นักเขียนใหม่ กับ ค่าเสียหายในสัญญา

นักเขียนใหม่ กับ ค่าเสียหาย

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้เขียนสัญญาย่อมมีเจตนาจะลดทอนความเสียหาย เพิ่มความได้เปรียบของตน ควบคุมคู่สัญญาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือต้องพึ่งพาตนเท่านั้น การเรียกร้องความเป็นธรรมจากสัญญาจึงควรเริ่มต้นที่คู่สัญญาอีกฝ่ายเพื่อหาจุดสมดุลย์ที่ทั้งสองฝ่ายพึงรับกันได้โดยมิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบข้างเดียวด้วยการเจรจาและสร้างสัญญาที่มีเงื่อนไขเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เมื่อคู่สัญญาพึงพอใจกับสัญญา ย่อมทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายยอมรับกันได้

ผลประโยชน์ที่เป็นธรรมนั้นมิได้หมายความว่า เท่าเทียมกัน แต่เป็นไปตามระดับความเสี่ยงทางการค้าหรือการลงทุนของแต่ละฝ่ายต่องานชิ้นนั้น กรณีคู่สัญญาเป็นสำนักพิมพ์และนักเขียน จึงมิได้หมายความว่าจะต้องได้ผลประโยชน์เท่ากัน สำนักพิมพ์มีการลงทุนสร้างรูปเล่มหนังสือให้เป็นสินค้าเสนอนักอ่าน เช่น กระดาษ การโปรโมท การจัดจำหน่าย ค่าซื้อเรื่อง และอื่นๆ อีกทั้งยังต้องรับความเสี่ยงทางการค้าทั้งกำไรและขาดทุนด้วย จึงไม่แปลกที่สำนักพิมพ์จักได้รับผลประโยชน์สูงกว่านักเขียนซึ่งมีการลงทุนด้านการสร้างสรรค์ชิ้นงานทางอักษรเป็นหลัก ตัวเลขการลงทุนของสำนักพิมพ์ต่อหนังสือแต่ละเล่มจักกลายเป็นค่าเสียหายที่ใช้เรียกร้องจากนักเขียนโดยระบุในสัญญาซื้อเรื่องซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่นักเขียนหรือสำนักพิมพ์หรือทั้งสองฝ่ายขึ้นอยู่กับความรู้เท่าทันและการเจรจาแสวงหาความยุติธรรมโดยนักเขียนเอง

ปัจจุบันนี้สัญญาซื้อเรื่องมีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ สัญญาซื้อเรื่องแบบมีกำหนดเวลาจำกัด เป็นต้น แต่ละรูปแบบสัญญาส่งผลต่อกรรมสิทธิ์ในชิ้นงานของนักเขียนแตกต่างกัน หากสังเกตลึกลงไปจักพบความเหมือนบนความแตกต่างในหัวข้อ ค่าเสียหาย เนื้อหาในสัญญาซื้อเรื่องทุกแบบจะกำหนดให้นักเขียนมีความรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ ถ้าเกิดคดีละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้น เช่น คนอื่นอ้างว่าเป็นเจ้าของเรื่อง มีการพิมพ์ซ้ำโดยคำอนุญาตของนักเขียน เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์ให้นักเขียนแบ่งปันความรับผิดชอบเงินค่าเสียหายหรือเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อต่อสู้คดีในศาลร่วมกับสำนักพิมพ์ ทั้งนี้หลักใหญ่คือ ต้องการลดทอนความเสียหายของสำนักพิมพ์ลงด้วยการให้นักเขียนซึ่งมีส่วนร่วมในการจงใจหรือไม่ระมัดระวังในลิขสิทธิ์ของตนจึงเกิดการทำละเมิดสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ขึ้น เนื้อหาในบางสัญญาเกี่ยวกับ ค่าเสียหาย ที่สำนักพิมพ์เสนอแก่นักเขียนอาจเป็นการเอาเปรียบเกินเหตุและอาจทำให้นักเขียนกลายเป็นเหยื่อของสำนักพิมพ์เจ้าเล่ห์ในท้ายที่สุดหากรายได้ขายหนังสือเล่มนั้นต่ำกว่าเงินชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาที่นักเขียนต้องจ่ายก็ได้

