คดีสองมาตรฐานในไทย

คดีสองมาตรฐานในไทย

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ว่า ตำรวจใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพจากนักข่าว เพื่อตามจับคนเสื้อแดงที่ไปล้อมรัฐสภาในวันเลือกนายกฯคนที่ 27 แล้วเกิดความวุ่นวายกับความเสียหายขึ้น วันต่อมาก็มีข่าวจับคนเสื้อแดงในภาพและคนที่เหลือกำลังตามล่าอยู่ โดยจะดำเนินคดีทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยวคน ชุมนุมกันก่อความวุ่นวาย และอื่นๆ ภาพข่าวนี้สะกิดใจต่อการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมของไทยในวันนี้เนื่องจากการปิดล้อมรัฐสภาและทำลายทรัพย์สินของรัฐ การพยายามฆ่าส.ส.ด้วยการยิงปืนเข้าไปในรัฐสภา อีกทั้งมีภาพข่าวกระจายไปทั่วโลกและนักข่าวไทยก็ถ่ายภาพดังกล่าวด้วย รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วตำรวจไม่เคยแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีหรือจับผู้กระทำความผิดได้ โดยเฉพาะแกนนำที่นำมวลชนให้เข้ายึดสนามบินระหว่างประเทศ ใช้โซ่ล่ามปิดรัฐสภากักขังส.ส.ไว้ มีการทำร้ายร่างกายตำรวจ ความผิดรุนแรงหลายกระทง ภาพการกระทำหรือใบหน้าคนชัดเจน คนเหล่านั้นยังเดินเฉิดฉายในสังคมท้าทายกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่ตำรวจจับคนเสื้อแดงที่ประท้วงหน้ารัฐสภาได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น อันที่จริงประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจดีมาก แต่เลือกนำมาใช้กับบางกลุ่มเท่านั้น โดยใช้กับคนเสื้อแดง มิใช่กลุ่มก่อการร้าย จักพบได้ชัดเจนว่า ตำรวจซึ่งเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยทำงานสองมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับผู้กระทำผิดมีเส้นสายใหญ่หรือไม่ ถ้าใหญ่ ก็ต้องเมินเฉย หากตัวเล็ก ไม่มีคนเบื้องหลัง ก็เร่งรัดคดีโดยเร็วเพื่อใช้เป็นงานเลื่อนตำแหน่ง

