หมายจับนักการเมืองที่แตกต่างกัน

นักการเมืองกับหมายจับ

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

นักการเมืองระดับประเทศหรือท้องถิ่นถูกถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนจับตามองพิเศษ หากทำความดีหรือความเจริญแก่ประเทศหรือท้องถิ่นจักได้รับการยกย่องนับถือยิ่ง ในทางตรงกันข้ามเมื่อกระทำความชั่วหรือก่อผลร้ายต่อแผ่นดิน จักถูกประณามหยามเหยียดและจับตามองบทลงโทษของพวกเขาเป็นพิเศษด้วย กระบวนการยุติธรรมหรือการสอบสวนโดยองค์กรอิสระที่กระทำต่อนักการเมืองจึงเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างใกล้ชิดอันส่งผลให้สายตาประชาชนมิได้จับจ้องเพียงแค่นักการเมืองผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่รวมไปถึงคณะผู้พิจารณาข้อกล่าวหาด้วยว่ามีความเป็นธรรมต่อคู่กรณีในคดีมากน้อยเพียงใด ที่มาของคณะตัดสินคดี ขั้นตอนการดำเนินคดีกระทำอย่างถูกต้องและเป็นธรรมเพียงใด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการยอมรับคำตัดสินคดีขององค์คณะเหล่านั้นด้วย การพิจารณาคดีของนักการเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคมไทยและประชาชนให้ความสนใจพิเศษและเฝ้ารอคอยคำตัดสินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังอยู่ในความทรงจำ ณ เวลาล่าสุด มีทั้งสิ้น 3 คน คือ กำนันเป๊าะ นักการเมืองท้องถิ่นของชลบุรี นายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจากการเลือกตั้งของคนไทย

กำนันเป๊าะ หรือ นายสมชาย (จำนามสกุลไม่ได้) เคยเป็นกำนันชื่อดังของอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นที่รู้กันดีในท้องถิ่นนั้นว่าเป็นผู้มีอิทธิพลระดับสูงสุดหรือเจ้าพ่อชลบุรี เมื่อมีการปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นใหม่ให้มีอบต. หรือ อบจ. เขาก็ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีอำเภอบางละมุงแบบผูกขาดคนเดียวปราศจากคู่แข่ง คำเล่าลือกันว่านักธุรกิจใดจะไปทำมาค้าขายหรือก่อสร้างในพื้นที่ของเขาต้องไปพูดคุยหรือขออนุญาตจากเขาก่อน มิฉะนั้น จะทำงานไม่ได้หรืออาจไม่มีลมหายใจต่อไป แม้ชาวบ้านในเขตอิทธิพลของเขาจะอยู่ด้วยความหวาดกลัวอำนาจของเขาและลูกน้อง แต่ก็ยอมรับว่าเขตดังกล่าวมีการพัฒนาให้เจริญอย่างมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะบางแสน เขตท่องเที่ยวซึ่งเคยถูกทอดทิ้งหรือไม่ให้ความสนใจจากรัฐบาลหลายยุคสมัย เมื่อเขาเป็นนายกเทศมนตรีก็พัฒนาบางแสนอย่างต่อเนื่องจนพลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี สะอาด นักท่องเที่ยวเข้ามาหาความสุขสำราญกับชายทะเลใกล้กรุงเทพฯแห่งนี้อีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น คดีที่เป็นเหตุให้เขาถูกออกหมายจับฐานหนีคำพิพากษาจำคุกสืบเนื่องจากคดีฉ้อโกงเงินรัฐเกี่ยวกับพื้นที่ฝังกลบขยะที่มีการซื้อขายที่ดินให้รัฐในราคาสูงเกินจริงและยักย้ายเงินให้หลายคนเพื่อตบตาการสอบสวนของราชการและเป็นประโยชน์ส่วนตัวทั้งที่เขาเป็นข้าราชการท้องถิ่น ส่วนอีกคดีหนึ่งที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คือ คดีสั่งฆ่ากำนันเซี๊ยะ เจ้าพ่ออีกคนในพื้นที่ชลบุรี ต่างอำเภอกับเขา อันสืบเนื่องจากการขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างกันทำให้เขามีคำสั่งฆ่าอีกฝ่ายอย่างเหี้ยมโหด ตำรวจรวบรวมหลักฐานความผิดฟ้องต่อศาลแล้วชนะคดีชั้นต้น แต่เขาอุทธรณ์ต่อไป ระหว่างรอคำพิพากษาคดีฉ้อโกงเงินรัฐนั้นชาวบ้านต่างต้องลุ้นระทึกใจหลายครั้งว่า ศาลจะสามารถตัดสินคดีของกำนันผู้มีอิทธิพลคนนี้ได้หรือไม่ หลังจากรอดพ้นสารพัดคดีมาหลายสิบปีเพราะเส้นสายที่มีมากและเข้มแข็งยิ่งเนื่องจากเมื่อใกล้กำหนดนัดตัดสินคดีทีไร จักต้องเกิดการเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปหลายครั้ง เสียงลือกันว่าเขาและลูกชายที่เป็นนักการเมืองพยายามใช้อิทธิพลพลิกคดีให้ชนะเพื่อช่วยเหลือกำนันคนนี้ด้วยการถ่วงเวลาพิจารณาคดีทำให้ยืดเยื้อยาวนานหลายปี สุดท้ายคำตัดสินก็ออกมาให้จำคุกเกือบสิบปี เขาอุทธรณ์ แต่ไม่นานก็หลบหนีหายไปจากเมืองไทยเพื่อเลี่ยงการจำคุกตามหมายจับ ข่าวเล่าลือกันว่ากำนันเป๊าะยังอยู่ในพื้นที่อิทธิพลของเขาเองเนื่องจากมีลูกน้องภักดีต่อเขาและครอบครัวอยู่มาก อายุที่มากและโรคภัยไข้เจ็บยามชราทำให้เขาเชื่อใจเขตอิทธิพลของตนและสามารถดูแลผลประโยชน์ต่างๆได้ใกล้ชิดเหมือนเดิม