ขอบเขตของเจ้าของลิขสิทธิ์พึงมีตามกฎหมาย คือ ห้ามการแก้ไข ดัดแปลง เนื้อหา ห้ามการเผยแพร่หรือทำซ้ำทุกรูปแบบต่องานอันมีลิขสิทธิ์ หากผู้ใดทำสิ่งต้องห้ามเหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อสำนักพิมพ์ซื้องานเขียนไปย่อมได้รับสิทธิ์นี้เยี่ยงเดียวกับนักเขียนโดยจำกัดเวลาไว้ ถ้านักเขียนนำงานตามสัญญาไปขายให้คนอื่นพิมพ์ซ้ำ หมายความว่านักเขียนทำละเมิดสัญญาต่อสำนักพิมพ์ จึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น รายได้ที่สำนักพิมพ์พึงได้จากการขายหนังสือเล่มนั้นเท่ากับจำนวนขายของผู้ทำละเมิดสิทธิ์ ค่าโฆษณาชิ้นงาน เป็นต้น นอกจากนักเขียนต้องรับผิดชอบแล้ว ผู้ทำละเมิดซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์อีกแห่งก็ต้องรับผิดตามกฎหมายร่วมด้วย สัญญาที่สำนักพิมพ์เสนอแก่นักเขียนนั้นมักระบุให้นักเขียนต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ตนก่อขึ้น ย่อมถือเป็นความชอบธรรมที่นักเขียนควรมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำของตน แต่บางสัญญาเขียนกว้างๆว่า นักเขียนต้องรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ในการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกกรณี แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากนักเขียนก็ตาม มันหมายความว่า หากเกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่ากรณีใดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด นักเขียนก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ด้วย มันจึงดูไม่เป็นธรรมต่อนักเขียน ถ้าเกิดบางเหตุการณ์ เช่น สำนักพิมพ์จ้างโรงพิมพ์ทำหนังสือ 3,000 เล่ม แต่โรงพิมพ์นั้นผลิตเกินจำนวนแล้วนำส่วนเกินไปขายในตลาดหนังสือด้วยราคาถูกลง ทำให้หนังสือของสำนักพิมพ์ไม่สามารถขายได้เลย โรงพิมพ์ทำละเมิดสิทธิ์ของสำนักพิมพ์โดยนักเขียนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย หรือพนักงานสำนักพิมพ์ทุจริตนำเนื้อหาไปดัดแปลงหรือพิมพ์ซ้ำหาประโยชน์ส่วนตน นักเขียนไม่รู้เห็นด้วย เป็นต้น สำนักพิมพ์อาจมักง่ายด้วยการใช้สิทธิ์ตามสัญญาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนักเขียนก่อน การปฏิเสธความรับผิดในสัญญาทำได้ยากเพราะนักเขียนยอมรับเงื่อนไขว่าจะร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์งานเขียนโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ การเรียกร้องจากนักเขียนที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายย่อมง่ายกว่าการฟ้องคดีกับนิติบุคคลที่มีขั้นตอนยุ่งยากและยาวนาน มันจึงเป็นการลดความเสียหายอย่างเร็วของสำนักพิมพ์ลงวิธีหนึ่ง

