีพที่คุ้มค่าความเสียหายของตน กอปรกับมีอายุเกษียณแล้วจะขอใช้เงินช่วงสุดท้ายในชีวิตให้คุ้มค่า อีกทั้งมั่นใจว่า จะไม่มีคดีติดตัวแน่ เพราะพวกเดียวกันมักไม่ทำร้ายกัน สุดท้ายเรื่องจึงจบที่การไล่ออกหรือปลดออกโดยไม่มีการดำเนินคดีฐานรับสินบน สิ่งคาใจคือ ผลประโยชน์นั้นยังเป็นของผู้รับต่อไป

อีกทางหนึ่งที่ศาลจะปล่อยคนร้ายหรือสร้างเหยื่อบริสุทธิ์ขึ้นด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในการนำเสนอของอัยการและตำรวจย่อมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน ที่อยู่ในสำนวนคดี แล้วจึงมีคำพิพากษา ดังนั้น ถ้าตำรวจกับอัยการร่วมมือกันนำเสนอหลักฐานเท็จที่แลดูน่าเชื่อถือ ก็ส่งผลต่อคำพิพากษาให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการได้เช่นกันเนื่องจากมันเกิดขึ้นจากดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีซึ่งมาจากผู้มีประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงานด้วยระยะเวลาต่างกันอันส่งผลต่อการรู้เท่าทันการทำงานของอัยการหรือตำรวจ อีกทั้งบางท่านยึดติดกับความเชื่อว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคู่ความ ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งสืบพยานเพิ่มเติมหรือซักถามพยานหรือจำเลยด้วยตัวเองได้ กรณีที่ศาลยังมีข้อสงสัยคาใจอยู่ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีเหยื่อบริสุทธิ์ในคุกไทยด้วยคำพิพากษาของศาล กรณีที่น่ากลัวอันเกิดจากการกระทำของผู้พิพากษา คือ การใช้ดุลพินิจตามคำสั่งของผู้ใหญ่โดยปราศจากจิตสำนึกของมนุษยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อทำลายบุคคล แม้จะไม่ได้รับเงินสินบน แต่ด้วยความเกรงกลัวบารมีหรือเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งจักมองเห็นพฤติกรรมด้วยเหตุผลนี้ได้ง่ายจากความเห็นในคำพิพากษาของเขาซึ่งขัดต่อหลักวิญญูชนและบิดเบือนหลักกฎหมายอย่างชัดเจนโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเขา ถือเป็นการทำลายสถาบันศาลให้ย่อยยับและขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนอย่างมาก ในที่สุดที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนก็ไม่มีอีกต่อไปเมื่อมีการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องการกระทำผิดเพี้ยนนี้กับประชาชนที่เห็นขัดแย้งกับเขาโดยไม่ยึดหลักประชาธิปไตยที่ความเห็นต่างกันได้ โดยเขาจะใช้กฎหมายดูหมิ่นศาลลงโทษผู้มีความเห็นแย้งกับดุลพินิจของเขา กฎหมายจึงกลายเป็นอาวุธปิดปากของผู้ที่ไม่เห็นพ้องด้วยอันเสริมให้เขาไม่ต้องหวั่นเกรงประชาชนและทำตามอำเภอใจได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือกฎหมายเพราะกฎหมายให้เขาเป็นผู้ตัดสินการกระทำของตัวเองได้ ยิ่งเขาใช้มากเท่าไร มันบอกให้สังคมทราบว่า คำวินิจฉัยนั้นต้องมีบางอย่างซ่อนแฝงไว้