เมื่อมองย้อนกลับไปยังข่าวเก่าทางการเมืองซึ่งยังติดตรึงตาคนไทยอย่างมากและส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจุบันด้วย คือ คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง การเป็นลูกจ้างและทำวิชาชีพอิสระขณะดำรงตำแหน่งนี้ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นข้อห้ามในกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ตีความหมาย “ลูกจ้าง” ทำให้นายกฯสมัครต้องออกจากตำแหน่งไป ตุลาการท่านนั้นทำงานพิเศษ คือ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเอกชนและตอบปัญหากฎหมายทางวิทยุเป็นอาจิณโดยได้รับค่าจ้างทั้งก่อนและหลังจากทำงานในหน้าที่ตัดสินข้อพิพาททางการเมือง อันไม่ต่างจากอดีตนายกฯที่ทำกับข้าวออกทีวีโดยไม่รับเงินหลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแล้ว ซึ่งตุลาการตีความว่า การทำงานให้ผู้อื่น จักมีค่าตอบแทนหรือไม่ โดยไม่สนใจประเภทหรือลักษณะงานหรือข้อตกลงและข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นลูกจ้าง หากนักการเมืองหรือผู้บริหารใดมีการกระทำดังกล่าวอันเป็นข้อห้าม จักต้องถือว่า ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนั้น  ข้อกล่าวอ้างโต้แย้งต่อสาธารณชนว่าเงินสอนหนังสือหรือค่าตอนแทนการออกรายการวิทยุนั้นฟังแปร่งหูมากเนื่องจากอ้างว่าเงินที่ได้รับจากการทำงานดังกล่าวเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูผู้ประสาทวิชาโดยเจ้าของมหาวิทยาลัยหรือของรายการเป็นผู้จ่าย จึงไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างและมิใช่ประกอบวิชาชีพอิสระเพราะถือว่าแบ่งปันความรู้กัน จักเห็นข้อวินิจฉัยสองมาตรฐานอย่างชัดเจนว่า คดีนักการเมืองจักตีความหมายการรับเงินจากการทำงานให้ผู้อื่นอยู่ในสถานภาพลูกจ้างทั้งสิ้น ไม่จำกัดชนิดของงานหรือลักษณะงาน เมื่อต้องไปตีความคุณสมบัติต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีข้อห้ามการเป็นลูกจ้างของรัฐหรือเอกชนและห้ามทำวิชาชีพอิสระโดยเพื่อนพ้องตุลาการด้วยกันหรือผู้ถูกกล่าวหาเอง จึงเกิดอาการแปร่งหูหรือพฤติกรรมแปลกแยกในสายตาประชาชนขึ้น โดยการดำเนินคดีพรรคการเมืองหนึ่งมีการโต้แย้งคุณสมบัติบกพร่องของหนึ่งในคณะผู้ตัดสินคดีกลับถูกเมินเฉยและไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาคนนั้นยังคงสอนหนังสือให้มหาวิทยาลัยเอกชนและเป็นผู้ร่วมจัดรายการตอบปัญหาทางวิทยุตั้งแต่ก่อนแต่งตั้งและทำงานต่อไปแม้จะดำรงตำแหน่งตุลาการแล้ว หลังจากตัดสินพิพากษาคดีสำคัญของชาติเสร็จสิ้นเขาจึงออกมาแก้ข้อกล่าวหาว่า รายได้จากการสอนในมหาวิทยาลัยเอกชนถือเป็นค่าไหว้ครูที่ศิษย์พึงให้แก่ครูตามขนบธรรมเนียม มิใช่เงินค่าตอบแทนของลูกจ้าง ส่วนค่าตอบแทนจากรายการวิทยุนั้นถือเป็นน้ำใจที่แบ่งปันความรู้ต่อสังคม

ขั้นตอนดำเนินคดียุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองกว่าหนึ่งร้อยคนจำนวนสามพรรคที่ใช้เวลาตัดสินคดีเพียงหนึ่งวัน โดยห้ามการนำสืบพยานทั้งหมดและให้แถลงปิดคดีภายในสามวันโดยรวมเสาร์อาทิตย์ไปด้วย ในวันแถลงปิดคดีก็มีคำพิพากษาออกมาหลังจากคนสุดท้ายแถลงปิดคดีไปประมาณสองชั่วโมง การอ่านคำพิพากษาคดียุบพรรคทั้งสามใช้เวลา 45 นาที แล้วยังมีความผิดพลาดในชื่อพรรคหรือชื่อบุคคลที่ถูกลงโทษอันเกิดจากการพิมพ์หรือเขียนพลาดตลอดการอ่านคำพิพากษา เมื่อสังเกตข้อความในคำพิพากษาทั้งสามพรรคการเมืองจะมีข้อความเดียวกัน คือ สาเหตุคดีและการลงโทษสถานเดียวกัน กอปรกับระยะเวลารวบรัดในการตัดสินคดีทำให้สันนิษฐานว่า มีการจัดเตรียมคำพิพากษาไว้ล่วงหน้า เพียงรอกรอกชื่อบุคคลในคดีเท่านั้น แต่เมื่อลงมือทำงานจริง เจ้าหน้าที่เร่งร้อนพิมพ์หรือเขียนเกินไปจึงเกิดความผิดพลาดให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยต่ออาการลุกลนและเร่งร้อนพิพากษาคดีอันผิดวิสัยปกติของงานตุลาการที่ต้องทำงานอย่างรอบคอบเสมอ โดยเฉพาะการไม่เปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่อันผิดวิสัยที่ตุลาการต้องกระทำในการพิจารณาคดีไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหรือจำเลยเป็นผู้ใด

การยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิการเมืองของคนไทยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่อันเปรียบได้กับการประหารชีวิตทางการเมือง การงดสืบพยานประกอบคำให้การของจำเลยหรือคำฟ้องของโจทก์เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในวงการตุลาการไทย เนื่องจากจรรยาบรรณที่สืบทอดกันมาในเหล่าตุลาการที่ต้องตัดสินคดีพิพาทซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิตยังเปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แม้ต้องใช้เวลานานหลายปีเพื่อคลายข้อข้องใจและเป็นที่ยอมรับโทษโดยดุษฎีปราศจากความหเคลือบแคลงใจว่า โทษที่ได้รับนั้นไม่ยุติธรรม แต่คดีใหญ่ระดับชาติและเป็นที่จับตามองของต่างชาติกลับใช้เวลาตัดสินคดีแค่สองชั่วโมงซึ่งถือเป็นการตัดสินคดีแบบรวบรัด การพิมพ์หรือเขียนชื่อบุคคลในคดีผิดพลาดหลายครั้งในเวลาอ่าน 45 นาที ข้อความในคำพิพากษาเหมือนกันทั้งสามฉบับ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การงดสืบพยานฝ่ายจำเลย อันเป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงระดับความน่าเชื่อถือในคำตัดสินของฝ่ายตุลาการ มันเป็นการทำลายสถิติระดับโลกในการพิจารณาคดีใหญ่ของชาติแบบรวบรัดที่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงและมีความผิดพลาดในคำพิพากษาเกี่ยวกับบุคคลในคดีอย่างมาก ขณะที่คดีซึ่งเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองที่เป็นพวกเดียวกับผู้มีอิทธิพลยังถูกดองไว้ในสารบบหรือบางคดีปัดทิ้งไปโดยใช้ดุลพินิจของตุลาการและน่ากังขาต่อความเป็นกลางหรือความเป็นธรรมจากการใช้ดุลพินิจของบุคคลที่มิอาจกำจัดกิเลสตัณหาได้ขณะพิจารณาคดี อันหมายถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสนองตัณหาเพื่อช่วยเพื่อนพ้องเดียวกันโดยไม่ละอายต่อสายตาประชาชนหรือชาวโลก

การทำงานขององค์อิสระ เช่น ปปช. กกต. ปปง เป็นต้น ล้วนมีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงใจทั้งสิ้น ยามที่มีการร้องเรียนจากสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งไปยังองค์กรอิสระดังกล่าว จะถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาเร็วพิเศษ แล้วจะถูกตั้งข้อหาแบบเดียวกัน คือ ทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อใช้ประโยชน์จากกฎหมายของตน คือ ยุติการทำงานของบุคคลดังกล่าว จากนั้นก็ส่งไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อไปอยู่ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง จักได้รับการตัดสินคดีอย่างรวดเร็ว บางคดีก็ไม่มีการสืบพยาน ส่งคำให้การคำฟ้องครบ ก็นัดตัดสินคดีไปอาทิตย์หรือเดือนถัดไป เพื่อกำจัดนักการเมืองเป้าหมาย ถ้าเป็นคดีของพวกเดียวกันจักใช้ดุลพินิจปัดทิ้งหรือดองเรื่องไว้ให้นานที่สุดหรือตัดสินด้วยเหตุแปร่งหูชอบกล เช่น กกต.ยอมรับว่ามีการแจกตั๋วหนังจริง จึงลงโทษส.ส.คนหนึ่งว่าได้ประโยชน์จากการแจกและคนที่สอบตก แต่ไม่ลงโทษส.ส.อีกคนที่ได้ประโยชน์เดียวกันและมีส่วนรู้เห็นหรือแจกตั๋วด้วยเพราะเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคเก่าแก่และจะส่งผลให้ต้องยุบพรรคด้วย เป็นต้น สำหรับคดีทุจริตหลายหมื่นล้านบาทที่นักการเมืองพรรคเก่าแก่ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของผู้มีอิทธิพลมืดสร้างความเสียหายแก่ชาติและใกล้จะหมดอายุความฟ้องคดีกลับถูกเก็บเงียบ ไม่มีการพิจารณาสืบสวนอย่างใด โดยมุ่งเน้นกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบวนการจัดตั้งครบวงจรอันเกิดขึ้นจากคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ที่ต้องการครองอำนาจบริหารบ้านเมืองและมีเป้าหมายสุดท้ายที่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จและฟื้นฟูระบบราชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเพราะผู้ที่ได้อำนาจมากคือ บรรดาอำมาตย์หรือขุนนาง เท่านั้น

คดียึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่งในไทย คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง สร้างความเสียหายแก่ชาตินับแสนล้านบาท มีการกักขังเครื่องบินต่างชาติและของไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ต่างชาติ มิให้เดินทางอย่างเสรีภาพ ยึดหอบังคับการบินเพื่อมิให้ทำงานต่อไป ปิดล้อมและทำลายรัฐสภาด้วยการล่ามโซ่ประตูรั้วและยิงปืนข่มขู่ส.ส.ที่อยู่ในสภาสมัยนายกฯสมชาย การยึดทำเนียบรัฐบาล การทำลายสถานีทีวีรัฐ ล้วนเป็นคดีใหญ่ที่ม็อบโกเต๊กซ์สร้างไว้และมีภาพถ่ายชัดเจน หลายคดีเวลาผ่านมากว่า 5 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า แม้แต่หมายจับสักฉบับก็ไม่มี กลุ่มแกนนำม็อบที่สร้างความเสียหายต่อชาติยังเดินเฉิดฉายในสังคม ไปพักผ่อนท่องเที่ยวในต่างประเทศอย่างสบายใจ บางคนก็เข้าไปรับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลใหม่ของพรรคเก่าแก่ซึ่งเล่าขานกันว่า เป็นการตอบแทนที่ช่วยโค่นรัฐบาลเก่าลง ขณะที่คดีล้อมรัฐสภาโดยกลุ่มเสื้อแดงซึ่งมีความเสียหายน้อยกว่า ตำรวจออกหมายจับและจับคนร้ายได้ภายในหนึ่งวัน และส่งฟ้องดำเนินคดีทันที บางคนก็ไม่ได้ประกันตัวจากศาล เมื่อเปรียบเทียบกับคดียึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบินหรือคดีกบฎ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทันทีในวงเงินต่ำทั้งที่เป็นคดีใหญ่และสร้างความเสียหายสูง พวกเขายังกลับไปทำความผิดเดิมอีกครั้ง ตำรวจและศาลก็นิ่งเฉย คดีดังกล่าวก็เงียบหายไปกับสายลมเมื่อเทียบกับคดีกลุ่มเสื้อแดงกระทำอย่างเดียวกันที่การดำเนินการเร่งร้อนและรวดเร็วอย่างมาก อันแสดงชัดถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดมีสองมาตรฐานอันขึ้นอยู่กับจำเลยเป็นผู้ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจสูงสุดมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่า ชาวบ้านกับอำมาตย์หรือชนชั้นสูงมีหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากัน อันส่งผลยากลำบากที่พวกอำมาตย์หรือชนชั้นสูงจะมีอภิสิทธิ์เหมือนที่เคยได้รับในระบอบราชาธิปไตยและมีไพร่คอยรับใช้หรือฟังคำสั่งอย่างเดียว การดำเนินดคีสองมาตรฐานตั้งแต่ชั้นตำรวจไปถึงชั้นพิพากษาคดีแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเสื่อมทรามลงอย่างน่ากลัวเพราะคนไทยขาดที่พึ่งที่แท้จริงเมื่อเกิดกรณีพิพาทและวงการตุลาการที่ควรเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่คนไทย กลับเลือกปฏิบัติเพื่อคนเฉพาะกลุ่มและสร้างความเคลือบแคลงใจว่าเป็นหนึ่งในพวกปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไปโดยอาศัยกฎหมายและตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน อีกเรื่องหนึ่งที่น่าหวั่นใจคือ ผู้อยู่เบื้องหลังบงการเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้กฎหมายสนองตัณหาส่วนตัวและต้องการย้อนเวลาหวนกลับไปอยู่ในระบอบราชาธิปไตย ซึ่งตรงข้ามกับสังคมโลกที่เน้นการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย เราต้องไม่ลืมว่าคนไทยใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยมานานมากกว่า 70 ปี แล้ว เชื่อได้ว่า คนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องไม่ยินยอมกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่ชั้นต่ำหรือทาส ตามคำเรียกของชนชั้นสูงในอดีตอย่างแน่นอน การต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างคนไทยในระบอบประชาธิปไตยกับผู้ฝักใฝ่กับระบอบราชาธิปไตยหรือที่เลี่ยงไปใช้คำว่า อำมาตยาธิปไตย จักเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ถ้าพวกหลงอดีตไม่ยอมหยุดทำลายล้างคนประชาธิปไตยดังที่รวมหัวกระทำกันอยู่ในวันนี้

