นักเขียนใหม่ กับ เงื่อนไขน่าคิด

นักเขียนใหม่ กับ เงื่อนไขน่าคิด

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

ค่าเรื่องมาตรฐานในวงวรรณกรรมซึ่งนักเขียนอาชีพบอกกล่าวเป็นประสบการณ์ว่า ปัจจุบันนี้จะมีสูตรคำนวณ คือ  10 เปอร์เซนต์ คูณ จำนวนพิมพ์ คูณ ราคาหน้าปกซึ่งสำนักพิมพ์จะเป็นผู้ประมาณการไว้ มันเป็นค่าแรงเขียนนิยายเรื่องนั้น ทั้งนี้เปอร์เซนต์ที่ใช้เป็นตัวคำนวณยังผันแปรตามชื่อเสียงของนักเขียนอีกด้วย บางคนอาจสูงถึง 20-30 เปอร์เซนต์ก็ได้ โดยเฉพาะงานเขียนซึ่งเป็นที่นิยมจะมีการพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง ทุกครั้งนักเขียนจะได้รับค่าแรงตามสูตรดังกล่าวเสมอ มันจึงเป็นกำลังใจแก่นักเขียนที่จะพัฒนาฝีมือและงานให้รุดหน้าขึ้นและทำให้เป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่สูตรดังกล่าวนี้มักใช้กับนักเขียนอาชีพในสำนักพิมพ์ใหญ่และมีเครดิตดีในวงการหนังสือ ส่วนสูตรสำหรับนักเขียนใหม่แต่ละสำนักพิมพ์จะคิดค้นสูตรคำนวณกันเอง น้อยคนจะได้รับค่าผลงานตามสูตรมาตรฐานของงานวรรณกรรม

สัญญาซื้อนิยายของนักเขียนใหม่ระยะหลังนี้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการซื้อเรื่องแบบจ่ายเหมาครั้งเดียว โดยจำกัดเวลาพิมพ์หรือไม่จำกัดก็ได้ บ้างกำหนดเวลาครองลิขสิทธิ์ไว้นานนับ 10 ปี ด้วยการจ่ายเหมาครั้งเดียว ต่อมามีการพัฒนาเงื่อนไขในสัญญาให้ดูดีขึ้น ด้วยการกำหนดราคาซื้อเรื่องแบบเหมาต่อจำนวนการพิมพ์ครั้งแรก แต่จะจ่ายทุกครั้งที่มีการพิมพ์ซ้ำโดยคำนวณด้วยตัวเลขค่าเรื่องเหมาเป็นหลักแล้วหักลดทอนหรือเพิ่มขึ้นโดยยึดจำนวนพิมพ์ที่อาจไม่เท่าครั้งแรกก็ได้ จักเป็นค่าเรื่องสำหรับการพิมพ์ซ้ำ มันหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการพิมพ์นิยายเรื่องนั้น นักเขียนจะได้ค่าเรื่องตามสูตรและราคาเหมาที่ตกลงกันไว้จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา เงื่อนไขค่าเรื่องประเภทนี้จึงเพิ่มกำลังใจแก่นักเขียนใหม่ขึ้น

รูปแบบของสัญญาเพิ่มความผูกพันแน่นหนาขึ้นโดยคำนึงถึงการเรียกคืนต้นทุนการโปรโมทงานของนักเขียนใหม่ด้วย กฎหมายลิขสิทธิ์นั้นกำหนดว่า สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนสัญญาอีกประเภทหนึ่ง คือ สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์นั้นมิได้บังคับรูปแบบไว้ จึงสามารถตกลงกันเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ มีผลบังคับทางกฎหมายทั้งสิ้น สัญญาทั้งสองแบบมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ของงาน

สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมจะกำหนดเวลาหรือไม่ก็ได้ ผลของสัญญาประเภทนี้คือ ถ้ามีเงื่อนเวลาบังคับไว้ผู้ซื้อจะได้สิทธิ์ขาดในการจัดการงานเขียนชิ้นนั้นเยี่ยงเดียวกับผู้เขียน เช่น ทำซ้ำ ดัดแปลง โอนช่วง ให้เช่า และอื่นๆ ภายในขอบเวลาที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ว่ามีการกำหนดวัตถุประสงค์ในการซื้อขายหรือไม่ เช่น กำหนดว่าผู้ซื้อทำเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ได้อย่างเดียว ทำละครอย่างเดียว เป็นต้น ถ้ามีกำหนดไว้ผู้ซื้อจะได้สิทธิ์ขาดทำเฉพาะจุดประสงค์ในสัญญาเท่านั้น หมายความว่า ผู้ซื้อจะไม่สามารถนำงานเขียนไปหาประโยชน์อื่นนอกสัญญาได้ หากไม่กำหนดวัตถุประสงค์ใด ก็จะมีสิทธิ์หาประโยชน์ได้ทุกประเภทเยี่ยงเดียวกับเจ้าของลิขสิทธิ์  รวมทั้งการแก้ไขงานเขียนชิ้นนั้นตามอำเภอใจในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสถานภาพของผู้ขาย คือ จะมิใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามนิตินัยภายในช่วงเวลาของสัญญา ถ้ามีกำหนดไว้ โดยผู้ขายหมดสิทธิ์เกี่ยวข้องกับการหาประโยชน์ใดๆในงานเขียนชิ้นนั้น ยกเว้นมีการระบุวัตถุประสงค์เฉพาะไว้ ส่วนที่มิได้กำหนดในสัญญา ผู้ขายจึงมีอำนาจใช้สิทธิ์นั้นได้ ตัวอย่างเช่น สัญญาระบุว่าผู้ซื้อจัดการด้านสิ่งพิมพ์เป็นกระดาษเท่านั้น ผู้ขายจึงสามารถนำงานไปทำละครหรือทำ อี บุ๊คส์ ได้ ผลประโยชน์สองส่วนหลังนี้จะเป็นของนักเขียนเท่านั้น สรุปว่า เมื่อใช้สัญญาซื้อขายงานวรรณกรรมนักเขียนไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องกับงาน มิใช่เจ้าของลิขสิทธิ์อีกภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้ซื้อจะเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว

สัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์นั้นเป็นสัญญาประเภทที่เจ้าของลิขสิทธิ์ยังเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้จะมีการระบุในสัญญาประเภทนี้เสมอว่า ผู้ซื้อมีขอบเขตใช้งานเป็นประเภทใด เช่น สำนักพิมพ์จัดพิมพ์งานเป็นหนังสือเล่มเพื่อจำหน่ายเท่านั้น เป็นต้น การหาผลประโยชน์นอกเหนือจากการพิมพ์เล่มยังเป็นของนักเขียน เพราะมิใช่การขายลิขสิทธิ์ สิทธิ์ขาดในการห้ามดัดแปลง ทำซ้ำ หรือหาประโยชน์อื่นใดในงานเขียน นักเขียนยังทำได้ด้วยตัวเอง สำนักพิมพ์ไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องใดๆ

ระยะหลังนี้นักเขียนใหม่มักได้รับสัญญาซื้อขายนิยายแบบกำหนดเวลาเพื่อให้สำนักพิมพ์มีอำนาจดัดแปลง ทำซ้ำ งานเขียนได้ตามอำเภอใจเพราะสำนักพิมพ์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า สำนักพิมพ์อาจชื่นชอบพล็อตเรื่องของนักเขียนใหม่ซึ่งมองเห็นว่า ถ้านำมาปรับปรุง ดัดแปลง มากน้อยให้เข้ากับมุมมองการตลาดในเวลานั้น น่าจะขายหนังสือได้ มันจึงเป็นการจ่ายเงินซื้อพล็อตจากนักเขียนใหม่แบบมีกำหนดเวลา มิใช่เห็นว่าเป็นงานวรรณกรรมที่ดีจนน่านำเผยแพร่สู่ตลาดหนังสือให้ผู้อ่านได้สัมผัสอรรถรสแปลกใหม่ มันมิน่าจะช่วยพัฒนางานเขียนของนักเขียนใหม่ เพราะนิยายของเขาจะถูกนักเขียนเงาในสังกัดสำนักพิมพ์นั้นนำไปจัดวาง เพิ่มเติม ลดทอน เนื้อหาแท้จริงที่ทำให้เรื่องดูเด่นสะดุดตาและเป็นแนวคิดริเริ่มของนักเขียนใหม่อย่างแท้จริงเปลี่ยนไปจากต้นฉบับเดิม งานที่ถูกตกแต่งใหม่จึงไม่ใช่ตัวตนหรือฝีมือแท้จริงของนักเขียนคนนั้น แต่เป็นการทำเพื่อการค้าหรือขายหนังสืออย่างเดียว