นายวัฒนา อัศวเหม นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดัง อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นบุคคลตามหมายจับจากคดีที่ดินคลองด่านที่เขากว้านซื้อจากชาวบ้านราคาถูก แล้วขายให้รัฐในราคาสูงเกินจริงอันเป็นการฉ้อโกงเงินรัฐในขณะที่เขาเป็นรัฐมนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเขื่อนระบายน้ำที่คลองด่าน สมุทรปราการ อันเป็นเขตอิทธิพลของเขาเอง นายวัฒนามีอีกสมญานามว่า เจ้าพ่อปากน้ำ และเป็นส.ส.ทุกสมัยของจังหวัดนี้มาตลอดอันส่งผลให้ลูกชายของเขาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ทุกครั้งเช่นเดียวกับบิดา คดีนี้ผ่านการพิจารณาด้วยความลุ้นระทึกใจของคนไทยที่ติดตามการสอบสวนและพิจารณาว่า คดีจะมีการตัดสินได้หรือไม่ ผลเป็นอย่างไร เนื่องจากเชื่อกันว่าความเป็นนักการเมืองมากอิทธิพลของเขามีส่วนให้การสอบสวนและพิจารณาล่าช้าพิเศษเพราะการแทรกแซงคดีเป็นระยะ ในที่สุดเขาก็ได้รับโทษจำคุกและอุทธรณ์คดี ระหว่างนั้นก็หลบหนีไปจากเมืองไทย ข่าวล่าสุดก็ทราบกันในสังคมว่าเขาหลบหนีอยู่บริเวณชายแดนเขมรซึ่งเขาลงทุนสร้างบ่อนและโรงแรมไว้โดยเขาใช้เวลาบริหารงานอยู่ที่นั่น