การสร้างเหยื่อบริสุทธิ์หรือปล่อยคนร้ายให้ลอยนวลเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขั้นตอน ตำรวจ อัยการ และศาล ดังที่หลายเหตุการณ์ที่รับรู้ในสังคมไทยยืนยันความเชื่อนี้ สิ่งที่สังคมไทยได้เห็นในเวลานี้และเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานร่วมกันยัดเยียดตำแหน่งจำเลยและคุกให้บางฝ่ายบางพวกที่ไม่เห็นพ้องกับฝ่ายตนซึ่งมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง อันส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยนและไม่น่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกดังที่ปรากฏในหลายคดีตั้งแต่มีการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ผู้พิพากษาหลายท่านมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการงานปฏิวัติและการลงโทษนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายปฏิวัติ บางคนก็ได้ดิบได้ดีที่ต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งจนได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญของหน่วยงานรัฐ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ด้านบริหารและทำงานตัดสินคดีอย่างเดียวมาตลอดชีวิต ทำให้หน่วยงานดังกล่าวปั่นป่วนอย่างหนักเมื่อผู้บริหารไม่รู้วิธีบริหาร แต่ใช้กฎหมายหรือออกข้อบังคับควบคุมการทำงานอย่างเดียว จึงขาดความยืดหยุ่นและสร้างความอึดอัดใจแก่ผู้ร่วมทำงาน บ้างก็แต่งตั้งให้ไปควบคุมและตัดสินนักการเมืองในองค์กรอิสระ ทั้งที่งานการเมืองต้องมีความยืดหยุ่นสูง มิอาจใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียว แต่ต้องนำหลักรัฐศาสตร์ไปใช้สร้างกฎกติกาสำหรับงานการเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะนี่เป็นการตอบแทนจากฝ่ายปฏิวัติที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานที่ช่วยกำจัดนักการเมืองเป้าหมายได้ด้วยผลประโยชน์เป็นเงินทองและตำแหน่งต่างๆ แม้กลุ่มปฏิวัติจะสลายตัวไป แต่พวกเขาก็ยังฝังตัวอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นเพื่อจุดประสงค์ทั้งเพื่อส่วนตัวหรือตอบแทนบุญคุณแก่ผู้มอบโอกาสทองนี้ งานวิชาชีพของเขาไม่หอมหวลเท่าผลประโยชน์เบื้องหน้าแน่นอน

หนทางแก้ปัญหาความยุติธรรมผิดเพี้ยนนั้น ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบงานยุติธรรมให้มีการตรวจสอบและสร้างดุลย์อำนาจขึ้นอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการยกเว้นหน่วยงานใด การตรวจสอบให้ได้ความจริงนั้นพิสูจน์กันมาหลายร้อยปีแล้วว่า ตำรวจทำผิด ให้ตำรวจสอบสวน ความจริงมักมีแค่ครึ่งเดียว เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากทำร้ายเพื่อน ผู้พิพากษาทำผิด ให้ผู้พิพากษาอีกคนสอบสวน ความจริงอาจหายเป็นหมอกควันได้ด้วยเหตุผลที่ได้ยินเสมอว่า เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบันไว้จึงต้องไม่มีคนทำผิดเกิดขึ้นในหน่วยงานเด็ดขาด  สุดท้ายหลายเรื่องก็เงียบหายไป ส่วนเรื่องที่อยู่ในการเฝ้าจับตาของสาธารณชนก็จำใจลงโทษสถานเบาหรือหาแพะมารับบาปแทนเพื่อให้จบเรื่องไว สิ่งที่คนไทยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วคือ หน่วยงานตรวจสอบบุคลากรในงานยุติธรรมทั้งระบบ ไม่มีการยกเว้นให้ศาลด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของผู้พิพากษาได้ แม้จะบอกว่าศาลมีหน่วยงานตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว ก็เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้นเมื่อเน้นรักษาภาพพจน์ของหน่วยงาน คนทำผิดจึงลอยนวลไปใช้เงินสินบนได้อย่างย่ามใจและไม่รู้จักเข็ดหลาบเพราะรุ่นพี่ก็ทำแล้วได้ดี รุ่นน้องจะอยู่เฉยได้อย่างไร มันจึงเป็นจุดอ่อนของสถาบันศาลในเวลานี้ซึ่งคนไทยสามารถเรียกได้ว่า เป็นแดนสนธยาสุดท้ายของแผ่นดินไทย หน่วยงานใหม่นี้ต้องริเริ่มเล็งเป้าหมายได้ มิใช่รอรับการร้องเรียนก่อน อีกทั้งต้องเป็นผู้ค้นหาหลักฐานเพื่อใช้ลงโทษบุคลากรเหล่านั้นได้ สิ่งที่เป็นปัญหาในการร้องเรียนบุคลากรในงานยุติธรรม คือ คำขู่ของคนรับเรื่องว่า ถ้าหลักฐานไม่ใช่ใบเสร็จรับเงิน คนร้องเรียนอาจต้องเจอคุกเสียเอง ทำให้คนไทยขยาดจะร้องเรียกความเป็นธรรมจากหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานใหม่ต้องปรับทัศนคติว่า ทุกคำบอกเล่าคือ เบาะแสการทุจริตและทำผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องสืบค้นหาพยานหลักฐานและจับผู้กระทำผิดกฎหมายไปลงโทษให้ได้ สุดท้ายที่จะช่วยให้ระบบยุติธรรมไทยพัฒนาไปสู่ความบริสุทธิ์และน่าเชื่อถือ คือ จิตสำนึกของตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งต้องควบคุมกิเลสตัณหาให้อยู่ในขอบเขตอันควร รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ และกำจัดความเกรงใจผู้ใหญ่ที่มักสอดแทรกอันส่งผลต่อคำวินิจฉัยของผู้ตัดสินให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักกฎหมายหรือหลักนิติธรรม เนื่องจากหน้าที่การงานของพวกเขาล้วนส่งผลกระทบต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคล จึงควรระวังในการทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะควรคำนึงว่า ถ้าตนหรือสมาชิกครอบครัวถูกยัดเยียดข้อหาหรือให้จำคุกโดยความผิดเพี้ยนของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจากขั้นตอนใด จักเสียใจ คับแค้นใจ และผิดหวังเพียงใด รวมทั้งความเสียหายที่เหยื่อบริสุทธิ์ต้องได้รับอย่างกู้คืนไม่ได้ ส่วนคนร้ายที่หนีไปย่อมมีโอกาสสร้างความเลวร้ายต่อสังคมไทยหรืออาจลามไปถึงลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือศาลที่ร่วมมือกันให้อิสรภาพแก่เขาก็ได้

