เกียรติศักดิ์ศรีตำรวจไทย ?

เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ?

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

สองสามปีที่ผ่านมานี้เรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจซึ่งปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์สร้างคำถามแก่คนไทยว่า ตำรวจไทยทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่หรือไม่ ? หลายข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเกี่ยวกับตำรวจไทยมักสร้างอารมณ์สมเพชเมื่อพวกเขาถูกม็อบโกเต๊กซ์กระทำหยามเหยียดต่อสาธารณชน  แต่ผู้บังคับบัญชายังไม่มีท่าทีปกป้องตำรวจเหล่านั้น แล้วพยายามเก็บข่าวให้เงียบหายไปกับกาลเวลา ผู้กระทำหยามเหยียดเกียรติตำรวจไทยยังเดินลอยนวลและมีคนเชิดชูในสังคม ส่วนตำรวจที่ถูกกระทำต้องเก็บตัวเงียบรักษาอาการบาดเจ็บหรือซ่อนความอับอายไว้ในสถานที่ทำงาน เป็นที่รู้กันดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตำรวจไทยวันนี้ล้วนมาจากอิทธิพลมืดที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและพยายามอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ยอมเชื่อฟังผู้มีอิทธิพลมืดเหล่านั้นโดยไม่ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก  เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทยจึงถูกย่ำยีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2552

ระบบกฎหมายไทยนั้นมอบอำนาจดูแลความมั่นคงภายในแก่ตำรวจโดยให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การจับกุม คุมขัง สืบสวน สอบสวน ต้องกระทำโดยตำรวจเท่านั้น ข้อยกเว้นอำนาจของตำรวจในประมวลกฎหมายดังกล่าวต้องมีการตราบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เช่น พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการให้ตำรวจหรือทหารเป็นผู้รับผิดชอบงานฉุกเฉินดังกล่าวก็ได้ เป็นต้น สมัยอดีตนายกฯสมชายเคยออกพรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจเป็นผู้ใช้กฎหมายทั้งหมดเพื่อระงับและปลดปล่อยการยึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ โดยให้ทหารเป็นผู้ช่วยเหลือตามคำร้องขอจากฝ่ายตำรวจ ส่วนสมัยอดีตนายกฯสมัครใช้พรก.ฉุกเฉินโดยมอบอำนาจให้ทหารเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการเพื่อปลดปล่อยทำเนียบรัฐบาลที่ม็อบโกเต๊กซ์ยึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่นายทหารในเวลานั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของอดีตนายกฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่า เหตุผลใดทหารหรือตำรวจไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งจากรัฐบาลเลือกตั้ง มันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนักการเมืองเลือกตั้งกับผู้อยู่นอกการเมืองที่ต้องการมีอิทธิพลบริหารประเทศ หากอยู่ในภาวะปกติตำรวจเป็นผู้ดูแลความมั่นคงภายในเพียงฝ่ายเดียว ทหารไม่มีกฎหมายใดให้ทำงานของตำรวจ นอกจากการร้องขอความช่วยเหลือเป็นรายครั้งโดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกฎหมายเท่านั้น ตำรวจจึงจับทหารที่ทำละเมิดกฎหมายได้เยี่ยงเดียวกับที่กระทำต่อประชาชน ในขณะที่ทหารไม่มีอำนาจจับตำรวจเลย

ตำรวจถือเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนยุติธรรมไทยเพราะเป็นผู้จับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี แสดงความเห็นและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งผู้กระทำความผิดให้อัยการส่งฟ้องคดี สุดท้ายก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลที่จะลงโทษหรือปล่อยตัวจำเลย งานของตำรวจมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาควบคุมไว้ตั้งแต่วิธีจับกุม เวลาและสถานที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือจำเลย ข่าวการจับแกนนำคนเสื้อแดงโดยไม่มีหมายจับในตอนแรกและเป็นการเดินเข้ามอบตัวอย่างสงบ เปิดเผย ต่อสาธารณชน เป็นที่เห็นกันทั่วโลก สักพักใหญ่จึงมีหมายจับอย่างเป็นทางการด้วยสารพัดข้อหาซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพรบ.จราจรทางบก สิ่งที่ฟังสะดุดหูอย่างยิ่งในข่าวนี้ คือ การปฏิเสธการประกันตัวและสั่งแยกขังผู้ต้องหาสามคนไว้ตามค่ายทหารโดยความเห็นของตำรวจชั้นผู้ใหญ่