นักการเมืองคนล่าสุดในหมายจับ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไทยไปทั่วโลก เมื่อเขาถูกทำรัฐประหารโดยนายทหารที่เขาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก สายเลือดมุสลิมคนแรกของไทยซึ่งรู้กันในสังคมไทยและต่างประเทศว่าอยู่ภายใต้คำบงการของผู้มากบารมีและแก่ชราคนหนึ่งซึ่งไม่พอใจที่นายกฯคนนี้ไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขาเหมือนผู้นำคนก่อนๆ คณะปฏิวัติยัดเยียดข้อกล่าวหาและแต่งตั้งคณะสอบสวนที่มีประวัติเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอันผิดหลักนิติธรรม และมีการตัดสินคดีด้วยความรวดเร็วและประหลาดซึ่งฟังทะแม่งหูสำหรับนักกฎหมายไทยและต่างประเทศอย่างมากในคดีประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก โดยคำพิพากษาระบุชัดว่า การประมูลซื้อที่ดินของภรรยาอดีตนายกฯไทยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้อคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตรซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้หย่าขาดกัน เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการประมูลซื้อโดยการขายทอดตลาด ส่วนผู้ขายคือองค์กรบริหารสินทรัพย์ในความควบคุมของธนาคารชาติได้รับกำไรอย่างเป็นธรรมจากราคาที่ดินที่ขายไปและไม่ได้รับความเสียหายใดจากการประมูลครั้งนั้น แต่พ.ต.ท.ทักษิณถูกลงโทษจำคุกสองปีด้วยเหตุเป็นผู้ให้ความยินยอมแก่ภรรยาในการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินตามขั้นตอนหลังการประมูลสิ้นสุด ทั้งที่กรมที่ดินยืนยันว่า แม้สามีไม่ให้ความยินยอม ก็สามารถเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากการประมูลขายทอดตลาดได้ คำตัดสินที่แปลกหูสำหรับนักกฎหมาย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งการประมูลที่ดินนั้นคำพิพากษายืนยันชัดว่า เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อภรรยาไม่ได้รับการลงโทษเพราะการซื้อที่ดินแปลงนี้ แต่สามีซึ่งต้องให้ความยินยอมเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และรัฐไม่ได้เสียหาย กลับถูกลงโทษเพียงคนเดียวโดยใช้กฎหมายที่ลงโทษผู้ฉ้อโกงเงินของแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงเจตนาอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมาย ทำให้นักกฎหมายทั่วโลกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะไม่มีความเป็นธรรมทางกฎหมาย คำตัดสินคดีนี้เป็นไปตามคำสั่งกำจัดนักการเมืองที่มีอิทธิพลในหมู่คนไทยท่านนี้เพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนามแทงใจของผู้บงการ เมื่ออดีตนายกฯตระหนักแก่ใจว่าไม่มีทางจะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมทุกระดับของไทยเนื่องจากผู้ตัดสินคดีอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้บงการอย่างสมบูรณ์โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณวิชาชีพของตน เขาจึงตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศและกลายเป็นผู้ต้องคดีตามหมายจับของไทย