คนไทยทั้งหลายไม่ยอมยกสิทธิเสรีภาพที่คณะราษฎร์ในปีพ.ศ.2475 และนักการเมืองหลายยุคสมัยพยายามประคับประคองมาถึงทุกวันนี้ไปให้พวกฝักใฝ่ระบอบราชาธิปไตยอย่างแน่นอน อีกทั้งประเทศมหาอำนาจตะวันตกซึ่งหวังให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยแข็งแกร่งต้องขัดขวางกลุ่มที่ฝ่าฝืนกาลเวลาและการพัฒนาบ้านเมืองแน่ การเกิดสองมาตรฐานในบ้านเมืองอันขัดต่อวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาค การดำเนินคดีต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเท่าเทียมกันส่อให้เห็นว่า ผู้มีอิทธิพลมืดหรือมือที่มองไม่เห็นนี้ต้องมีบารมีสูงมาก เป็นที่เคารพนับถือในหน่วยงานรัฐ จึงสามารถบงการบุคลากรที่ทรงเกียรติของตำรวจไปจนถึงตุลาการอย่างครบกระบวนการและไม่มีผู้ใดกล่าวโต้แย้งหรือขัดขืนได้เลยทั้งที่มองเห็นได้ชัดว่า ขัดต่อกฎหมายหรือความรู้สึกของคนไทยอย่างมาก พวกเขายังกล้ากระทำโดยไม่ละอายหรือเกรงกลัวคนไทยหรือสายตาของคนต่างชาติ แต่กลัวบารมีของผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า ดังนั้น ศัตรูที่น่ากลัวในการทำลายระบอบประชาธิปไตยของคนไทย คือ กลุ่มผู้มีบารมีหรือมือที่มองไม่เห็น ที่บงการตำรวจ ตุลาการ และทหาร ซึ่งถืออาวุธและกฎหมายเป็นเครื่องมือก่อการปฏิวัติรูปแบบใหม่เพื่อหวังยึดสิทธิเสรีภาพและอำนาจของปวงชนชาวไทย  ฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เรืองอำนาจอีกครั้ง กลุ่มมือที่มองไม่เห็นจักเป็นผู้ได้รับประโยชน์หรือใช้อำนาจที่ยึดไปจากประชาชน ส่วนคนไทยมากกว่า 63 ล้านคน ต้องกลับไปอยู่ในสถานภาพ ไพร่หรือทาส อีกครั้ง