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญานั้นใน 48 ชั่วโมงแรกตำรวจมีอำนาจในการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องหาได้ ถ้าเป็นการมอบตัวโดยสมัครใจ จะต้องปล่อยตัวโดยมีหลักประกันหรือไม่มีแล้วแต่จะพิจารณาเห็นควร สำหรับคดีของแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในอำนาจของตำรวจอย่างชัดเจน อีกทั้งพรก.ฉุกเฉินมิได้ยกเว้นเรื่องเสรีภาพในการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมและยังมอบอำนาจในการดำเนินคดีแก่ตำรวจด้วย หมายความว่า การจับกุม คุมขัง ต้องกระทำตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งให้อำนาจตำรวจพิจารณาฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อตำรวจใช้คำวินิจฉัยของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออกหมายจับ จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาตามกฎหมายฉบับนั้น สิ่งที่ต้องสงสัยอย่างยิ่งว่าตำรวจกำลังทำเกินขอบเขตอำนาจคือ การคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับโดยปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวไว้ในค่ายทหาร ซึ่งมิใช่เรือนจำหรือสถานีตำรวจ หากเปรียบเทียบกับผู้กระทำความผิดร้ายแรงใกล้เคียงกัน เช่น นักซิ่งนับร้อยคนบนถนน นักเลงตีกันหรือลอบเผาตลาดคลองเตย เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาได้ ยังให้ประกันตัวโดยมีหลักประกันหรือคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจ ถ้าฝากขังต่อศาลก็จะส่งตัวไปยังเรือนจำ ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดว่าค่ายทหารคือ เรือนจำหรือสถานีตำรวจ จึงไม่ควรส่งผู้ต้องหาตามหมายจับไปขังที่ค่ายทหาร อีกทั้งตำรวจไม่มีเหตุผลอันควรในการขังพวกเขาไว้ที่ค่ายทหารด้วยข้ออ้างว่าไม่มีสถานที่เพียงพอในการกักขังผู้ต้องหาทั้งสามคน นอกจากนั้นพฤติกรรมของคนทั้งสามยังเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำทหารมาก่อน ตำรวจไม่ควรขังพวกเขาไว้กับศัตรูของคนทั้งสาม ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงแก่ผู้ต้องหาทั้งสามในค่ายทหารย่อมชี้ชัดว่า ตำรวจมีเจตนาหรือจงใจให้คู่ปฏิปักษ์กันมีโอกาสล้างแค้นผู้ต้องหาตามหมายจับได้ตามอำเภอใจและละเมิดต่อกฎหมาย ในทางกลับกันถ้าตำรวจยืนยันว่า หมายจับเป็นไปตามกฎหมายทหาร เป็นของศาลทหาร และตำรวจไม่มีอำนาจ ก็ย่อมเป็นอำนาจของทหารที่จะกักขังไว้ที่คุกทหารได้ คำตอบว่าหมายจับฉบับนั้นออกโดยศาลอาญาหรือศาลทหาร คงต้องให้ตำรวจเป็นผู้ตอบเท่านั้น