เนื้อหาเรื่องค่าเสียหายอีกแบบหนึ่งที่มีในสัญญาซื้อเรื่องที่พบเห็นกันแล้ว คือ สำนักพิมพ์ระบุให้นักเขียนต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเบื้องต้น ถ้ามีการโต้แย้งเรื่องลิขสิทธิ์ โดยกำหนดตัวเลขหนึ่งล้านบาท ทั้งที่จ่ายค่าซื้อเรื่องแก่นักเขียนแค่ 10,000 – 30,000 บาท และระยะเวลาคุ้มครองตามสัญญานาน 3 – 10 ปี แล้วยังมีสิทธิ์เรียกเงินเพื่อขึ้นอีกถ้าความเสียหายมีสูงกว่าเงินที่จ่ายไปแล้วตามสัญญา บางแห่งอาจระบุขอบเขตของคำว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ ที่นักเขียนต้องรับชดใช้ไว้ด้วย เช่น กรณีมิได้เป็นเจ้าของตัวจริง กรณีให้ผู้อื่นพิมพ์ซ้ำ เป็นต้น ก็จะต้องเกิดเงื่อนไขนี้ก่อน สำนักพิมพ์จึงมีสิทธิ์เรียกให้นักเขียนใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวนสูงนี้ได้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น มันหมายความว่า ถ้าเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ นักเขียนต้องจ่ายเงินจำนวนที่ระบุเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่สำนักพิมพ์ก่อนแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของตนและยังไม่มีคำตัดสินของศาล เพราะสัญญาไม่ได้ระบุยกเว้นไว้ชัดเจน หากมีความเสียหายมากกว่านั้น นักเขียนก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ทั้งนี้ไม่ต้องรอคำพิพากษาศาลก่อน แค่สำนักพิมพ์แจ้งความเสียหายแก่นักเขียนก็จะได้รับเงินชดใช้จากนักเขียนทันทีโดยสัญญาบังคับไว้ แทนที่ต้องรอคำพิพากษาของศาลซึ่งอาจใช้เวลาตัดสินคดีนานหลายปี การใช้สิทธิ์ในสัญญาจึงง่ายกว่ามากและได้เงินเร็วอีกทั้งอาจสูงกว่าการขายหนังสือเล่มนั้นก็ได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นที่เขียนในสัญญาจึงคล้ายกับนักเขียนค้ำประกันรายได้ของสำนักพิมพ์ไว้หนึ่งล้านบาท ทั้งที่รับค่าเรื่องไว้เพียงหลักหมื่นบาทต้นๆเท่านั้น

สัญญาที่สำนักพิมพ์ทำกับนักเขียนนั้นมักกำหนดให้นักเขียนต้องรับผิดชอบหากมีผู้อื่นอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของผลงานในสัญญานั้นเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความเสียหายและถือเป็นความรับผิดชอบของนักเขียนด้วย หลายคนอาจสงสัยว่า ค่าเสียหายที่นักเขียนต้องชดใช้นั้นคืออะไร ถ้าพูดให้เห็นภาพชัด ค่าเสียหายที่สำนักพิมพ์เรียกจากนักเขียน คือ เงินลงทุนในการพิมพ์หนังสือและจัดจำหน่ายมัน ผลประโยชน์ที่เขาควรได้รับจากหนังสือเล่มนั้น ตัวอย่างเช่น ค่ากระดาษ ค่าจ้างโรงพิมพ์ ค่าจัดจำหน่าย เงินรายได้ที่คาดว่าจะได้จากการขายหนังสือเล่มนั้น ถ้าการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการกระทำของนักเขียน ก็เป็นความยุติธรรมที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ด้วย ทั้งนี้ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ อีกทั้งนักเขียนควรชดใช้กับสิ่งที่ตนก่อขึ้น ไม่รวมถึงความประมาทเลินเล่อหรือพลั้งเผลอของสำนักพิมพ์ที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์เอง อันที่จริงแล้วนักเขียนขายทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องเป็นของเขาให้สำนักพิมพ์และรับค่าตอบแทนเฉพาะเรื่องนั้น จึงควรรับผิดชอบเพียงแค่การรับรองความเป็นเจ้าของแท้จริงในงานเขียนเท่านั้น สำนักพิมพ์ไม่ควรเรียกร้องค่าเสียหายในเหตุที่นักเขียนไม่มีส่วนรับผิดชอบด้วย ดังนั้น นักเขียนพึงตระหนักให้มากไว้ว่า ค่าเรื่องที่สำนักพิมพ์จ่ายให้นั้นน้อยกว่าค่าเสียหายที่สำนักพิมพ์ได้รับเมื่อเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้น จึงต้องระมัดระวังและดูแลการใช้ลิขสิทธิ์ของตนอย่างจริงจัง มิฉะนั้น รายได้ค่าเรื่องอาจไม่พอจ่ายค่าเสียหายแก่สำนักพิมพ์เมื่อตนทำผิดสัญญา

