ตัวเร่งสู่ประชาธิปไตยของจริง

ตัวเร่งสู่ประชาธิปไตยของแท้

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

คำกล่าวในงานสัมมนาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในไทยของนายสุพจน์ ด่านตระกูล น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านเป็นนักคิดนักเขียนอาวุโสที่อยู่เคียงข้างกับหลักประชาธิปไตยมาหลายสิบปีและเขียนผลงานทางประวัติศาสตร์ส่งเสริมประชาธิปไตย อีกทั้งไขปัญหาคาใจทางประวัติศาสตร์การเมืองในไทยไว้อย่างกล้าหาญหลายเล่ม แม้วันเวลาที่ประเทศตกอยู่ในอำนาจของพวกเผด็จการ ท่านก็รักษาอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างไม่ย่อท้อ ท่านเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพในวงการวรรณกรรมและการเมืองอย่างมาก ตอนหนึ่งของงานสัมมนาท่านกล่าวว่า ถ้าพิจารณาการปฏิวัติในไทยตั้งแต่ครั้งแรกจนกระทั่งเดือนกันยายน พ.ศ.2549  จะพบความแตกต่างที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกไว้โดยปราศจากการโต้แย้งได้ว่า การปฏิวัติในอดีตทุกครั้งจักเป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจหรือชนชั้นปกครองด้วยกันเพื่อให้ตนเป็นใหญ่ แต่การปฏิวัติในปีพ.ศ. 2549 มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเป็นการแย่งอำนาจระหว่างผู้ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับประชาชนเพราะรัฐบาลในเวลานั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ซึ่งยอมรับอำนาจของประชาชนชัดเจนและไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธที่มาของรัฐบาลในเวลานั้นว่ามิใช่ของคนไทย แต่ทหารกลุ่มหนึ่งทำการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลของคนไทยที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จึงเป็นศึกชิงอำนาจระหว่างข้าราชการเก่าและใหม่ที่ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับคนไทยด้วยการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่คุ้มครองสิทธิและอำนาจของประชาชนไว้ด้วยการยกเลิกรัฐธรรมนูญในเวลานั้น แล้วร่างฉบับใหม่เพื่อลดอำนาจหรือตัดทอนสิทธิของคนไทยลง เพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการให้ทัดเทียมกับพวกอำมาตย์ข้าหลวงในอดีตที่มีอำนาจเหนือไพร่ทาสช่วงก่อนปีพ.ศ. 2475

ศึกแย่งชิงอำนาจเมื่อปีพ.ศ. 2549 ตัวแทนคนไทยต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจเถื่อนที่ใช้อาวุธขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งจากประชาชน แต่การเลือกตั้งปีพ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชนซึ่งเคยเป็นรัฐบาลเลือกตั้งมาก่อนได้รับชัยชนะอย่างงดงามด้วยคะแนนเสียงสูงสุดจากคนไทยทั้งประเทศภายใต้การควบคุมของคณะปฏิวัติ ย่อมบ่งบอกได้ว่า คนไทยเข้าใจระบอบประชาธิปไตยและหวงแหนสิทธิอำนาจของเขา จึงยืนยันเจตนารมณ์จะปกป้องรักษาอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดผ่านการเลือกตั้ง แต่คณะปฏิวัติและพรรคเสียงข้างน้อยไม่ยอมพ่ายแพ้และปราศจากน้ำใจนักกีฬาจึงใช้อุบายเล่ห์กลทุกรูปแบบทำลายล้างรัฐบาลเสียงข้างมากจากประชาชนจนกระทั่งชิงอำนาจไปตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ คนไทยจับจ้องมองพฤติกรรมของรัฐบาลชุดใหม่และกลุ่มผู้สนับสนุนงานปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเดิมด้วยความเจ็บแค้นใจ

คำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญว่าอดีตนายกฯสมัครแห่งพรรคพลังประชาชนต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะการตีความด้วยพจนานุกรมว่า งานสอนทำอาหารทางทีวีถือเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน อันเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของนายกฯ ทั้งที่ตุลาการคนหนึ่งก็รับจ้างสอนหนังสือและเป็นผู้ตอบปัญหาในรายการวิทยุมานานหลายปีโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินประจำทุกเดือน นอกจากนั้นกฎหมายกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า จะเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนหรือของรัฐไม่ได้เยี่ยงเดียวกับของนายกฯ แต่ตุลาการคนนั้นเป็นองค์คณะตีความคำว่า “ลูกจ้าง” อันส่งผลให้อดีตนายกฯสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งไปท่ามกลางเสียงลือลั่นสนั่นเมืองว่า เป็นใบสั่งจากผู้มีบารมีมืดและการขาดจริยธรรมส่วนตัวของตุลาการคนนั้นและองค์คณะที่รู้คุณสมบัติบกพร่องนั้นมาก่อนนานแล้ว อีกทั้งเชื่อว่าหลายท่านก็ทำงานพิเศษเยี่ยงเดียวกับอดีตนายกฯสมัครจนน่าจะถือว่าเป็น ลูกจ้าง ตามคำตีความนั้นด้วย แต่ก็ทำเพิกเฉยไม่พิจารณาจริยธรรมหรือคุณธรรมของตนเพื่อจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างพรรคเป้าหมายตามใบสั่งของผู้มีบารมีมืด

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือปปช.ก็มีบุคลากรระดับสูงที่มีคุณสมบัติน่าสงสัยว่าจะมิชอบด้วยกฎหมายหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า คนเถื่อน มาเป็นหัวหน้าองค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแห่งนี้ เนื่องจากกฎหมายปปช.นั้นกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องเข้ามาอย่างถูกต้องทุกขั้นตอนจึงมีอำนาจทำงานตามหน้าที่ได้ แต่เกิดข้อกังขาขึ้นว่า คณะปฏิวัติมิได้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้แล้วร่างกติกาใหม่ เพียงออกคำสั่งให้กฎหมายนี้คงอยู่ครบทุกมาตรา โดยกำหนดยกเว้นบางมาตราเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลไว้ แต่มิได้ยกเว้นมาตราสำคัญที่บัญญัติให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ด้วย จึงถือว่าการดำรงตำแหน่งมีความสมบูรณ์ คณะกรรมการปปช.ชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งของคณะปฏิวัติ แต่มิได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ซึ่งเป็นข้อที่มิได้รับการยกเว้นไว้ตามประกาศคณะปฏิวัติ กฎหมายส่วนที่เหลือยังใช้บังคับได้ จึงน่าส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการปปช.ทุกคน แต่เวลาที่ผ่านมาพวกเขาทำงานตัดสินคดีโดยไม่ละอายใจต่อข้อกฎหมายนี้ทั้งที่ส่วนใหญ่ก็มาจากสถาบันตุลาการซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สิ่งที่คนไทยเห็นการทำงานของพวกเขา คือ คดีใดที่เกี่ยวพันกับพรรครัฐบาลเดิมจะได้รับการพิจารณาและตัดสินเร็วเป็นพิเศษ ถ้าเป็นคดีของพรรครัฐบาลที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณะปฏิวัติและผู้มีบารมีมืดจะถูกเก็บดองไว้ แม้แต่คดีสำคัญที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและใกล้หมดอายุความ แต่เกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในพรรครัฐบาลของผู้มีบารมีมืด กลับไม่มีความคืบหน้าใด และคนไทยที่ติดตามข่าวการเมืองคาดกันว่าพวกเขาเตะถ่วงเวลาให้หมดอายุความและผู้ต้องหาจักรอดพ้นคดีความและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ประเทศชาติ

คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต.เป็นอีกหนึ่งความสงสัยข้องใจของคนไทยต่อหลายพฤติกรรมที่ส่อแสดงว่าช่วยเหลือและไม่เป็นกลางเมื่อตัดสินคดีเกี่ยวข้องกับพรรครัฐบาลเดิมที่ถูกคณะปฏิวัติโค่นล้มไป และเป็นกำลังหนุนแก่พรรครัฐบาลของผู้มีบารมีมืดอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่ละอายใจต่อตำแหน่งหน้าที่และความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพราะเกือบทุกคนล้วนมาจากตุลาการที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและถูกสั่งสอนให้เป็นผู้ให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความ ห้ามการลำเอียง ดังเช่น คดีร้องเรียนว่าผู้ตัดสิทธิทางการเมืองและกฎหมายห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปี ยอมรับในภาพข่าวทั่วประเทศว่ามีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลในฐานะหัวหน้ากลุ่มงูเห่าที่ลือกันว่าถูกซื้อตัวส.ส.ด้วยเงินจำนวนสูงลิบ ฝ่ายค้านต้องการให้กกต.ชี้ขาดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ โดยถือบรรทัดฐานที่กกต.เคยตีความไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งปีพ.ศ. 2550 ว่า การปรากฏตัวใกล้เวทีหาเสียงเลือกตั้งหรือทำงานที่เกี่ยวโยงกับการเมืองทุกชนิดของอดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ถือเป็นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงต้องถูกลงโทษอาญาและส่งผลให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากนักการเมืองคนนั้นต้องถูกยุบพรรคด้วย แต่คำตัดสินของกกต.เมื่อพรรคของผู้มีบารมีมืดถูกร้องเรียน คำตัดสินจึงออกมาว่า การร่วมตั้งรัฐบาลที่ปรากฏในภาพข่าวนั้นไม่ถือเป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อันส่งผลให้ข้อร้องเรียนเรื่องนี้ตกไปและไม่สามารถยกเรื่องนี้ไปร้องฟ้องที่ใดได้อีก คนไทยรับฟังด้วยความอึดอัดคับข้องใจยิ่งขึ้นกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองระหว่างพรรคของประชาชนกับรัฐบาลของผู้มีบารมีมืด

คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั้นและเร็ว แต่บกพร่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตุลาการไทย เน้นให้คนไทยเห็นชัดขึ้นว่า การดำเนินคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาโดยไม่มีการสืบพยานตามกระบวนการยุติธรรมสากล การพิจารณาและเขียนคำพิพากษาสามคดีด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงและตัดสินในวันเดียวกับที่มีคำสั่งไม่ต้องสืบพยานแล้วให้แถลงปิดคดี จากนั้นก็มีคำพิพากษาคดีทันที โดยคำพิพากษามีข้อความคล้ายคลึงกันและพิมพ์ชื่อจำเลยผิดพลาดหลายครั้ง มันแสดงถึงการเตรียมคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องอ่านพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐาน คำแถลงปิดคดีของจำเลยจากสามพรรคการเมือง รวมทั้งความเร่งร้อนในการออกคำพิพากษาต่อสาธารณชนทำให้เกิดความผิดพลาดเป็นระยะ อันผิดวิสัยของการทำหน้าที่ตุลาการซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ก่อนการวินิจฉัยคดี การตัดสินคดีอย่างรวดเร็วและเร่งร้อนมากพิเศษสร้างความกังขาต่อความเป็นธรรมในบ้านเมือง ศาลในต่างประเทศเริ่มไม่ไว้วางใจระบบยุติธรรมของไทยว่าน่าจะมีสองมาตรฐาน เพราะสังเกตว่าข่าวลือสนั่นเมืองที่ผู้มีบารมีมืดมีใบสั่งให้กำจัดพรรครัฐบาลในเวลานั้นโดยเร็วกลายเป็นความจริงและใช้อำนาจตุลาการเป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามเพื่อมิให้ต่างประเทศรู้เท่าทันและต่อต้านรัฐบาลใหม่ของเขา ขณะเดียวกันคดีความที่รัฐบาลของผู้มีบารมีมืดเข้าสู่ศาลนี้หรือศาลใดก็ตามถูกปัดเป่าให้สะอาดหรือถ่วงเวลาไว้ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องกำจัดศัตรูการเมืองหรือหนามยอกใจของผู้มีบารมีมืดและชำระล้างฝ่ายเดียวกับเขาให้สะอาดหมดจดด้วยกฎหมายและอำนาจของตุลาการโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมและความยุติธรรมที่ตุลาการพึงมีสูงกว่าประชาชน