เงื่อนไขน่าสนใจที่ปรากฏในสัญญาของนักเขียนใหม่ ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่สำนักพิมพ์สนใจงานของเขา คือ สัญญาระบุว่า งานเขียนทุกเรื่องในอนาคตนับจากวันทำสัญญา นักเขียนให้สัญญาว่าจะนำเสนอต่อสำนักพิมพ์นี้ก่อน ถ้าถูกปฏิเสธแล้ว จึงนำเสนอต่อที่อื่นได้ มันตีความได้ว่า นับแต่วันขายนิยายเรื่องหนึ่งแก่สำนักพิมพ์ งานทุกชิ้นหลังจากวันทำสัญญาจะต้องให้สำนักพิมพ์พิจารณาพิมพ์เล่มก่อน ถ้าปฏิเสธแล้ว จึงนำไปเสนอสำนักพิมพ์อื่นได้ หากอ่านเงื่อนไขนี้อย่างลึกซึ้งจะพบว่า นักเขียนถูกมัดมือและอยู่ในบังคับของสำนักพิมพ์นานเท่าเวลาในสัญญา ทั้งที่ตอนเซ็นสัญญานั้นต้องการขายนิยายเป็นรายเรื่องเท่านั้น แต่สัญญาฉบับเดียวผูกมัดงานของนักเขียนที่สร้างสรรค์ขึ้นนับแต่วันเซ็นสัญญาว่าต้องได้รับคำอนุญาตจากสำนักพิมพ์นี้ก่อน จึงขายงานให้คนอื่นได้ แล้วต้องไม่ลืมว่า นักเขียนได้ค่าเรื่องเฉพาะงานชิ้นนั้น แต่มิได้รับผลประโยชน์ให้คุ้มค่ากับข้อผูกมัดและการขาดอิสระในการหาประโยชน์จากผลงานชิ้นอื่นของตนเลย บางคนอาจเถียงว่า ให้สำนักพิมพ์พิจารณาก่อนจะเป็นอะไรมากนัก แล้วค่อยไปขายคนอื่นก็ได้ คงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งและมองอย่างมีวิสัยทัศน์ด้วย ตัวอย่างเช่น สัญญาที่มีเงื่อนไขประเภทนี้มักระบุว่าซื้อนิยายชื่อเรื่อง กองแก้ว แต่ผูกมัดนักเขียนว่า ทุกเรื่องนับแต่วันทำสัญญาขายเรื่องนี้ จักต้องเสนองานให้เขาพิจารณาพิมพ์ก่อน เขาไม่เอา จึงไปเสนอคนอื่นได้ บางครั้งนิยายอีกเรื่องอาจไม่ใช่แนวของสำนักพิมพ์นี้ แต่นักเขียนไม่มีสิทธิ์เสนอแก่สำนักพิมพ์ที่นิยมแนวดังกล่าวได้จนกว่าเจ้าของสัญญาจะอนุญาต อีกทั้งไม่มีการรับประกันว่าสำนักพิมพ์คู่สัญญาจะรับพิมพ์ทุกเรื่องของนักเขียนหรือใช้เวลาพิจารณางานนานเพียงใด เท่ากับนักเขียนขาดอิสระในการใช้วิจารณญาณและสิทธิในงานเขียน โดยไม่ได้ผลตอบแทนต่อการขาดอิสรภาพส่วนนี้เลย นอกจากนั้นระยะเวลานานปีอาจเกิดความขัดแย้งหรือกลั่นแกล้งจากสำนักพิมพ์เจ้าของสัญญาด้วยการเก็บดองนิยายใหม่ที่นักเขียนเสนอไปตามข้อสัญญาไว้นานหลายปีด้วยข้ออ้างว่า กำลังรอคิวพิจารณาอยู่ หากนักเขียนนำเสนอต่อที่อื่นช่วงรอคำวินิจฉัย จักกลายเป็นผู้ผิดสัญญาและต้องถูกเรียกค่าเสียหายที่เขาควรได้จัดพิมพ์ก่อน นั่นหมายความว่า เขาดองงานของนักเขียนไว้ตามข้ออ้างที่ดูมีเหตุผลและไม่ผิดสัญญา พอมีการเสนอที่อื่น ก็จะออกคำวินิจฉัยว่า ต้องการพิมพ์ ถ้านักเขียนเซ็นสัญญากับที่อื่นไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาแบบซื้อขายหรือให้ใช้ลิขสิทธิ์ก็ตาม นักเขียนต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ทำผิดสัญญาก่อนและมิอาจต่อสู้ให้รอดพ้นจากความรับผิดชอบนี้ได้เลย เป็นต้น สำนักพิมพ์มีอำนาจในการตัดสินจะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ผลงานของนักเขียนด้วยสัญญาฉบับแรกและงานทุกชิ้นในอนาคต ด้วยการจ่ายเงินค่าแรงจากนิยายเรื่องเดียวที่ยอมให้เขาจัดพิมพ์ นักเขียนต้องขาดอิสรภาพในการควบคุมผลงานอื่นของเขาไปตลอดเวลาในสัญญา

