นิรโทษกรรมทางการเมือง

นิรโทษกรรมทางการเมือง

เขียนโดย  แก้วมณี

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากสมบูรณญาสิทธิราชย์ไปสู่ประชาธิปไตยนั้น ประเทศไทยไม่เคยเป็นประชาธิปไตยโดยแท้หรือสมบูรณ์แบบมานานกว่า 70 ปีแล้ว แต่ละช่วงเวลาต้องผ่านการปฏิวัติรัฐประหารจากนายทหารถืออาวุธ แต่มิใช่จากกองทัพประชาชนติดอาวุธ มันบอกชัดว่า ประชาชนยอมรับระบอบปกครองใหม่ได้ดีกว่านายทหารหรือข้าราชการเนื่องจากผลประโยชน์ส่วนรวมตกเป็นของประชาชน ส่วนผลประโยชน์ที่เคยได้รับง่ายๆจากอำนาจเผด็จการของนายทหารสูญหายไป กฎหมายที่บัญญัติว่า การก่อกบฎล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยมีคณะปฏิวัติใดล้มเลิกบทลงโทษนี้เลย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเดียว คือ ประเทศสมาชิกสหประชาชาติไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งหรือเลิกรัฐธรรมนูญ เมื่อประเทศไทยยังต้องอยู่ร่วมแผ่นดินกับชาวโลกจึงบีบคั้นให้คณะปฏิวัติซึ่งล้วนมาจากทหารถืออาวุธไม่อาจลบข้อกฎหมายดังกล่าวทิ้งไป แต่หาวิธีเลี่ยงเพื่อช่วยตัวเองเป็นรายครั้งเท่านั้น พวกเขาเลือกทำนิรโทษกรรมให้ตัวเอง เปรียบดังพนักโทษหรือผู้ทำผิดแล้วออกกฎหมายยกโทษให้ตัวเอง

การนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้นในเมืองไทยเริ่มต้นตั้งแต่เกิดการปฏิวัติรัฐบาลเลือกตั้งครั้งแรกในไทยนับแต่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยซึ่งคณะปฏิวัติทั้งหมดในประวัติศาสตร์ไทยล้วนมาจากกลุ่มทหารติดอาวุธที่ไม่เข้าใจระบอบปกครองใหม่และไม่ยอมรับอำนาจของประชาชนตามแนวคิดประชาธิปไตย โดยพวกเขาคิดว่าประชาชนต้องเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองและควรมีการศึกษาน้อยจึงไม่เหมาะจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะเจ้าของเสียงเลือกตั้ง อีกทั้งอำนาจของประชาชนขัดแย้งต่อผลประโยชน์ที่กลุ่มข้าราชการพลเรือนและทหารบางพวกเคยได้รับจากการใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองและกดขี่ประชาชนหรือแย่งประโยชน์ที่คนไทยควรได้รับไปไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดการปฏิวัติขึ้นสถานภาพทางการเงินของบรรดานายทหารหรือข้าราชการพลเรือนบางพวกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือมีสูงกว่าปกติสำหรับคนในสถานภาพเดียวกันพึงได้รับ มันจึงกลายเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการปฏิวัติรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบันเพราะถือเป็นทางลัดสู่คนร่ำรวยในพริบตาเดียวและเปลี่ยนสภาพผู้รับคำสั่งจากตัวแทนประชาชนเป็นผู้บัญชาการชีวิตและความตายของประชาชนได้

การนิรโทษกรรมทางการเมืองถูกนำไปใช้เพื่อยกโทษแก่พวกก่อกบฎที่ทำงานสำเร็จหรือผู้ที่พ่ายแพ้ แต่ผู้ชนะมีเมตตาให้ชีวิตคืนกลับไป เนื่องจากโทษอาญาของผู้ก่อกบฎคือ การประหารชีวิต สถานเดียว ดังนั้น จึงมีการนำนิรโทษกรรมไปใช้เพื่อสลายความเป็นศัตรูทางการเมืองตั้งแต่อดีตมาแล้ว น้อยครั้งมากที่ผู้ชนะกบฎจะใช้โทษประหารชีวิตกับฝ่ายแพ้เพื่อแก้แค้นกันทั้งนี้เพราะคิดคำนึงถึงความเป็นคนไทยด้วยกันและนับถือพุทธศาสนาที่เน้นการให้อภัยแก่กันเป็นหลัก การใช้นิรโทษกรรมประเภทนี้บ่อยครั้งทำให้การก่อกบฎซึ่งเป็นการทำลายระบอบปกครองประเทศลงอันถือเป็นเรื่องใหญ่มากในสายตาชาวโลก มันส่งผลให้ทหารติดอาวุธไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดินฐานก่อกบฎเลย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงมีการปฏิวัติเกิดขึ้นเป็นระยะและผู้กระทำไม่เคยสำนึกผิด แต่กลับโยนความผิดให้นักการเมืองว่าเป็นต้นเหตุให้พวกเขาปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลของประชาชนและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไปอยู่ในมือของทหารติดอาวุธกลุ่มหนึ่ง