ม็อบโกเต๊กซ์ที่ยึดสนามบินระหว่างประเทศสองแห่ง คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง อันสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมากเพราะกักขังเครื่องบินและคนต่างชาติไว้ด้วยการใช้กำลังคนและอาวุธ จนกระทั่งบริษัทต่างชาติได้รับความเสียหายและจะเรียกร้องเงิน 2.9 แสนล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายของบริษัทในไทยด้วย แล้วยังยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อกวนปลุกปั่นบ้านเมืองให้ธุรกิจท่องเที่ยวล่มสลายลง แม้แต่การทำร้ายร่างกายหรือพยายามฆ่าตำรวจที่เข้าควบคุมม็อบหรือฆ่าคนไทยที่อยู่ตรงข้ามกับม็อบ คดีต่างๆของม็อบนี้เงียบหายไปและไม่คืบหน้าเหมือนคดีที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าทำความผิด ดังเช่น คดีปาไข่ของแม่ค้าคนหนึ่ง ปาวันนั้นจับและตัดสินคดีวันนั้น คดีหมิ่นประมาทที่นักปราศรัยคนหนึ่งถูกจับขังโดยศาลไม่ยอมให้ประกันตัว แต่หัวหน้าม็อบโดนข้อหาเดียวกันได้รับอนุญาตประกันตัวออกไปก่อคดีเดิมซ้ำอีก คดียึดสนามบินซึ่งถือเป็นผู้ก่อการร้ายสากลซึ่งองค์กรการบินระหว่างประเทศทวงถามข่าวคืบหน้าโดนถ่วงเวลาไว้ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนคดีปาไข่และมีภาพกล้องเห็นชัดว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร ไม่มีข้อกล่าวหาหรือการจับกุมดำเนินคดีใดๆ เป็นต้น นอกจากนั้นตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ตั้งแต่ต้นถูกคำสั่งย้ายด่วนหลังจากรัฐบาลใหม่ของผู้มีบารมีมืดบริหารประเทศ พฤติกรรมเช่นนี้จักส่งผลในทางที่ดีต่อม็อบโกเต๊กซ์เพราะตำรวจเป็นผู้จัดสำนวนคดีส่งต่ออัยการและศาล หากดึงหลักฐานบางชิ้นออกไปจากแฟ้มหรือสับเปลี่ยนดัดแปลงพยานเพื่อทำให้คดีอ่อนลง จักส่งผลให้อัยการไม่สั่งฟ้องเพราะสำนวนอ่อนไปและหลักฐานไม่มากพอเอาผิดได้ ส่วนศาลที่เห็นสำนวนอ่อน หลักฐานไม่ชี้ชัดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามคำฟ้องอันสร้างความสงสัยแก่ศาล กฎหมายบังคับไว้ว่าต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย นั่นคือ ศาลต้องยกฟ้องเท่านั้น อันเป็นการใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อช่วยเหลือม็อบโกเต๊กซ์ซึ่งรู้กันดีว่า ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและกำลังคนจากผู้มีบารมีมืด นอกจากนั้นรัฐบาลยังเร่งรัดออกกฎหมายใหม่เพื่อช่วยเหลือม็อบนี้อีกด้วย คือ กำหนดให้การยึดสนามบินมีโทษปรับ500 – 10,000 บาทเท่านั้น ทำให้มิอาจนำกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษสูงกว่ามาใช้ลงโทษม็อบเพราะกฎหมายใหม่ให้คุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงสามารถใช้บังคับย้อนหลังได้ แม้เวลาที่กระทำความผิดจะยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ก็ตาม

ศึกชิงอำนาจระหว่างผู้ฝักใฝ่ระบอบโบราณกับประชาชนซึ่งรู้ตัวแล้วว่า กำลังถูกแย่งสิทธิเสรีภาพของระบอบประชาธิปไตยไป เริ่มคิดกลวิธีต่อต้านและมุ่งกำจัดอีกฝ่าย แทนการตั้งรับและยอมอยู่ใต้บังคับของผู้มีบารมีมืดซึ่งหวังจะหมุนเวลาย้อนกลับไปอยู่ในระบอบอำมาตย์กับไพร่ มันหมายความว่า ณ วันนี้คนไทยปฏิเสธตำแหน่งไพร่ที่อีกฝ่ายยัดเยียดให้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยึดเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการซ่อนรูปเริ่มจัดกระบวนทัพให้เป็นกองทัพประชาชนอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งโดยไม่ต้องใช้อาวุธ เพียงแค่มีแนวคิดร่วมกันในการปกป้องอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทยและไม่ยอมสูญเสียสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคให้อีกฝ่ายยึดครองไว้ เมื่อมือของคนเสื้อแดงประสานกันแน่น แนวคิดเดียวกัน จักก่อเกิดพลังอันน่ากลัว ความอยุติธรรมที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นและใช้กำจัดตัวแทนประชาชนซึ่งไปจากการเลือกตั้งจักเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยความทนรับต่อไปไม่ไหวกับการใช้อิทธิพลมืดและสามอำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตยง่อยเปลี้ยหรือตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้มีบารมีมืด มิใช่เป็นของประชาชนอีกต่อไป พวกเขาจึงต้องทวงสิทธิ์ดังกล่าวคืนมาให้สำเร็จ ขณะที่ม็อบโกเต๊กซ์จำเป็นต้องเก็บตัวเพื่อรักษาภาพรัฐบาลใหม่ของผู้มีบารมีมืดทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ จึงเป็นเป้าโจมตีฝ่ายเดียวเพราะเคยทำพฤติกรรมชั่วร้ายต่อประเทศไว้มากและมีหลักฐานปรากฏชัดในสังคม

ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและเป็นไปตามหลักสากล คือ การกระทำของรัฐบาลภายใต้บังคับบัญชาของผู้มีบารมีมืดและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตั้งแต่ชนชั้นล่างไปถึงตัวแทนคนไทยในรัฐสภา คณะราษฎรของปีพ.ศ. 2475 ปฏิรูปประเทศไม่สมบูรณ์ด้วยความเมตตาทำให้เชื้อโรคที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักประชาธิปไตยเติบโตขึ้นและมีพลังสูงสุดในปีพ.ศ. 2552 จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยตั้งแต่ชนชั้นล่างสุดไปถึงชั้นบนที่รักความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขจุดบกพร่องของอดีตเพื่อนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของแท้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่ประชาชนต้องเรียกร้องและต่อสู้เพื่อเริ่มต้นใช้หลักประชาธิปไตยครั้งแรกหลังจากหมดความอดทนต่อการกดขี่ข่มเหงและมีความอยุติธรรมสูงในสังคมจากการกระทำของชนชั้นปกครองที่ยึดครองอำนาจมายาวนาน โดยอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนชาวไทย ผู้ใช้อำนาจทั้งสามในระบอบประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้งของคนไทยโดยสมบูรณ์ สิทธิเสรีภาพ ความสมานฉันท์ ความเสมอภาค คือ หัวใจหลักของประชาธิปไตย ดังนั้น คนไทยในวันนี้มิใช่ไพร่ทาสของพวกอำมาตย์โบราณอีกแล้ว ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในสังคมไทยของยุคศักราชไซเบอร์ ย่อมไม่ต้องการกลับไปไถนาด้วยควายหรือขี่เกวียนแทนนั่งรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน พลังบริสุทธิ์ของประชาชนจักเป็นโล่ป้องกันภัยเผด็จการและใช้เป็นอาวุธกำจัดเชื้อร้ายของประชาธิปไตยได้อย่างสะอาดหมดเกลี้ยงแน่นอน ประชาธิปไตยจะกลับสู่ประเทศไทยอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ต้องอาศัยพลังของประชาชนเท่านั้น เมื่อทุกอำนาจหลัก ข้าราชการติดอาวุธส่วนใหญ่ อยู่ภายใต้คำบงการของผู้มีบารมีมืดที่ไม่รักประเทศไทย แต่ต้องการครองอำนาจและปกครองคนไทยเพียงกลุ่มของตนเท่านั้น มิยอมให้อำนาจอธิปไตยเป็นของคนไทย ประชาชนจึงใช้อำนาจทวงสิทธิ์ที่คณะราษฎรเมื่อปีพ.ศ. 2475 มอบไว้แก่คนไทยเอากลับคืนมาให้ได้ นอกจากนั้น แรงสนับสนุนจากยุคสมัยนี้ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจักหนุนให้คนไทยได้รับชัยชนะเหนืออำนาจเผด็จการ สายตาของพวกเขาคือปราการปกป้องมิให้ผู้มีบารมีมืดทำร้ายคนไทยเลือดประชาธิปไตยได้ถนัดมือเพราะหวั่นเกรงการสอดแทรกจากอำนาจและอาวุธที่เหนือกว่าของประเทศเหล่านั้นโดยสหประชาชาติเป็นหัวเรือหลักของประชาธิปไตยในยุคนี้ซึ่งอาจส่งผลร้ายในการกำจัดสถานภาพอำมาตย์ของพวกเขาอย่างสิ้นซากและง่ายดาย ขณะที่ทางสุดท้ายของพวกเขาถ้าต้องพ่ายแพ้ต่อพลังประชาธิปไตย ก็ยังอาจเหลือซากเดนของสถานภาพเดิมได้โดยยึดเกาะการสมานฉันท์ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตยไว้ สุดท้ายคนไทยคงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนโดยอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยควบคู่ไปด้วยว่า สถานภาพอำมาตย์สมควรมีอยู่ต่อไปในยุคนี้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่คนไทยในระบอบประชาธิปไตย

 

*********************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s