กฎหมายย้อนหลังได้เมื่อ……..

ขอบเขตการย้อนหลังของกฎหมาย

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

การสร้างกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สังคมมีระเบียบเรียบร้อยและมีบทลงโทษชัดเจนแก่ผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ต้องเป็นการพิจารณาคดีและลงโทษอย่างยุติธรรมด้วย หากประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม สังคมจักปั่นป่วนและวุ่นวายอย่างมาก การใช้กฎหมายจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อมีการใช้กฎหมายบนโลกจึงกำหนดหลักใช้กฎหมายอย่างหนึ่งขึ้น คือ การใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษผู้ใดเป็นเรื่องต้องห้ามเด็ดขาด ยกเว้นเป็นการให้คุณประโยชน์แก่ผู้นั้น ทำให้นักกฎหมายทุกรุ่นยึดถือหลักนี้มาตลอดและใช้กันไปทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะยึดถือแน่วแน่มากเพื่อสร้างความเป็นธรรมขึ้นในสังคมและป้องกันมิให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายทำลายล้างคนอื่นตามอำเภอใจ จึงเห็นประเทศในระบอบเผด็จการเท่านั้นมักเขียนกฎหมายใหม่หรือแก้ไขบทลงโทษเพื่อใช้กับประชาชนพร่ำเพรื่อ

“ห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษผู้ใด ยกเว้นเป็นการให้คุณประโยชน์แก่ผู้นั้น” เป็นหลักคิดง่ายๆว่า เพื่อความเป็นธรรมในสังคมกฎหมายใหม่ไม่อาจย้อนหลังไปลงโทษผู้ใดให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ยกเว้นมันจะลงโทษเขาน้อยลงเมื่อเทียบกับกฎหมายเก่า มันจึงเป็นหลักยึดถือของนักกฎหมายทั่วโลกว่า ถ้าการกระทำหนึ่งไม่เป็นความผิดตามกฎหมายเก่า เมื่อบัญญัติกฎหมายใหม่ว่าเป็นความผิด จักนำกฎหมายใหม่ไปลงโทษการกระทำนั้นไม่ได้ ถ้าโทษในกฎหมายเก่าหนัก เมื่อกฎหมายใหม่ลงโทษการกระทำนั้นเบาลงหรือไม่ถือเป็นการกระทำความผิด หลักกฎหมายสากลยินยอมให้นำโทษในกฎหมายใหม่ไปลงโทษการกระทำนั้นแทนกฎหมายเก่าหรือไม่ถือเป็นความผิดได้  เราเรียกว่ากฎหมายย้อนหลังเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดได้

หลักสากลนั้นกฎหมายต้องเดินไปข้างหน้าเหมือนนาฬิกาเท่านั้น ข้อยกเว้นเดียวที่ยอมให้ย้อนหลังได้ คือ เมื่อโทษในกฎหมายใหม่ไม่ถือเป็นความผิดหรือให้ผลร้ายน้อยกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น เมื่อเกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายเก่าต้องลงโทษตามกฎหมายฉบับซึ่งใช้บังคับในช่วงที่เกิดการกระทำนั้น การลงโทษหนักขึ้นด้วยกฎหมายใหม่จึงถือเป็นความอยุติธรรมและไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกยึดถือปฏิบัติตามนับหลายร้อยปี ประเทศใดที่ใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษหนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดในสายตาชาวโลกมองว่า เป็นการใช้กฎหมายตามอำเภอใจและขาดความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้น ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายย้อนหลังที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมานานแล้วซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายสากลจึงทำให้ชาวโลกเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาลไทย จนกระทั่งวันหนึ่งความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอนอย่างหนักเมื่อเกิดการปฏิวัติในปีพ.ศ. 2549 และมีคำพิพากษาศาลยุบพรรคการเมืองเสียงข้างมากจากประชาชนโดยใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษให้นักการเมืองรับโทษหนักขึ้น เนื่องจากกฎหมายเก่าที่ใช้ลงโทษตามข้อกล่าวหาของคณะปฏิวัตินั้นไม่มีการห้ามใช้สิทธิทางการเมืองมาก่อน ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวคณะปฏิวัติใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายฉบับนั้นโดยเพิ่มบทลงโทษนักการเมืองว่าด้วยการห้ามใช้สิทธิทางการเมืองตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดนอกเหนือจากโทษเดิมแล้ว ต่อมาศาลนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีการเพิ่มโทษไปลงโทษนักการเมืองกลุ่มหนึ่งทันที ทำให้นักการเมืองนับร้อยคนต้องยุติการการทำงานทางการเมืองตามระยะเวลาที่กำหนดอันส่งผลต่อการเลือกตั้งที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนในครั้งต่อมาซึ่งคณะปฏิวัติเป็นผู้ควบคุมเบ็ดเสร็จ คำพิพากษาในคดีนี้กลายเป็นที่ติฉินนินทาไปทั่วโลกว่า กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่การสอบสวนจนถึงพิพากษาคดีมีข้อน่าสงสัยและไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากล คือ การใช้ผู้มีอคติดำเนินคดีตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย และการใช้กฎหมายใหม่ที่เพิ่มโทษหรือผลร้ายหนักขึ้นแก่จำเลยด้วยเจตนาแอบแฝงเพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของฝ่ายตนและเพื่อสนองความต้องการของบางกลุ่มบางพวกที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ

อีกกรณีหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ ใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นของหลักกฎหมายย้อนหลังเพื่อช่วยเหลือผู้สนับสนุนรัฐบาลใหม่ซึ่งกระทำผิดกฎหมายอาญาร้ายแรงถึงขั้นก่อกบฎและเป็นผู้ก่อการร้ายสากล โดยร่างกฎหมายใหม่กำหนดความผิดฐานยึดสนามบินระหว่างประเทศหรือภายในประเทศให้มีโทษปรับ 500 – 10,000 บาท หลักกฎหมายสากลหรือกฎหมายไทยนั้นยึดหลักว่า ถ้ามีกฎหมายเฉพาะสำหรับความผิดใด ต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้นพิจารณาลงโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดความผิดหรือบทลงโทษไว้ ก็ต้องนำกฎหมายใกล้เคียงมาปรับใช้พิจารณาคดี ตัวอย่างเช่น ถ้ากฎหมายไทยยังไม่มีบทกำหนดความผิดของการยึดสนามบิน ก็ต้องเอากฎหมายที่มีบทใกล้เคียงมาปรับใช้ลงโทษ ถ้าไม่มีเลย ก็ถือว่าไม่มีความผิด แต่กฎหมายอาญาไทยกำหนดความผิดและบทลงโทษเรื่องการยึดสนามบินในหมวดการก่อการร้ายไว้ จึงต้องนำบทนี้มาใช้ลงโทษการยึดสนามบินระหว่างประเทศซึ่งมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต ถ้ากฎหมายใหม่ออกมากำหนดว่า การยึดสนามบินมีโทษแค่ปรับเงินและถือว่ามีโทษเบากว่ากฎหมายอาญา ตามหลักกฎหมายสากลหรือกฎหมายไทย ผู้ตัดสินคดีต้องใช้กฎหมายใหม่ซึ่งให้ผลร้ายน้อยกว่ากับการพิจารณาคดียึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้ตัดสินคดีจะกระทำเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า ผู้ยึดสนามบินในครั้งนั้นสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท แต่มีโทษปรับคนละ 500 – 10,000 บาทเท่านั้น คดีเป็นอันเลิกกันไป

กฎหมายไม่มีชีวิต ผู้ใช้ที่มีลมหายใจและกิเลสตัณหาเป็นผู้สร้างหรือใช้กฎหมายเพื่อทำลายล้างหรือช่วยเหลือฝ่ายใดโดยขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ เพราะบัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ช่วยเหลือให้ผู้หนึ่งผู้ใดพ้นความผิดหรือรับการลงโทษเบาที่สุด มิได้กระทำเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ความเสมอภาคทางสังคม และขัดต่อจุดประสงค์ต่อต้านหรือป้องปรามการก่อการร้ายสากลตามมติร่วมกันของสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลผู้เสนอกฎหมายใหม่ฉบับนี้ช่วยส่งเสริมให้บุคคลทุกสัญชาติยึดสนามบินในไทยเพราะมีบทลงโทษเบาที่สุดในโลกและไม่ถือเป็นผู้ก่อการร้ายด้วย หากเป็นชาวต่างชาติก็ถูกปรับเป็นเงินบาทซึ่งเทียบเป็นเงินดอลลาร์หรือเงินยูโรแล้วถือว่าน้อยมาก จากนั้นก็ส่งตัวกลับประเทศเจ้าของสัญชาติ ส่วนคนไทยเมื่อถูกปรับแล้ว คดีก็เป็นอันเลิกกัน มูลค่าความผิดของเขาเท่ากับจำนวนเงินค่าปรับเท่านั้น แต่ประเทศและคนไทยต้องรับภาระความเสียหายที่เขาก่อขึ้นไว้เอง