ถ้าคนไทยยังนิ่งเฉยยอมให้การดำเนินคดีหรือการทำงานของผู้อยู่ใต้การบงการจากกลุ่มผู้มีบารมีทำลายล้างกลไกของระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วยการใช้สองมาตรฐานในการดำเนินงาน วันที่คนไทยจักสูญเสียสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลต้องเกิดขึ้นและยากจะเอากลับคืนมาได้ สิ่งที่ต้องทำ คือ การรวมตัวกันต่อต้านด้วยสันติวิธี ใช้สติปัญญา เผยแพร่ความรู้แก่คนไทยทั้งชาติให้รับรู้ภัยอันตรายจากคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน เชื่อมโยงข้อมูลในไทยกับองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการสารพัดรูปแบบ สนับสนุนพรรคการเมืองหรือบุคคลที่ฝักใฝ่ต่อระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งเพื่อเป็นกองกำลังต่อต้านพวกมือที่มองไม่เห็นในทางการเมือง ตอนนี้ไทยยังมีการขัดขวางหรือกีดกันข่าวสารที่แสดงมุมมองต่อไทยอย่างมาก การเผยแพร่ให้คนไทยรู้ว่าคนอื่นมองชาติอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องกระทำและเตือนให้คนไทยตระหนักใจว่า มิได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ ยังมีเพื่อนร่วมระบอบประชาธิปไตยคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ คนไทยมากกว่า 63 ล้านคนเป็นกองกำลังเข้มแข็งที่สุดในการต่อต้านระบอบราชาธิปไตยหรือกลุ่มมือที่มองไม่เห็นได้ อย่าให้การต่อสู้ที่เสี่ยงอันตรายของคณะราษฎร์ในปีพ.ศ. 2475 ที่นำสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันมามอบให้คนไทยต้องเสียใจที่คนไทยวันนี้ยอมแพ้ต่อพวกหลงยุค ณ วันนี้การต่อสู้รักษาสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพละกำลังหรืออาวุธทันสมัยเท่านั้น คนไทยรวมตัวกันใช้หัวใจนักสู้ ความสามารถ ความรู้ หรือ ศักยภาพ ของแต่ละคนเป็นอาวุธต่อสู้กับผู้มีบารมีหลงยุคได้ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารความจริงในไทยเพื่อให้โลกรับทราบสงครามที่คนไทยกำลังรักษาสิทธิเสรีภาพไว้จากพวกมากบารมีที่ต้องการทำลายระบอบเสรีในไทย โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทุกรูปแบบ นอกจากนั้น ผู้นิยมสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอยู่ทุกแห่งในประเทศไทยต้องให้ความรู้ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อหาสมาชิกเข้าร่วมแนวคิดเดียวกันอันเกิดเป็นกำลังพลรักษาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเยี่ยงเดียวกับในสหรัฐซึ่งมีความแข็งแกร่งและเหนียวแน่นต่อระบอบนี้อย่างมากอันมาจากพื้นฐานความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อระบอบนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยอมให้คนอื่นยึดครองสิทธิเสรีภาพของตนไปอย่างแน่นอนเพราะมันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อคนไทยร่วมมือร่วมใจกันปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนไว้ ย่อมเป็นผู้ชนะในศึกป้องกันแชมป์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน คนไทยต้องตื่นตัวรับรู้ภัยร้ายจากพวกอำมาตย์เก่าแก่ที่ยังฝังตัวอยู่ในสังคมไทยวันนี้และกำลังเข้าบงการชีวิตคนไทยให้สำเร็จในกายหยาบแบบใหม่หรือตัวแทนเชิดเพื่อนำไปสู่ระบอบที่พวกเขารอคอยอยู่ ถ้าคนไทยพ่ายแพ้ จักต้องเป็นไพร่หรือทาสเยี่ยงบรรพชนอีกครั้งเพราะระบอบราชาธิปไตยต้องมี 2 ชนชั้น คือ ผู้ปกครอง และ ไพร่ มิใช่ความเสมอภาค

 

*****************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s