จำนวนตัวเลขค่าเสียหายเบื้องต้นที่สำนักพิมพ์บางแห่งกำหนดไว้สูงเกินเหตุเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายให้นักเขียนเพื่อซื้อเรื่อง ตัวอย่างเช่น ค่าซื้อเรื่องจำนวน 20,000 บาท ระยะเวลาสัญญา 5 ปี แต่กำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นที่นักเขียนต้องจ่ายทันทีเมื่อเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์ (กรณีไม่ได้เขียนรับผิดเฉพาะความผิดที่ตนก่อขึ้นเอง) คือ 1,000,000 บาท หมายความว่า ตลอดเวลา 5 ปี สำนักพิมพ์มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายเบื้องต้นด้วยเหตุละเมิดลิขสิทธิ์จากนักเขียนด้วยมูลค่าหนึ่งล้านบาท นักเขียนช่วยประกันรายได้หนึ่งล้านบาทไว้ เป็นต้น ตัวเลขค่าเสียหายเบื้องต้นกับค่าเรื่องของนักเขียนนั้น ถ้าความผิดเกิดจากนักเขียน ย่อมสมควรรับผิดชอบต่อสำนักพิมพ์ แต่มิใช่ตัวเลขตามใจชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันควรเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลาที่เกิดเหตุละเมิดสัญญานั้น มิฉะนั้น นักเขียนจะกลายเป็นเหยื่อของสำนักพิมพ์เจ้าเล่ห์ที่ขายหนังสือได้เงินน้อยกว่ารีดไถจากนักเขียนโดยอาศัยสัญญาไม่เป็นธรรมนี้

เงื่อนไขค่าเสียหายเบื้องต้นมูลค่าสูงเกินเหตุอาจทำให้นักเขียนเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะรายได้จากการขายหนังสือเล่มนั้นอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายของสำนักพิมพ์ก็ได้ หากเจอพวกเจ้าเล่ห์ย่อมใช้เงื่อนไขในสัญญาหาเงินง่ายๆด้วยการสร้างบุคคลใดขึ้นโต้แย้งเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อเป็นข้ออ้างไปเรียกร้องเงินจากนักเขียนให้ใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งกำหนดตัวเลขไว้แน่นอนในสัญญาโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายจริงและไม่ต้องรอคำพิพากษาศาล หมายความว่า ค่าเสียหายจริงยังไม่ชัดแจ้ง แต่สัญญาระบุชัดว่า ต้องจ่ายเงินหนึ่งล้านบาท ก่อน นักเขียนต้องจ่ายตามสัญญาเมื่อเกิดเหตุตามเงื่อนไขแล้ว ทั้งที่เขาหรือเธอเคยรับเงินค่าเรื่องแค่ระดับหมื่นต้นๆเท่านั้น ตัวเลขจึงถือว่าไม่เป็นธรรมแก่นักเขียนแล้ว เพื่อความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายนักเขียนและสำนักพิมพ์ควรรับผิดชอบตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีส่วนรู้เห็นหรือจงใจทำละเมิดสัญญา มิใช่มักง่ายด้วยการเขียนเงื่อนไขโยนค่าเสียหายทั้งหมดไปให้นักเขียนรับฝ่ายเดียว