ถ้าตำรวจไม่รักษาความยุติธรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุม สอบสวน ทำสำนวนคดี เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ย่อมส่งผลร้ายต่อผู้ต้องหาอย่างมาก ยิ่งตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจในกฎหมายรักษาความยุติธรรมให้ผู้ต้องหาด้วยจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ยิ่งเป็นการส่งเสริมคนชั่วให้ครองเมือง การวางเฉยหรือไม่ใช้อำนาจของตำรวจ คือ การทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจไทย เนื่องจากมุมมองของฝ่ายทหารมักมองตำรวจเป็นคนท้ายแถวที่ติดอาวุธเบา ไม่มีพละกำลังแท้จริง จึงมองไม่เห็นความสำคัญของตำรวจ แนวคิดเช่นนี้มีมานานหลายสิบปีแล้วและยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ผู้มีอิทธิพลมืดที่เป็นอดีตทหารจึงไม่เคยเห็นความสำคัญของเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีตำรวจ ภาพตำรวจถูกถ่มถุยน้ำลายจนเส้นผมลู่ติดหนังศีรษะ เสื้อผ้าเปื้อนเปียก ตำรวจถูกด้ามธงแทงอย่างจงใจ ถูกรถของม็อบโกเต๊กซ์ขับมาทับร่างตำรวจ หลายคนบาดเจ็บสาหัส บ้างก็ต้องอับอายขายหน้า คำถามคือ ตำรวจมีอาวุธติดตัว เหตุไฉนจึงไม่เคยตอบโต้หรือป้องกันตัวเองสักครั้ง คำตอบซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทย คือ คำสั่งของเจ้านายที่ห้ามแตะต้องม็อบโกเต๊กซ์เด็ดขาด พวกเขาจึงต้องอดทนให้อีกฝ่ายทำเหยียดหยามต่อสาธารณชน โดยผู้บังคับบัญชาไม่สนใจไยดีที่จะตามล่าหาผู้กระทำความผิดมารับโทษอย่างจริงจังเนื่องจากเจ้านายก็รับคำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้มีอิทธิพลมืดอดีตทหารมาด้วยความเกรงใจกัน แต่นายตำรวจชั้นผู้น้อยคือ ผู้ถูกเซ่นสังเวยเพื่อเจ้านายรักษาตำแหน่งไว้

การถ่มถุยน้ำลายของม็อบโกเต๊กซ์ การยัดเยียดว่าใช้แก๊สน้ำตาแล้วผู้ประท้วงตายอย่างไร้เหตุผล ตำรวจบาดเจ็บและอับอายจากการทำงานคุมผู้ชุมนุม ผู้อ่านข่าวผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงต่างสัมผัสกับความเฉยเมยของผู้บังคับบัญชาฝ่ายตำรวจอย่างมาก ในทางกลับกันข่าวตำรวจชกต่อยกับทหารที่เมาแล้วหาเรื่องกันในผับแล้วทหารถูกจับกุมไปดำเนินคดีเป็นข่าวใหญ่เมื่อนายทหารผู้ใหญ่แสดงความไม่พอใจ ไม่ถึงหนึ่งวันเต็มตำรวจต้องปล่อยทหารเป็นอิสระโดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทหารนอกแถวก็มีกันได้ เหตุไฉนตำรวจจึงทำหน้าที่ตามกฎหมายกับทหารเหล่านั้นไม่ได้ ขณะที่ระยะหลังนี้แกนนำคนเสื้อแดงมักเป็นฝ่ายสอบถามความคืบหน้าของคดีที่ตำรวจเป็นผู้เสียหายบ่อยครั้งเพราะไม่ต้องการเห็นศักดิ์ศรีของตำรวจถูกย่ำยีจนน่าสมเพชเพียงนั้น คำตอบจากผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจคือ กำลังรวบรวมหาหลักฐานอยู่ ทั้งที่คดีถ่มน้ำลาย คดีชนทับตำรวจ คดียึดทำเนียบรัฐบาล ล้วนมีหลักฐานภาพวิดิโอหรือเสียงที่ปรากฏต่อสาธารณชนให้รู้หรือเห็นชัดถนัดตา ยังไม่เคยเห็นหมายจับแกนนำม็อบโกเต๊กซ์หรือหมายเรียกมาสอบปากคำสักฉบับเดียว อีกทั้งบางคดียังสั่งให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มนั้นทั้งที่เป็นความผิดโทษหนักมากและหลักฐานภาพการทำผิดชัดเจนยิ่ง เหตุผลเดียวซึ่งเป็นที่รับรู้กันในสังคมและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนของอดีตผู้บัญชาการตำรวจคนหนึ่งว่า ม็อบโกเต๊กซ์เป็นม็อบมีเส้นใหญ่โตคับฟ้าและผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจกลัวเกรงจนต้องหยุดใช้กฎหมายกับกลุ่มนี้