รูปแบบสัญญาหรือเงื่อนไขผูกมัดงานเขียนในอนาคตที่นำมาใช้กับนักเขียนใหม่ซึ่งหลายสำนักพิมพ์เริ่มนิยมใช้เพิ่มขึ้น โดยจ่ายค่าเรื่องเหมาครั้งเดียวในนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สามารถซื้ออิสรภาพของนิยายเรื่องอื่นที่นักเขียนสร้างสรรค์ใหม่ ย่อมคุ้มค่าอย่างยิ่ง ส่วนนักเขียนจักขาดโอกาสและผลประโยชน์ที่ควรได้สำหรับงานเขียนไปอย่างน่าเสียดายมาก บางสำนักพิมพ์ยังเสนอใช้สัญญาซื้อขายแบบกำหนดเวลาและเงื่อนไขควบคุมงานเขียนในอนาคตกับนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงซึ่งเสนองานให้เขาจัดพิมพ์ด้วย  บรรดานักเขียนใหม่หรือนักเขียนเก่าบางคนอาจไม่รอบคอบหรือมองไม่เห็นการเสียประโยชน์เกินเหตุด้วยข้ออ้างที่สำนักพิมพ์มักบอกว่า เขาลงทุนสร้างชื่อเสียงให้หนังสือขายดี ก็ต้องคุมนักเขียนให้แน่นหนาด้วยเพื่อคุ้มค่าเงินลงทุน หากอ้างเรื่องต้นทุนสร้างชื่อเสียงให้นักเขียนใหม่ ก็มิอาจใช้กับนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้แล้วเพราะระดับต้นทุนแตกต่างกันมาก สำนักพิมพ์กลับนำเงื่อนไขเดียวกันไปใช้กับนักเขียนเก่าด้วย เขาต้องการคุมงานเขียนไว้ด้วยข้อสัญญาที่สั้น แต่เป็นแหแห่งอิสรภาพที่คลุมนักเขียนไว้มิให้ดิ้นรนไปที่อื่น และต้องทนอยู่จนกว่าจะครบสัญญา ทั้งที่รับค่าเขียนแค่นิยายเรื่องเดียวเท่านั้น มันเป็นการสูญเสียเวลาอันมีค่าของผลงานก็ได้ ถ้าโชคร้ายพบกับสำนักพิมพ์เจ้าปัญญาและไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพหรือไม่ให้เกียรติต่อผลงานของนักเขียนแล้วใช้เงื่อนไขในสัญญาจองจำนักเขียนและผลงานไว้ให้คนอ่านลืมเลือนชื่อเสียงของนักเขียน เงินค่านิยายหนึ่งเรื่องกับสัญญาจองจำอนาคตอาจไม่คุ้มค่ากับความเสียหายของนักเขียนก็ได้