นักเขียนสร้างอักษรให้เป็นสินค้าแก่สำนักพิมพ์นำไปเข้ารูปเล่มพิมพ์กระดาษกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในตลาดวรรณกรรม สำนักพิมพ์ย่อมมีวิธีหากำไรจากหนังสือเล่มนั้นตามวิถีการตลาด ส่วนนักเขียนเน้นงานศิลปะด้านอักษรเพื่อสร้างงานชั้นเยี่ยมแก่นักอ่าน สำนักพิมพ์กับนักเขียนจึงเปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า หากนักเขียนไม่ผลิตงาน สำนักพิมพ์ก็ไม่มีสินค้านำไปหารายได้ โดยความเป็นจริงแล้วสำนักพิมพ์จะมีรายได้สูงกว่านักเขียนอยู่แล้ว การเขียนเงื่อนไขเรื่อง ค่าเสียหาย ที่นักเขียนพึงชดใช้แก่สำนักพิมพ์น่าจะใช้ตัวเลขที่เป็นธรรมและเป็นความจริง ณ เวลาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์จัดพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่ตอนเกิดเหตุละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเหลือหนังสือเพียง 500 เล่ม มูลค่าความเสียหายจากการลงทุนเพียงไม่เกิน 100,000 บาท แต่ใช้สิทธิ์เรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากนักเขียนถึง 1,000,000 บาท หรือ ขายหนังสือมีรายได้เพียง 500,000 บาท พอคาดเดาตลาดว่าคงได้ไม่มากกว่านี้แล้ว จึงคิดหารายได้จากสัญญาด้วยการสร้างเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพื่อเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นจากนักเขียน 1,000,000 บาท เป็นต้น การเรียกค่าเสียหายจึงควรคำนึงถึงความเสียหายจริง มิใช่ตัวเลขตามอำเภอใจ มิฉะนั้น มันกลายเป็นการใช้สิทธิ์ในสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมหรือมีจิตทุจริต

การรับผิดในค่าเสียหายใดๆควรต้องมีสาเหตุจากการจงใจกระทำผิดของนักเขียนเท่านั้น มิใช่การโยนทุกเหตุความผิดให้นักเขียน แม้จะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของสำนักพิมพ์ก็ตาม เพราะคิดว่าหาเงินง่ายกว่าฟ้องคดีกับผู้ทำละเมิดตัวจริง เนื่องจากเนื้อหาในสัญญาผูกมัดนักเขียนไว้ให้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่สามารถอ้างเหตุใดปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาได้ ดังเช่นสุภาษิตไทยว่า หยิบเบี้ยใกล้มือ ดีกว่ารอทองแท่งที่ยังไม่แน่ว่าจะมาถึงมือ จึงเลือกเอาเงินในสัญญาย่อมดีกว่ารอคำพิพากษาศาลที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด

นักเขียนพึงจำไว้ว่า สัญญาต้องเกิดขึ้นจากความพอใจของทั้งสองฝ่าย และไม่ควรเสียใจหรือผิดหวังหลังจากเซ็นชื่อในสัญญาแล้ว การแก้ไขสัญญาภายหลังนั้นทำยากมากเพราะเหตุที่จะทำให้คู่สัญญายอมพูดคุยเจรจาด้วยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า เมื่อเขาอยากได้สินค้าชิ้นใด ย่อมยอมคุยเพื่อให้ได้มัน หากเขาได้สินค้านั้นแล้ว อดีตเจ้าของก็หมดคุณค่าไป ก่อนทำสัญญานักเขียนต้องเอาใจใส่เนื้อหาในสัญญาว่า เงื่อนไขใดไม่ต้องการหรือต้องปรับแก้ ก็ควรพูดเจรจากันให้เข้าใจตรงกัน ความรับผิดชอบในสัญญานั้นควรเกิดขึ้นจากความผิดของนักเขียนเท่านั้น มิใช่การรับความเสียหายที่สำนักพิมพ์ก่อขึ้นด้วย ค่าเรื่องที่สำนักพิมพ์จ่ายแก่นักเขียนต้องคุ้มค่ากับค่าเสียหายหรือขอบเขตความรับผิดชอบที่ต้องรับไปตลอดระยะเวลาในสัญญาด้วย ลองนิ่งคิดอย่างใจเย็นและพิจารณาให้รอบคอบจักมีคำตอบได้ชัดเจนว่า สำนักพิมพ์จ่ายค่าเรื่องแก่นักเขียน 20,000 บาท สัญญาระบุให้นักเขียนต้องเตรียมตัวจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 1,000,000 บาท โดยมีเวลาในสัญญานาน 5 ปี ถือว่าคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อนักเขียนหรือไม่ เมื่อนักเขียนต้องเตรียมเงินหนึ่งล้านบาทไว้เพื่อจ่ายให้สำนักพิมพ์เวลาใดก็ตามที่เขาใช้สิทธิ์ในสัญญา ในทางกลับกัน ถ้าสำนักพิมพ์ต้องการให้นักเขียนมีความรับผิดชอบค่าเสียหายมากเพียงนั้น ค่าเรื่องก็ต้องมีมูลค่าสูงกว่านี้ จึงถือว่าเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายและเหมาะสมกับความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นทั้งที่นักเขียนเสียสิทธิ์ในการจัดการงานเขียนของตนไปแล้ว ขณะที่สำนักพิมพ์เป็นผู้จัดการงานเขียนชิ้นนั้นโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ยอมรับผิดชอบความเสียหายใดซึ่งเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของตนเลย

นักเขียนต้องรู้จักคุณค่างานเขียนของตน ปกป้องสิทธิประโยชน์ให้ได้รับความเป็นธรรมและเหมาะสม การแสวงหาความเป็นธรรมในสัญญานั้นต้องเริ่มต้นที่นักเขียนให้ความเอาใจใส่ต่อเนื้อหาในสัญญา ความผิดใดที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำของนักเขียนก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนักเขียนก็ไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ตัวเลขค่าเสียหายควรเป็นจำนวนเงินที่เกิดขึ้นจริงตามเวลาที่เกิดเหตุละเมิดสิทธิ์นั้น มิใช่ตัวเลขตามอำเภอใจของสำนักพิมพ์ หากไม่ต้องการเป็นเหยื่อหรือถูกเอาเปรียบเกินเหตุ นักเขียนต้องกล้าเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ความเป็นธรรมแก่ตน อย่าหวังจะให้สำนักพิมพ์มอบความเป็นธรรมฝ่ายเดียว เนื่องจากจิตสำนึกที่ดีของสำนักพิมพ์ย่อมมีไม่เท่ากัน ข้อความใดระบุในสัญญาต้องเป็นไปตามนั้น ข้อความใดไม่เขียนไว้ ย่อมไม่อาจใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น สัญญาใจไม่อาจใช้บังคับตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า “เขียนไว้เพื่อประดับในสัญญาเท่านั้น ไม่ใช้บังคับกันแน่” ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรเชื่อถือเพราะกฎหมายบังคับให้นักเขียนต้องทำตามสัญญาที่เซ็นชื่อไว้ สัญญาใจมีไว้เฉพาะคนมีหัวใจซื่อสัตย์เท่านั้น แต่สังคมยึดถือกระดาษที่มีลายเซ็นคู่สัญญาเป็นหลัก บ้านเมืองจึงสงบสุขได้เมื่อทุกคนเคารพกฎหมาย นักเขียนและสำนักพิมพ์ดูแลผลประโยชน์ของตน ควรสร้างจุดสมดุลย์ที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่ายบนแนวคิดร่วมกันว่า สัญญาควรเป็นธรรมแก่สองฝ่าย สำนักพิมพ์กับนักเขียนควรยืนอยู่เคียงข้างกันเพื่อนำเสนอวรรณกรรมดีๆแก่นักอ่าน การกดขี่บังคับหรือเอาเปรียบโดยอาศัยศักยภาพแตกต่างกันไม่พึงกระทำต่อกันระหว่างสำนักพิมพ์และนักเขียนเพราะตลาดวรรณกรรมไม่อาจขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

 

***************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s