คดีกำนันเป๊าะกับคดีนายวัฒนาเป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงตามคำพิพากษาสิ้นสุดของศาลไทย คู่กรณีในคดีและประชาชนยอมรับคำตัดสินดังกล่าวว่าเป็นไปอย่างยุติธรรม แม้จะใช้เวลายาวนานพิเศษก็ตามและรู้สึกดีใจที่ศาลไทยดำเนินคดีในทำนองคลองธรรมอย่างดีที่สุดแล้ว ขณะที่เกิดความคลางแคลงใจต่อคำตัดสินคดีของพ.ต.ท.ทักษิณในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดคดีซึ่งล้วนอยู่ในสายตาของประชาชนที่มองเห็นว่ามีวาระซ่อนเร้นและเร่งร้อนพิเศษในการกำจัดนักการเมืองที่สร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างมากและยังสร้างประวัติศาสตร์การเมืองพรรคเดียวในไทยเป็นครั้งแรกได้สำเร็จทั้งที่รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 มิได้ร่างขึ้นโดยตัวเขาเลย มันมิใช่คดีฉ้อโกงเงินรัฐ แต่การตัดสินคดีมิได้คำนึงถึงคุณงามความดีต่อบ้านเมืองหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอันชอบ ทั้งที่คดีอาญาอื่นๆที่ข้าราชการหรือนายทหารเป็นมือปืนหรือผู้สั่งการสังหารโหดผู้อื่นมักได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษจนพ้นโทษประหารชีวิตโดยอาศัยการงานหรือตำแหน่งหน้าที่ในบ้านเมืองด้วยข้ออ้างว่าเคยทำคุณงามความดีเพื่อบ้านเมืองมาแล้ว แต่อดีตนายกฯท่านนี้เคยปลดหนี้ไอ เอ็ม เอฟ ให้ไทยเป็นอิสรภาพทางการเงินจากฝรั่ง ส่งเสริมลูกหลานไทยให้มีการศึกษาสูงขึ้น กลับไม่ถือว่ามีคุณงามความดีต่อบ้านเมืองพอจะใช้พิจารณาเรื่องโทษที่ให้ความยินยอมแก่ภรรยาในการทำนิติกรรมที่ดินซึ่งกรมที่ดินยืนยันว่าไม่ต้องใช้คำยินยอมนั้นก็ได้และเขาก็เคยสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลแล้วว่าทำได้หรือไม่ ฝ่ายนั้นตอบยืนยันเป็นเอกสารว่า ทำได้ เขาจึงทำตามคำแนะนำนั้น คดีนี้ในสายตานักกฎหมายและประชาชนถือว่าการเมืองเข้าแทรกแซงการพิจารณาคดีอย่างชัดเจน กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงวันพิพากษาจึงสร้างความคลางแคลงใจและความไม่น่าเชื่อถือแก่ยิ่งขึ้น อันเป็นการตอกย้ำความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระและเป็นกลางของผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีในไทยสำหรับนักกฎหมายต่างประเทศ นักกฎหมายไทย และชาวต่างชาติที่ต้องเดินทางหรือทำมาค้าขายติดต่อกับคนไทยว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบยุติธรรมของไทย จนกระทั่งมีข่าวลือทั่วสังคมไทยว่า การเจรจากู้หนี้กับต่างชาติของรัฐบาลไทยมักต้องพบข้อเสนอหนึ่งที่ว่า หากมีคดีพิพาทหรือเกิดข้อขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา จักขอดำเนินคดีในสิงคโปร์ แทนที่จะเป็นศาลไทยตามที่ถือปฏิบัติกันมาเพราะไม่เชื่อถืองานยุติธรรมของไทย มันจึงเป็นเรื่องน่าหดหู่ใจยิ่งสำหรับคนไทยเกี่ยวกับมุมมองของชาวต่างชาติต่อกระบวนการยุติธรรมในไทยซึ่งคนไทยต้องจำทนแบกรับสภาพนี้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการจะกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อใดซึ่งมันจะเรียกฟื้นความเชื่อถือจากชาวต่างชาติและคนไทยได้มากขึ้นแน่นอน หากพิจารณาให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับอิทธิพลมืดของผู้บงการอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมในไทยได้ทั้งหมด พลังของประชาชนที่รักประชาธิปไตยและรู้ตนดีว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงจักเป็นกลุ่มเดียวที่ต่อต้านหรือทำลายล้างผู้บงการอยู่เบื้องหลังความอัปยศของวงการยุติธรรมไทยได้ วันใดที่พลังของประชาชนสุดทนต่อความอยุติธรรมในบ้านเมืองผงาดขึ้นต่อสู้ ผู้ทำลายความเป็นธรรมในสังคมไทยต้องสูญสลายไปจากแผ่นดินไทยอย่างถาวร คนไทยจักต้องคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและกระทบต่อชีวิตคนไทยให้ยากลำบากและเป็นที่หมิ่นแคลนจากต่างชาติในวันนี้ว่า ควรทำอย่างไรกับปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสม นอกเหนือจากการวางเฉยและทนแบกรับไว้ฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้บงการและพวกพ้องนอนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน หากไม่ทำเพื่อตนเอง จักรอให้คนชาติอื่นทำเพื่อคนไทยได้อย่างไร คนไทยต้องทำเพื่อคนไทยด้วยกันและทำเพื่อชนรุ่นต่อไปจักไม่ต้องทุกข์ยากและถูกกดขี่เยี่ยงเดียวกันอีก

 

*******************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s