สาเหตุที่คณะปฏิวัติแทบทุกยุคสมัยใช้เป็นข้ออ้างล้มล้างระบอบปกครองประเทศ คือ นักการเมืองลุแก่อำนาจหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง หากคิดคำนึงถึงรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับจักพบว่า กลไกการปกครองประเทศโดยตัวแทนประชาชนนั้นมีหลายอย่างทั้งระยะเวลาปกครองบ้านเมือง การตรวจสอบจากรัฐสภา การคานอำนาจกัน และบทลงโทษจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมดถือเป็นวิถีการทางรัฐสภาในการคุมตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันทหารถือเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การปกครองจากตัวแทนประชาชนซึ่งได้รับคำอนุญาตให้ถืออาวุธ เงินภาษีของประชาชนนำไปซื้ออาวุธแจกทหารเพื่อป้องกันประเทศ ทหารจึงไม่มีหน้าที่ใดในการตัดสินชะตากรรมของตัวแทนประชาชนเลย เขามีภารกิจเดียวและสำคัญที่สุด คือ ใช้อาวุธเพื่อปกป้องประเทศจากอริราชศัตรู มิใช่ใช้อาวุธข่มขู่หรือล้มล้างรัฐบาลตัวแทนประชาชนด้วยข้ออ้างใดๆ

เมื่อเทียบความผิดทางการเมืองฐานก่อกบฎล้มล้างรัฐบาลของประชาชนกับความผิดที่กรรมการพรรคการเมืองหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วให้ยุบพรรคนั้นและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการทุกคนเป็นเวลาห้าปีแล้ว คนไทยจักมองเห็นความร้ายแรงที่อภัยให้ไม่ได้ของการก่อกบฎที่ส่งผลกระทบต่อระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างมาก อีกทั้งยังทำลายความยุติธรรมในสังคมลงด้วย พฤติกรรมไม่ถูกต้องของกรรมการคนหนึ่งส่งผลให้คณะกรรมการทั้งชุดต้องรับโทษร่วมกันและยุบพรรคที่ตนสังกัดด้วยเปรียบคล้ายกรณีที่เด็กคนหนึ่งลอกการบ้านของเพื่อน ครูสั่งลงโทษด้วยการใช้ไม้เรียวตีนักเรียนทั้งชั้นให้รับผิดร่วมกันแล้วยังสั่งไล่ออกจากโรงเรียนอีกด้วย มันถือเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรม แต่เป็นการลุแก่อำนาจ โดยเฉพาะกฎหมายที่นำไปใช้ลงโทษนักการเมืองนั้นเกิดขึ้นจากคำสั่งของคณะปฏิวัติที่มีแนวคิดปฏิปักษ์กับนักการเมืองซึ่งเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนประชาชนและเป็นศัตรูของนักประชาธิปไตย แต่ทหารปฏิวัติต้องการอยู่เหนือประชาชนจึงต้องทำลายผู้แทนของปวงชนชาวไทยเป็นหลัก

รัฐธรรมนูญไทยปีพ.ศ. 2550 มีข้อบัญญัติที่เป็นการนิรโทษกรรมพฤติกรรมในอดีตและอนาคตของคณะปฏิวัติปีพ.ศ.2549 ไว้ โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายที่ชอบธรรม โดยมิให้ถือโทษแก่คณะปฏิวัติที่ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งและยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยไป แล้วนำระบบเผด็จการมาใช้ปกครองประเทศ อีกทั้งกำหนดมิให้เอาโทษอาญาแก่คณะปฏิวัติกลุ่มนี้อีก หากพวกเขาทำปฏิวัติอีกครั้ง อันขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมากที่ให้อภัยโทษล่วงหน้าแก่สิ่งที่ตนจะทำในอนาคตอันใกล้ มันหมายความว่า บุคคลในคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 ซึ่งหลายคนยังมีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงในวงการทหารวันนี้ได้รับความคุ้มครองพิเศษจากรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันให้ทำปฏิวัติได้โดยไม่ต้องรับโทษทางกฎหมายฉบับใดก็ตามตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้บังคับอยู่ นักกฎหมายหลายท่านเคยพยายามชี้จุดนี้ให้สังคมไทยรับทราบ แต่รัฐบาลภายใต้อำนาจของคณะปฏิวัติเบี่ยงเบนมิให้คนไทยคิดถึงจุดนี้ จึงทำให้เรื่องสำคัญนี้เลือนหายไป ประเทศไทยยังอยู่ในเส้นทางของคณะปฏิวัติชุดเดิมต่อไป เพียงแค่รอวันเวลาที่เหมาะสม เช่น วันที่คลังชาติมีเงินสะสมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำปฏิวัติเกือบทุกครั้ง เป็นต้น