สิ่งที่ประชาชนพึงระวังตนมิให้เข้าไปอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดีในกระบวนการยุติธรรม คือ ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า เรากำหนดเส้นทางชีวิตให้ตัวเองได้เมื่อยังมีอิสรภาพ วันใดที่เราทำละเมิดกฎหมายไม่ว่าจะทำจริงหรือถูกยัดเยียดก็ตาม ชีวิตจะไม่ใช่ของเราอีกต่อไป แต่อยู่ในเงื้อมมือของตำรวจ อัยการ และ ศาล ในการกำหนดว่า เราจะมีชีวิตต่อไปหรือไม่ อย่างไร หากโชคดีอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนดี มีศีลธรรม ย่อมพบความเป็นธรรมได้ ในทางกลับกันการพบเจอคนเลว ชีวิตจะอับเฉาตลอดกาลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน ดังแคน ซึ่งตำรวจเป็นคนฆ่า คนทำพยานเท็จและดูแลสำนวนคดีส่งอัยการ ประชาชนต้องตั้งสติทุกการกระทำ เรียนรู้กฎหมายเบื้องต้น ระมัดระวังการใช้ชีวิต เลี่ยงไปในสถานที่อโคจรซึ่งอาจนำพาโชคร้ายมาสู่ท่านได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับบางคน เช่น ไปเที่ยวผับแล้วไปเกี้ยวสาวคนเดียวกับตำรวจหรือเหลือบตาไปมองตำรวจกำลังเมาจัด จึงโดนยัดเยียดข้อหาค้ายาเสพติดที่ค้นได้ในรถเพียงหนึ่งห่อเล็กที่บรรจุไว้สามเม็ด ทั้งที่เขามีสถานภาพทางสังคมที่ดีและยืนยันไม่เคยมียาในรถ ตรวจเลือดแล้วไม่พบยา แต่ยาน่าจะโผล่มาตอนตำรวจขอค้นรถ ผู้ตรวจค้นรถและผู้จับ คือ ตำรวจที่แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน มันเป็นการยัดเยียดเพราะความหมั่นไส้กันจึงอยากแผลงฤทธิ์อวดสาวและเบ่งกับหนุ่มคู่แข่ง ญาติพี่น้องต้องจ่ายเงินยุติเรื่องนี้หลายหมื่นบาทเพราะไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงหรือค้าความกัน มันเสียเวลาทำมาหากินของคนสุจริตและถือเป็นการทำบุญฟาดเคราะห์ร้ายไป ตำรวจคนนั้นก็ยังเดินลอยนวลต่อไป หากไม่ไปเที่ยวผับและเกี้ยวสาวแปลกหน้า เขาคงไม่ต้องเจอเรื่องร้ายแรงเพียงนี้ ความเป็นจริงคือ ไม่มีใครทราบแน่ว่า ท่านหรือเขาจะต้องเจอคนเลวทรามในกระบวนการยุติธรรมเมื่อไร จึงทำได้เพียงป้องกันตัวเองไว้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่บอกเล่าเป็นเรื่องหัวเราะในวงสนทนาและใช้เตือนสติคนว่า พี่น้องทะเลาะกันเรื่องแบ่งที่ดินมรดก 5 ไร่ แล้วต้องไปให้ศาลพิจารณา ปรากฏผลว่า เบื้องหลังการพิจารณาคดีให้จบเรื่องเร็วที่สุดนั้น พี่น้องต้องสูญเสียมรดกที่ดินให้คนอื่นตามสัดส่วนดังนี้ ทนายได้ 1 ไร่ ผู้ตัดสินคดี 3 ไร่ อีกหนึ่งไร่ที่เหลือก็แบ่งกันระหว่างพี่น้อง อันเป็นข้อเจรจาหลังไมค์เพื่อให้คดียุติโดยเร็วเนื่องจากคดียืดเยื้อจนสองฝ่ายทนรับภาระไม่ได้อีกแล้ว แต่กระบวนการทางคดีเมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเจรจาพูดคุยกันหาข้อยุติเอง ทำให้มือที่สามก้าวเข้ามาล้วงหาประโยชน์โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขู่ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินคดีในศาลมิใช่จะได้รับความเป็นธรรมเสมอไป แต่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้คนเลวทำมาหากินจากหยาดเหงื่อของจำเลยและโจทก์ก็ได้ ดังนั้น การเจรจาแบ่งปันโดยยอมรับและสูญเสียกันบ้าง อย่างน้อยสิ่งที่ได้รับหรือเสียไปก็อยู่ในเครือญาติด้วยกัน แทนที่จะให้คนนอกชุบมือเปิบแบ่งเอาที่ดินที่พ่อแม่ทำมาหากินด้วยความยากลำบากไปเพื่อความสุขของลูกหลานตัวเอง สุดท้ายเพราะการไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนผันกันทำให้คนนอกได้เสพสุขจากที่ดินของพ่อแม่ไปง่ายๆ