เมื่อวันที่แกนนำคนเสื้อแดงต้องถูกดำเนินคดีโดยตำรวจ สิ่งที่ตำรวจกระทำ คือ การทำตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมืดที่ให้งดเว้นการใช้กฎหมายต่อพวกเขา โดยผู้มีอิทธิพลมืดมิได้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจยอมพร้อมใจกันละทิ้งจิตสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ควรให้ความเป็นธรรมและความปลอดภัยแก่ผู้ต้องหาอย่างเท่าเทียมกัน การขังผู้ต้องหาตามหมายจับที่ค่ายทหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการจงใจทำละเมิดกฎหมายอย่างมีสติของตำรวจ พรก.ฉุกเฉินให้อำนาจตำรวจดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ แกนนำคนเสื้อแดงมิใช่ทหาร จึงไม่อาจกักขังพวกเขาในค่ายทหารหรือคุกทหารได้ อีกทั้งพฤติกรรมในคดีเป็นปฏิปักษ์ต่ออดีตนายทหารและทหารผู้มีอำนาจในปัจจุบันนี้ ตำรวจไม่ยอมใช้อำนาจคุมขังผู้ต้องหาสามคนในเรือนจำหรือสถานีตำรวจโดยไม่มีเหตุผลอันควรตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้ทหารคุมขังผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา มันเป็นการทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจด้วยมือของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจเอง วันใดที่ไม่เห็นคุณค่าของตน ไม่เคารพศักดิ์ศรีแห่งตน จะหวังให้ผู้อื่นนับถือและให้เกียรติตำรวจนั้น ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ การดำเนินคดีแกนนำคนเสื้อแดงจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตำรวจว่ามีมาตรฐานเดียวกับม็อบโกเต๊กซ์หรือไม่ ? ตำรวจไทยวันนี้ต้องอยู่ใต้คำสั่งของทหาร ทั้งที่มีอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายไว้อย่างชัดเจนว่า มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบความมั่นคงภายในของประเทศ ถ้าหวั่นเกรงต่อแสนยานุภาพด้านอาวุธและมีทักษะการเป็นตำรวจอ่อนด้อยกว่าทหาร ก็ควรมอบหน้าที่ของตำรวจให้แก่ทหารไปทำงานแทนโดยเปลี่ยนกฎหมายใหม่ เมื่อทหารก็มีอาวุธหนักมากมาย งานที่ทำอยู่ก็ดูแลความมั่นคงภายนอกประเทศ หากเพิ่มความมั่นคงภายในประเทศอีก ทหารทำได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ส่วนความเป็นธรรมนั้นต้องมาจากจิตวิญญาณของคนทำงานซึ่งทหารก็สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เช่นเดียวกับตำรวจ

เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของ ตำรวจไทย ต้องเรียกคืนด้วยมือของเพื่อนตำรวจที่มีจิตสำนึกในหน้าที่และอำนาจซึ่งกฎหมายมอบหมายภารกิจให้ตำรวจไว้  ณ วันนี้ ประชาชน ผู้กระทำความผิด ต้องได้รับความเป็นธรรมจากการทำงานของตำรวจ ส่วนตำรวจที่เป็นผู้เสียหายก็มีสิทธิ์ทวงความเป็นธรรมด้วยการใช้อำนาจตามหน้าที่ของตนได้ การแสดงศักยภาพของตำรวจที่ใกล้ชิดประชาชน เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เคารพเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจ จักเปลี่ยนมุมมองให้ทหารเห็นคุณค่าของตำรวจมากขึ้นด้วยการรู้จักใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความยุติธรรมในฐานะตำรวจไทย เกียรติวินัย กล้าหาญ มั่นคง ไม่น้อยไปกว่าทหารสักคนเดียว ความกลัวของผู้ใหญ่ฝ่ายตำรวจสร้างความเสื่อมแก่วงการตำรวจไทยมานานแล้ว ขอให้ตำรวจไทยยืนหยัดในการทำงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายมอบไว้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดอย่างกล้าหาญโดยไม่เห็นแก่ฐานะหรือบรรดาศักดิ์ของผู้ใด ถ้ายอมแพ้ต่อแรงกดดันจากความต่างด้านอาวุธและไม่ยอมใช้อำนาจของกฎหมาย เท่ากับดูแคลนวิชาชีพตำรวจ ย่อมมิอาจเรียกร้องให้ผู้ใดให้เกียรติแก่ตน เมื่อดูแคลนตัวเอง ย่อมไม่มีเกียรติพอจะให้คนอื่นยกย่องตน

 

********************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s