การนิรโทษกรรมทางการเมืองเคยใช้กับคณะปฏิวัติหลายยุคสมัย แม้แต่ศาลสถิตยุติธรรมยังสนับสนุนให้ทำได้ด้วยคำพิพากษา ทุกครั้งคณะปฏิวัติเป็นผู้ออกบทนิรโทษกรรมสิ่งที่ตนเองทำไว้ อีกทั้งการทำลายรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญไทยอันเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดในบ้านเมืองยังให้นิรโทษกรรมได้ง่ายๆ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะอภัยโทษให้นักการเมืองที่ต้องรับโทษในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ แต่ถูกลงโทษเพราะสาเหตุเดียว คือ เป็นนักการเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์แทนประชาชน คณะปฏิวัติจึงต้องออกกฎหมายกำจัดพวกเขาด้วยเหตุขัดผลประโยชน์ด้านสถานภาพทางการเมือง

เหตุผลที่กล่าวอ้างมิให้มีนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิการเมืองอันมิใช่เนื่องจากการทำทุจริตและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ล้วนมีสาเหตุซ่อนอยู่เพียงสองอย่าง คือ ความกลัวผลเลือกตั้งหรือความเห็นของประชาชน และชื่นชอบกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคู่แข่งทางการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ไม่เห็นชอบกับการนิรโทษกรรมทางการเมืองล้วนมาจากกลุ่มที่อาจเสียประโยชน์ทางการเมืองและกลุ่มทหารปฏิวัติที่เกรงว่านักการเมืองที่ตนลงโทษไว้จะแก้แค้นพวกเขาหากชนะการเลือกตั้ง พวกเขาไม่สนใจความเป็นธรรมทางสังคมและระบอบปกครองประชาธิปไตยในประเทศไทย แต่คำนึงเพียงผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองฝ่ายตนและคณะปฏิวัติที่รอเวลาฟื้นคืนชีพในความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญไทยฉบับนี้ จึงไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและห้ามนิรโทษกรรมทางการเมืองแก่ฝ่ายที่ถูกกำจัดไปแล้วเด็ดขาด เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลประโยชน์ฝ่ายเดียวกับตนเท่านั้น ความปรองดองระหว่างนักการเมืองและคนไทยหัวใจยุติธรรมกับรัฐบาลของคณะปฏิวัติจึงเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐบาลภายใต้อำนาจคณะปฏิวัติไม่มีจิตสำนึกในประชาธิปไตยและเคารพความเห็นของประชาชนเป็นหลัก อีกทั้งต้องยอมรับสถานภาพแท้จริงว่า ส.ส.เป็นนักการเมืองตัวแทนประชาชนภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย มิใช่ตัวแทนทหารติดอาวุธซึ่งไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนในฐานะรั้วของชาติและอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชนตามหลักกฎหมาย

ประชาชนยอมทำใจให้อภัยต่อการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 โดยไม่เต็มใจกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่คณะปฏิวัติทำขึ้น เพื่อความสงบของบ้านเมืองคนไทยยอมแบกรับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่พวกนั้นสร้างตราบาปไว้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่การตามล่าล้างตัวแทนประชาชนและพรรคการเมืองด้วยอาศัยอำนาจคณะบุคคลที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งไว้ด้วยจุดประสงค์เดียว คือ กำจัดพรรคหรือตัวแทนประชาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนอย่างต่อเนื่อง มิให้เหลือซากเด็ดขาด ซึ่งคณะบุคคลดังกล่าวก็ทำงานตามเป้าหมายอย่างเต็มที่ เหตุไฉนสมาชิกรัฐสภาจึงไม่นิรโทษกรรมแก่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่โดนอำนาจเผด็จการทำลายล้างไปอย่างไม่เป็นธรรม หากมีเพียงเหตุผลว่า เขาหรือเธออาจกลายเป็นคู่แข่งในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วยอมทิ้งหลักประชาธิปไตยไป สมาชิกรัฐสภาวันนี้สมควรเป็นตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหรือจะเป็นเพียงตัวแทนทหารบางกลุ่มที่ลุแก่อำนาจ แต่มิอาจหนีพ้นหลักกฎหมายที่ว่า ทหารเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งในสังคมและอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน มิใช่ผู้ปกครองประชาชน หากทหารต้องการเปลี่ยนสถานภาพของตนให้ยิ่งใหญ่เยี่ยงเดียวกับคณะปฏิวัติ ก็ต้องกล้าแก้กฎหมายทั้งหมดเพื่อให้เป็นผู้ปกครองประเทศเท่านั้น การปฏิวัติแล้วทำนิรโทษกรรมมิอาจลบพฤตินัยที่ผิดกฎหมายไทยและสากลได้ตลอดกาล และประวัติศาสตร์บันทึกแล้วว่า คณะปฏิวัติคือผู้ทำลายประเทศและตัวแทนประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ทหารติดอาวุธมิอาจใช้อาวุธร้ายแรงชนิดใดแก้รอยมลทินในประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ตลอดกาล มันเป็นสัจธรรมของโลกที่ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนเวลาหรือบันทึกประวัติศาสตร์ได้เลย คณะปฏิวัติไทยมีความเก่งกาจและกล้าพอจะเปลี่ยนสัจธรรมข้อนี้ได้ไหม ? หากทำได้ ก็จะเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่เหนือกาลเวลาและความจริง

 

**************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s