งาช้างกับหลักวิญญูชน

หลักวิญญูชน กับ การรับงาช้าง

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

ปัญหาผู้นำบ้านเมืองรับงาช้างจากนักการเมือง หน่วยงานปปช.ให้คำตัดสินที่นักกฎหมายหรือชาวบ้านคาใจว่า การคืนของกลางที่อ้างว่ารับไว้ทำให้ไม่มีหลักฐานตามข้อกล่าวหาและผู้รับมิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้เป็นของตน แต่ต้องการนำไปตรวจสอบราคาก่อนรับจริง จึงไม่ถือว่า เป็นการรับสิ่งของ ข้อกล่าวหาจึงตกไป สิ่งที่คาใจคนมากว่า หลักกฎหมายนั้นตีความหมายคำว่า “รับสิ่งของ” ไว้อย่างไร

การเอาหรือรับสิ่งของเป็นการกระทำของมนุษย์ซึ่งกฎหมายนำไปบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดในลักษณะต่างๆเมื่อมีเจตนาทุจริตประกอบเข้าไปด้วย อาทิเช่น การลักทรัพย์ หมายถึง การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปด้วยเจตนายึดครองเป็นของตนเองโดยไม่มีอำนาจ การยักยอกทรัพย์ คือ การดูแลทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วเปลี่ยนใจอยากยึดเป็นเจ้าของเสียเอง การรับของโจร คือ การมีสิ่งของที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง เป็นต้น ส่วนเจตนานั้นก็มองหาจากพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหรือที่เรียกกันว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ทั้งนี้ เมื่อจะลงโทษผู้กระทำผิดก็ต้องพิสูจน์ว่าครบองค์ประกอบหรือไม่ เมื่อกล่าวหาผู้ใดรับทรัพย์สินที่มิควรรับ ก็ต้องตีความเรื่องการรับสิ่งของให้ชัดเจนก่อนว่า การรับเกิดขึ้นหรือไม่ ?

การตีความกฎหมายนั้นยึดหลักตามตัวอักษรหรือหลักวิญญูชนพึงกระทำกัน ขึ้นอยู่กับผู้ตัดสินต้องการใช้หลักใดประกอบวิจารณญาณของเขา  ตัวอย่างข้อกล่าวหาน่าสนใจและดูโดดเด่น คือ การตีความคำว่า “การรับงาช้าง” โดยมีข้อมูลทั้งภาพและเสียงต่อสาธารณชนว่า ผู้รับและผู้ให้ได้ยื่นส่งและรับด้วยความยินดี อีกทั้งมีการนำงาช้างใส่รถกลับเข้ากรุงเทพฯในฐานะของขวัญจากเจ้าบ้าน เมื่อบทความหน้าสื่อจี้ว่า มูลค่างาช้างน่าจะสูงเกินกว่านักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารจักพึงรับเป็นสมบัติส่วนตนได้ ผู้เกี่ยวข้องจึงกล่าวแก้ว่า ผู้รับไม่ทราบมูลค่าของงาช้างจึงต้องการนำมาตีราคาก่อนจะรับจริง ถ้าราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จักคืนให้ผู้มอบ ถือว่ามิได้มีเจตนารับสิ่งของไว้ตั้งแต่แรก จึงมิได้กระทำความผิดใด หลังจากทราบมูลค่าแท้จริงของงาช้างแล้ว จึงส่งคืนแก่เจ้าของ ดังนั้น ณ เวลานี้ถือว่า ผู้นำบ้านเมืองในฐานะผู้บริหารและนักการเมืองมิได้รับสิ่งของใดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายและขาดหลักฐานประกอบความผิด

คดีอาญาเกี่ยวกับการเอาสิ่งของนั้น ถ้าของอยู่ในมือด้วยเจตนาจะครอบครอง ถือเป็นความผิดลักทรัพย์สำเร็จซึ่งต้องถูกลงโทษ แม้ภายหลังโจรนำสิ่งของคืนแก่เจ้าของ ก็ใช้อ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ แต่มิอาจลบล้างความผิดลักทรัพย์ได้ การตีความว่า ของอยู่ในมือ คือ การครอบครองทรัพย์สิน มาจากหลักวิญญูชนที่ว่า การเอาของมาอยู่ในมือ แสดงว่า เขามีสติและเจตนาหยิบมัน หากนำหลักนี้ไปใช้กับข้อกล่าวหา “รับงาช้าง” จึงต้องพิจารณาว่า คนธรรมดาหรือที่เรียกในภาษากฎหมายว่า วิญญูชน ถือว่า การยื่นมือไปรับงาช้างของผู้รับนั้น คนทั่วไปกระทำกันด้วยท่าทางนั้นและ เจ้าของมือทั้งสองข้างมีสติรับรู้ครบถ้วนหรือไม่ว่า กำลังรับสิ่งของอยู่ จากนั้นก็ต้องพิจารณาว่า ณ เวลาที่รับงาช้าง วิญญูชนควรรู้ไหมว่า งาช้างควรมีราคาเท่าไร ก่อนหรือขณะรับสิ่งของนั้นผู้รับแจ้งเงื่อนไขการรับงาช้างไว้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขทำให้การรับสิ่งของยังไม่สมบูรณ์ ถ้าทุกคำตอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า วิญญูชนย่อมรู้และไม่กระทำสิ่งนั้น ผู้รับงาช้างย่อมมิอาจปฏิเสธว่า ไม่รับรู้หรือไม่อาจรู้ได้ นอกจากมีเหตุสุดวิสัยแท้จริงที่ไม่ทราบมูลค่างาช้างในเวลานั้น อาทิเช่น มีสติไม่สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ยาบางอย่าง นอนละเมอ การศึกษาต่ำมากหรือมีกายภาพผิดปกติจึงไม่เคยรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้จักงาช้างหรือช้างมาก่อน เป็นต้น เมื่อข้อกฎหมายเกี่ยวกับการป้องปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดว่า ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองรับสิ่งของจากบุคคลใดมีมูลค่าเกิน 3,000 บาทไม่ได้ ถือว่ามีเจตนาทุจริตแอบแฝงในการรับสิ่งของนั้น ต้องรับโทษอาญา หากข้อเท็จจริงเรื่องการรับงาช้างด้วยภาพและเสียงว่า มีการยื่นมือรับและนำสิ่งของใส่รถของตนเข้ากรุงเทพฯเป็นการครอบครองสิ่งของตามหลักวิญญูชนหรือไม่

การวินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายมิได้ใช้การตีความตัวอักษรอย่างเดียว แต่มักนำหลักวิญญูชนมาประกอบด้วยเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนและยืนยันให้ผู้ถูกกล่าวยอมรับความผิดว่า สิ่งที่เขากระทำนั้น คนสุจริตไม่กระทำกัน เขาจึงสมควรรับโทษ เมื่อนำข้อกล่าวและข้อมูลเกี่ยวกับการรับงาช้างมาใช้กับหลักวิญญูชน จักพบว่า ผู้ให้หรือเจ้าของงาช้างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะแจ้งต่อสาธารณชนระหว่างส่งมอบของว่า เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวที่อยากมอบแก่ผู้ใหญ่ที่เขานับถือ ส่วนผู้รับก็มีวุฒิภาวะสูงทั้งตำแหน่งและการศึกษา ย่อมรู้จักงาช้างและมูลค่าของมันได้ไม่ยากเพราะเติบโตในเมืองไทย ไปเรียนเมืองนอกเพียงไม่กี่ปี ย่อมไม่มีข้ออ้างว่า ไม่รู้จักช้างและงาช้าง สถานภาพทางสังคมของผู้รับยืนยันชัดว่า เขาต้องทราบมูลค่าของงาช้างตั้งแต่วินาทีแรกที่รับมันไว้ในฐานะของขวัญจากผู้แทนชาวบ้าน อีกทั้งข้อกล่าวอ้างที่ว่า รับไว้เพื่อตีมูลค่าก่อน ถ้าราคาไม่เกินที่กฎหมายกำหนดจึงรับไว้ หากสูงเกินไป จึงส่งคืนเจ้าของ เป็นการอ้างว่ารับโดยมีเงื่อนไขและแสดงเจตนาแต่แรกแล้วว่า ต้องการรับสิ่งของไว้ แต่ ณ เวลารับมอบงาช้าง ผู้รับมิได้แจ้งเงื่อนไขนี้แก่ผู้มอบ ทั้งนี้สื่อมวลชนต่างยืนยันด้วยภาพและเสียงในงานนั้นว่า ไม่มีการแจ้งข้อความใดอันถือเป็นเงื่อนไขเลย สิ่งที่คาใจของคนธรรมดาซึ่งเห็นภาพการรับมอบงาช้างและข้ออ้างในภายหลังของผู้รับ ทำให้เกิดคำถามว่า หลักวิญญชนถือว่า เขารับงาช้างโดยไม่ทราบมูลค่าแท้จริงของมัน หรือรับโดยมีเงื่อนไข และผิดกฎหมายหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง คือ ถ้าผู้รับมิใช่เขาคนนี้ คำวินิจฉัยจะเหมือนกันหรือไม่

เมื่อหลักวิญญูชนเรื่องการรับสิ่งของ คือ การยื่นมือไปรับโดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ วุฒิภาวะของผู้รับมีครบถ้วน ไม่ได้มีการบีบบังคับฝืนใจกัน และสิ่งของอยู่ในครอบครองของผู้รับโดยสมบูรณ์  ผู้รับทราบข้อกฎหมายเรื่องมูลค่าสิ่งของที่รับมอบหรือไม่ ถ้าต้องการรับอย่างมีเงื่อนไข ก็ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายรับทราบ หากไม่อยากรับก็ปฏิเสธได้ วิญญูชนกระทำกันอย่างไรและมีขอบเขตแค่ไหน มันจึงเป็นคำตอบที่กฎหมายยอมรับได้และชาวบ้านย่อมมีคำตอบส่วนตัวได้ไม่ยาก แม้คำตัดสินของหน่วยงานนั้นจักดูขัดตา ขัดหู แต่ทุกคนรู้แก่ใจดีว่า เบื้องหลังวิจารณญาณของบุคลากรนั้นอาจมิได้มาจากหัวใจยุติธรรมหรือเคร่งในกฎหมายแท้จริง แต่อำนาจมืดของชายแก่หลงยุคหลงเวลาเข้าครอบงำพวกเขาไว้ ทำให้หลักกฎหมายและหลักวิญญูชนต้องเก็บไว้ใช้กับศัตรูของเขาเท่านั้น

 

*************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s