ผู้ตรากฎหมายสมควรรับคำประณามเมื่อมีจิตใจไม่เป็นธรรมที่เจตนาออกกฎหมายประเภทนี้ มิใช่บัญญัติขึ้นเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างเสมอภาค แต่กระทำเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกเพื่อนพ้องของตนเป็นหลักในการลบล้างความผิดรุนแรงที่พวกเขากระทำไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เมื่อบัญญัติกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ตัดสินคดีนำกฎหมายใหม่ที่ลงโทษเบากว่าไปช่วยเหลือให้พรรคพวกหลุดพ้นโทษประหารชีวิตตามกฎหมายเก่า คนไทยน่าจะรู้ว่าเจตนารมณ์แท้จริงของผู้ผลักดันกฎหมายนี้ทำเพื่อใคร แต่มิใช่เพื่อคนไทยผู้สุจริตอย่างแน่นอน จึงทำให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากที่รัฐบาลสวมใส่อยู่ มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นน่ากลัวเพียงใดเมื่อลงทุนด้วยเงินมหาศาลแย่งอำนาจบริหารบ้านเมืองไปจากตัวแทนประชาชนซึ่งเป็นเสียงข้างมากโดยการทำปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง การซื้อตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการใช้อำนาจตุลาการทำลายศัตรูการเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันพรรคพวกฝ่ายเดียวกันขึ้นสู่อำนาจบริหารบ้านเมือง ผลตอบแทนที่รัฐบาลใหม่ต้องชดใช้แก่ผู้มีอุปการะคุณจักสูงมหาศาลเพียงใด คนไทยคงคาดเดาได้ไม่ยากนักและน่ากลัวอย่างมากกับตัวเลขผลประโยชน์ที่ต้องจ่ายคืนแก่หลายกลุ่มที่เอื้ออาทรต่อรัฐบาลใหม่ แม้แต่การผลักดันกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังกล้าทำได้โดยไม่สนใจต่อหลักกฎหมายสากล หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นที่ยึดถือกันทั่วโลกในการบริหารบ้านเมืองและวงการตุลาการโลก คนไทยจักพึ่งพารัฐบาลซึ่งมีที่มาอึมครึมและแสดงเจตนาน่าข้องใจนับแต่แรกได้อย่างไร ประเทศไทยจึงน่าสงสารที่สุดในวันนี้เมื่อถูกยัดเยียดผู้นำบ้านเมืองที่ไม่จริงใจต่อคนไทยและขาดภาวะผู้นำที่แท้จริง แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดของผู้มีอุปการะคุณหลายกลุ่ม แม้แต่การบังคับบัญชาพรรคของตนก็มิได้มีอำนาจแท้จริงซึ่งเป็นที่รู้กันในสังคมการเมืองไทยว่า หัวหน้าพรรคเป็นเพียงนิตินัย แต่อำนาจแท้จริงของหัวหน้าพรรคอยู่ที่อีกบุคคลหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ผู้นำบ้านเมืองแท้จริงของไทยในวันนี้ จึงมีสองคน คือ หนึ่งเป็นตามนิตินัยเพื่อใช้ต้อนรับแขกและรับผิดชอบทางกฎหมาย ส่วนอีกหนึ่งเป็นหัวหน้ามีอำนาจหรือบารมีเต็มที่ในทางพฤตินัย ตัวแทนของประเทศต่างๆในเมืองไทยต่างรู้ดีว่า การเจรจาผลประโยชน์ของบ้านเมืองต้องกระทำกับผู้นำทางพฤตินัยเป็นหลัก นี่แหละประเทศไทยวันนี้หลังการปฏิวัติ 2549 และหลักกฎหมายที่ไร้ความน่าเชื่อถืออีกต่อไป

****************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s