ก่อนการเซ็นสัญญาซื้อขายหรือให้ใช้ลิขสิทธิ์กับสำนักพิมพ์ใด นักเขียนต้องมีความเอาใจใส่หรือรอบคอบเพียงพอในการดูแลผลงานให้เผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างเหมาะสม ผลงานต้องแสดงตัวตนของนักเขียนได้อย่างแท้จริง มิใช่อาศัยนักเขียนเงาช่วยขัดเกลาใหม่เพราะมันมิใช่ฝีมือแท้จริงที่น่าภูมิใจของนักเขียน ผลประโยชน์ควรเหมาะสมกับการลงทุนของนักเขียน ความยืดหยุ่นกับเงื่อนไขในสัญญาสำหรับนักเขียนใหม่หรือเก่าที่ทำกับแต่ละสำนักพิมพ์อาจมีแตกต่างกันได้ตามความน่าเชื่อถือของสำนักพิมพ์และชื่อเสียงของนักเขียน การเคารพและเชื่อมั่นในงานเขียนเมื่อสำนักพิมพ์คัดเลือกจัดพิมพ์ย่อมหมายความว่า งานชิ้นนั้นมีคุณภาพอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนใหม่หรือเก่า ควรรู้จักบริหารการเอาเปรียบหรือถูกเอาเปรียบให้สมดุลย์กัน สำนักพิมพ์กับนักเขียนควรพอใจกับข้อตกลงนั้นเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว  ดังนั้น การดูแลงานของนักเขียนมิใช่การเขียนเนื้อหาของผลงานอย่างเดียว จักต้องอ่านสัญญาผูกพันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ให้ละเอียด ถ้ายอมรับเงื่อนไขต่างๆในสัญญาได้ และแน่ใจว่าจะทำตามได้ครบถ้วน จึงเซ็นสัญญาฉบับนั้น โดยต้องไม่ลืมว่าเมื่อมีลายเซ็นนักเขียนเท่ากับมีความรับผิดชอบติดตัวไปทันที คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายเมื่อมีการทำละเมิดสัญญาขึ้น การเปลี่ยนแปลงสัญญาภายหลังจะกระทำยากมากเพราะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายก่อน ส่วนข้ออ้างว่า ข้อใดข้อหนึ่งที่นักเขียนไม่ชอบนั้นจะไม่ใช้หรอก แค่เป็นรูปแบบที่ทำเหมือนกันหมดนั้น ขอให้ตระหนักด้วยว่า การเซ็นสัญญาเท่ากับยอมรับเงื่อนไขในสัญญาทุกข้อ คู่สัญญาจะเลือกใช้เงื่อนไขดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ คำพูดว่าจะไม่ใช้นั้นเป็นเพียงลมปากและไร้ผลทางกฎหมาย แต่ข้อสัญญาเป็นอักษรจักใช้บังคับตามกฎหมายได้โดยปราศจากข้อโต้แย้งใด หากไม่สบายใจกับเงื่อนไขข้อใดต้องเจรจาให้ได้ข้อตกลงและเขียนระบุในสัญญาเสมอ อย่ายึดถือคำพูดที่ไม่มีในสัญญาเด็ดขาด ส่วนเงื่อนไขผูกมัดผลงานในอนาคตของนักเขียนทั้งที่รับเงินค่าเรื่องเพียงครั้งเดียว งานอื่นต้องถูกมัดติดไปด้วย มันคุ้มค่าพอที่จะรับสัญญาประเภทนี้หรือไม่ นักเขียนต้องตั้งสติและพิจารณาให้รอบคอบด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกล ส่วนสำนักพิมพ์ควรมีจิตสำนึกต่อนักเขียนในการทำมาค้าขายอย่างเป็นธรรม นักเขียนผลิตสินค้าให้ทำเป็นหนังสือโดยส่วนใหญ่มักไม่คิดถึงการค้ากำไรเป็นหลัก แต่ยึดถือความสุขในการเขียน จึงอาจละเลยข้อความในสัญญาและกลายเป็นเหยื่อทางการค้า ส่วนสำนักพิมพ์ยึดถือผลกำไร แต่ทำมาค้าขายอย่างเป็นธรรมย่อมอยู่ในตลาดวรรณกรรมได้ยาวนานกว่าการเอาเปรียบนักเขียนผู้สร้างศิลปะด้านอักษร การเอาเปรียบโดยอาศัยความไม่รู้หรือไม่เอาใจใส่หรือความเกรงใจที่นักเขียนมีต่อสำนักพิมพ์นั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งต่อนักเขียนใหม่หรือเก่าก็ตาม

 

*********************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s