เงินร้อน ไม่เคยอยู่กับผู้รับได้นาน กรรมที่ก่อไว้ แม้ไม่ได้ตอบแทนกับผู้กระทำ แต่ทายาทอาจต้องชดใช้แทนผู้ก่อกรรมก็ได้ เมื่อท่านปล่อยนักค้ายาไป วันหนึ่งลูกหลานของท่านอาจกลายเป็นผู้เสพยาหรือหุ้นส่วนของเขา หากปล่อยฆาตกรไป วันหนึ่งคนที่ถูกฆ่าตายหรือถูกข่มขืนอาจเป็นลูกหลานของตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษาที่ช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพก็ได้ เหยื่อบริสุทธิ์กับคนร้ายหนีลอยนวลจะไม่เกิดขึ้น ถ้าตำรวจ อัยการ และศาล ทำงานด้วยจิตสำนึกที่ดี รักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด และอยู่ในสายตาหรือการตรวจสอบของประชาชนอย่างใกล้ชิด สังคมไทยจะน่าอยู่ขึ้นอีกมากถ้าประชาชนเอาใจใส่และเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อตัวเอง มิใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามอำเภอใจเพียงเพราะเขาถือกฎหมายและใช้ได้ฝ่ายเดียว ประชาชนต้องรู้และใช้สิทธิ์ตรวจสอบพฤติกรรมและขั้นตอนการทำงานของพวกเขาได้ ถ้าการทำงานเป็นไปตามกฎหมายและถูกต้องด้วยจิตสำนึกที่ดี คำตัดสินย่อมมีความเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ กระบวนการยุติธรรมไทยจึงสามารถกลับมาอยู่ในจุดที่คนไทยและประชาคมโลกให้ความเชื่อถือได้เหมือนเดิม หากปล่อยให้คำตัดสินหรือตีความสำหรับบุคคลหนึ่งนำไปใช้กับอีกคนหนึ่งไม่ได้เพียงเพราะฝ่ายหลังเป็นตุลาการที่ตีความเรื่องนั้นไว้ จึงควรได้รับยกเว้นการพิจารณา เท่ากับไร้ความเป็นธรรม ดังที่เกิดขึ้นในคดีตีความ ลูกจ้าง ระหว่างอดีตนายกฯในงานออกทีวี กับ ตุลาการองค์คณะที่ออกรายการวิทยุโชว์เสียงและสอนหนังสือที่ได้รับค่าแรง แต่คำตีความสำหรับฝ่ายแรกบอกว่า การรับเงินจากการทำงานถือเป็น ลูกจ้างตามความหมายของพจนานุกรม แต่การรับค่าสอนหนังสือและค่าแรงของฝ่ายหลัง จัดเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงมอบให้ครูอาจารย์หรือวิทยากรในรายการ เราจักมองเห็นความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรม ตามหลักวิญญูชนจากเหตุผลที่ไม่พิจารณาการกระทำของตุลาการท่านนั้น แต่ลงโทษอดีตนายกฯอย่างหนักทั้งที่มีพฤติกรรมเดียวกัน

ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมไทยผิดเพี้ยน ถ้าเป็นพวกเขา ก็รอดด้วยสารพัดรูปแบบหรือตีความเข้าข้างให้รอดพ้น หากเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ก็เตรียมตัวตายหรือถูกคุมขังหรือทำลายชื่อเสียงอย่างเต็มที่ ประชาชนมีสิทธิ์โดนหางเลขนี้ถ้าแสดงตนว่า ไม่ฝักใฝ่ผู้ใหญ่ของเขาหรือรัฐบาลติดป้ายของข้า ดังนั้น จึงพึงระวังตนใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ทำผิดกฎหมาย เมื่อต้องพบเจอตำรวจ อัยการ ศาล ต้องไม่แสดงตนว่าชื่นชอบฝ่ายใด เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาชอบตรงกับเราหรือไม่ มันจะส่งผลต่อคดีความของท่านในทางเลวร้ายจากอคติส่วนตัว ถ้าไปเจอเจ้าหน้าที่รัฐเลวทราม เลี่ยงการเป็นคดีความในชั้นศาล ตำรวจ อัยการ เพราะทุกขั้นตอนต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากทั้งที่จ่ายให้รัฐหรือให้บุคคลเพื่อให้คดีเดินหน้าหรือยุติเร็ว ผู้ใหญ่บางคนเตือนลูกหลานหรือเพื่อนฝูงว่า ยอมเก็บขี้หมา ดีกว่าเป็นคดีความในศาล เพราะหมดตัวง่ายๆ ทุกสังคมย่อมมีด้านมืดแทรกอยู่เสมอ งานยุติธรรมไทยก็ไม่พ้นความจริงนี้ด้วย

 

******************************

3 thoughts on “เหยื่อบริสุทธิ์กับคนในงานยุติธรรม

  1. ข้อเขียนของคุณอ่านแล้วน่าใจหาย แต่ก็น่ารับฟังไว้เป็นข้อมูล ว่าบ้านเมืองของเราที่พึ่งสุดท้ายก็อาจมีด้านมืดให้เห็นได้ ไม่สามารถจะพึ่งได้ อย่างสนิทใจ ดั่งคำกล่าวที่ว่า การมีความรู้ แต่ขาดคุณธรรม ก็เหมือนมีมีดคม แต่ขาดฝัก

  2. โลกหรือสังคมย่อมมีสองด้านเหมือนเหรียญ จึงต้องเผื่อใจไว้กับด้านมืด มนุษย์มีกิเลสตัณหาไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดย่อมมีด้านมืดเสมอ แต่ใครจะรู้จักควบคุมด้านมืดในตัวเองมิให้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้ จึงเรียกเขาว่า คนดี นั่นเอง

  3. การใช้ดุลพินิจของคนย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามจิตสำนึก ภูมิความรู้ และกาลสมัย จะหาความเป็นธรรมจากดุลพินิจก็ไม่ต่างจากการเสี่ยงดวงกันว่า คนใช้ดุลพินิจนั้นมีจิตเป็นธรรมพอหรือไม่ในการตัดสินคดี การกำจัดอคติออกจากจิตใจมนุษย์ทำยากยิ่ง ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ จักเห็นได้ว่า การกำหนดโทษจำคุกของโจรแต่ละคนในการลงโทษคดีเดียวกัน อาจมีจำนวนวันหรือปีแตกต่างกันได้เพราะใช้ดุลพินิจของผู้ตัดสินต่างคนกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s