กรรมของคนใจดี

คนทำดี ได้ผลชั่ว

เขียนโดย  แก้วมณี

 

คดีพิพาทระหว่างเพื่อนสองคนเป็นข่าวโด่งดังในสหรัฐเพราะคนรับชมข่าวรู้สึกสะเทือนใจกับต้นเหตุที่สร้างรอยร้าวระหว่างเพื่อนสองคนที่คนหนึ่งกระทำไปด้วยเจตนาดีและห่วงใย ส่วนอีกคนกล่าวหาว่าความช่วยเหลือของเขาทำให้เธอต้องกลายเป็นคนพิการเพราะร่างกายเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต คดีนี้อาจทำให้คนสหรัฐส่วนใหญ่ต้องเป็นคนใจบาปด้วยการไม่สนใจช่วยเหลือผู้อื่นยามประสบภัยร้ายอีกต่อไป เพราะผลร้ายอาจย้อนกลับมาด้วยน้ำมือของผู้รับการช่วยเหลือจากเขา ถ้าผู้นั้นมิได้รับการรักษาให้หายเป็นปกติ เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนสองคนขับรถตามกันมาปรากฏว่าเพื่อนผู้หญิงที่ขับข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุและติดอยู่ในรถยนต์ เพื่อนที่ขับตามหลังจึงรีบเข้าไปช่วยลากเธอออกจากรถด้วยกลัวว่ารถจะระเบิดหรือไฟไหม้ ต่อมารถพยาบาลนำเธอเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ผลปรากฏว่าเธอต้องกลายเป็นอัมพาตและนั่งรถเข็นตลอดชีวิต เธอจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพื่อนชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้เธอเป็นคนพิการเพราะลากเธอออกจากรถอย่างไม่ถูกวิธีเนื่องจากไม่ได้รับการอบรมการช่วยชีวิตมาก่อน เพื่อนคนนั้นต่อสู้ในศาลว่า กฎหมายสมาริตันของสหรัฐยกเว้นโทษอาญาหรือไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัย  คำตัดสินของศาลสหรัฐทำให้หลายคนสะท้อนใจยิ่งว่า กฎหมายสมาริตันฉบับนั้นใช้ยกเว้นความผิดแก่บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีความรู้ในการช่วยเหลือคน ถ้าการทำงานของพวกเขาไม่สามารถช่วยผู้ป่วยพ้นจากความตายหรือความพิการได้ จึงได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนั้น แต่จำเลยในคดีขาดความรู้หรือความชำนาญในการช่วยชีวิตผู้อื่น จึงสร้างความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่ประมาณตน จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือความพิการแก่โจทก์หลายล้านดอลลาร์

คำตัดสินของศาลสหรัฐครั้งนี้เชื่อว่า จักส่งผลร้ายต่อสังคมตะวันตกอย่างมาก คือ คนขาดจิตเมตตาเพราะกลัวถูกลงโทษทางอาญาหรือผู้เสียหายเรียกเงินชดใช้ทั้งที่รอดชีวิตได้เพราะความช่วยเหลือนั้น หากพิจารณาสาเหตุของคดีพิพาทนี้ คือ ผู้ช่วยเหลือมีเจตนาช่วยเพื่อนให้รอดชีวิตด้วยคาดหมายว่ารถอาจระเบิดหรือเกิดไฟไหม้ขึ้น เพื่อนจักต้องตาย จึงต้องการลากเพื่อนไปให้พ้นรัศมีเพลิง แม้จะขาดความชำนาญด้านการช่วยชีวิตผู้อื่น แต่เขากระทำด้วยเจตนาดีว่าต้องการช่วยเหลือให้รอดชีวิตเป็นหลัก เมื่อผู้รอดชีวิตต้องกลายเป็นคนพิการอันมาจากความช่วยเหลือที่ขาดความรู้เพียงพอหรือผลสืบเนื่องจากรถเกิดอุบัติเหตุ เขาต้องรับโทษจากเจตนาดีนั้นด้วยหรือ ? ในทางกลับกันหากเขายืนมองโดยไม่ยอมลากเธอออกจากรถ ซึ่งในเวลานั้นไม่มีใครทราบว่ารถจะระเบิดหรือเกิดไฟไหม้หรือไม่เกิดสิ่งใดเลย เธออาจติดตายอยู่ในรถก็ได้ เขาสมควรถูกประณามว่าขาดเมตตา ขี้ขลาด หรือ เป็นผู้กระทำตามกฎหมาย ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้ในเวลาฉุกเฉิน การพิจารณาคดีประเภทนี้จึงต้องอาศัยความเป็นวิญญูชนทั่วไป มิใช่ผู้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ว่าจักทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสภาพการณ์เช่นนั้น

หากเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นในไทย อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆที่ความรู้ ความชำนาญ แตกต่างกัน คงถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายแทบทุกวัน เนื่องจากสังเกตได้ว่าพวกเขาช่วยเหลือผู้ป่วยหลายครั้งอย่างไม่ถูกมาตรฐานการช่วยชีวิตผู้ป่วยนัก เช่น ยกร่างผู้ป่วยขึ้นโดยไม่ตรึงคอ แขนขา ก่อน อันอาจส่งผลให้ผู้ป่วยต้องกลายเป็นคนพิการในภายหลัง เป็นต้น ช่วงหลังหน่วยราชการพยายามให้ความรู้ คำแนะนำ หรืออบรมอาสาสมัครของมูลนิธิเหล่านั้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยเมื่อพวกเขาช่วยเหลือผู้ประสบภัย อันลดสถิติความพิการที่เกิดจากการช่วยเหลืออย่างไม่ถูกวิธีได้มาก แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อเกิดภยันตรายขึ้นชาวบ้านซึ่งมิได้มีความรู้ด้านนี้มักเป็นผู้พบเห็นก่อน บางสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยิ่งถ้าไม่ช่วยลากผู้ประสบภัยออกจากสถานที่นั้น เขาหรือเธออาจต้องตายหรือพิการมากขึ้นก็ได้ การฉุดลากดึงให้พ้นภัยร้ายนั้นอาจเกิดอาการบาดเจ็บ เช่น แขนขาหัก ไหล่หลุด กระดูกซี่โครงหัก หรือ ความพิการ เป็นต้น มันจึงเป็นปัญหาคาใจว่า มาตรฐานความช่วยเหลือของคนใจเมตตาควรอยู่ที่จุดใด เพื่อจักไม่ต้องรับโทษอาญาหรือถูกผู้ประสบภัยฟ้องเรียกเงินทอง อีกทั้งยังสร้างความบาดหมางใจระหว่างผู้ช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยว่า เธอหรือเขารอดชีวิตมาได้เพราะผู้ช่วยเหลือ แล้วยังมาหาประโยชน์จากผู้ช่วยชีวิตอีก คนใจเมตตาเหล่านี้ช่วยเหลือผู้อื่นเพราะไม่ต้องการให้เขาหรือเธอต้องเสียชีวิต บางครั้งต้องเสี่ยงชีวิตของตนไปช่วยเขาจากกองเพลิง การระเบิด ด้วยการอุ้ม การลาก การฉุดดึง สารพัดวิธีเพื่อหวังให้รอดชีวิตเป็นหลักเท่านั้น ถ้าผลลัพธ์ของการทำดี คือ การต้องจ่ายค่าชดเชยความพิการหรืออาการป่วยเรื้อรังของผู้รอดชีวิต จักถือเป็นการทำบุญหรือทำบาปที่ช่วยเหลือผู้อื่นและควรเป็นคนดีต่อไปหรือไม่ ?

แม้คดีประเภทนี้ยังไม่เกิดขึ้นในไทย แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารแพร่อย่างรวดเร็ว กอปรกับจิตใจของคนไทยยุคใหม่ยึดติดกับวัตถุนิยมเพิ่มขึ้น ขาดความเข้าใจ ความเห็นใจ ต่อกัน วันหนึ่งอาจมีคนรอดชีวิตลุกขึ้นมาฟ้องคดีเรียกเงินทองจากผู้ช่วยตนรอดจากเหตุการณ์เฉียดตายเพียงแค่ต้องการเงินทองประทังชีวิตหรือให้สบายกายขึ้นก็ได้ ยิ่งสภาพความสั่นคลอนต่อดุลพินิจเรื่องความเป็นธรรมในศาลเกิดขึ้นในสังคมไทยจนทำให้คนไทยเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาลยากขึ้น สังคมไทยอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดวิกฤตที่เพิ่มจำนวนคนแล้งน้ำใจ ขาดเมตตาจิต เพราะความกลัวเป็นคดีความในศาลโดยใช่เหตุ ผู้ประสบภัยจึงต้องรับเคราะห์กรรมโดยตรง แม้เขาจะมิใช่คนอกตัญญูก็ตาม แทนที่เขาจะไม่ตายหรือไม่พิการ ก็ต้องตายแน่ พิการแน่เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือทันกาล คำถามวันนี้คือ ผู้มีจิตเมตตาที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นเหตุการณ์ร้ายโดยไม่เคยรับการอบรมด้านการช่วยชีวิตมาก่อนซึ่งสิ่งที่เขากระทำไปอาจมีส่วนให้อาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นสมควรรับการลงโทษทางกฎหมายหรือไม่ เช่น คนเห็นเด็กกำลังจมน้ำหรือติดอยู่ในรถที่เพลิงไหม้ลามใกล้ เขาไม่เคยรับการอบรมการช่วยชีวิตมาก่อน ยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่มีพละกำลังดี เขาควรยืนเฉยมองดูผู้ประสบภัยหรือควรยื่นไม้ไปดึงเด็กเข้าฝั่งหรือวิ่งเข้าไปดึงเด็กออกจากรถด้วยการทุบกระจกหรือกระชากประตูออก อีกวิธีหนึ่ง คือ โทร.เรียกหน่วยพยาบาลไปช่วยแล้วยืนมองเฉยไว้ ทางเลือกใดที่ช่วยให้เขาไม่ต้องมีคดีความ แต่การนิ่งเฉยดังกล่าวผู้ประสบภัยอาจตายหรือพิการก็ได้ หากเขาแค่ยื่นมือเข้าช่วยเล็กน้อย ผู้ประสบภัยย่อมมีโอกาสรอดสูงขึ้น เป็นต้น คนไทยชาวพุทธคงต้องรอฟังคำตอบจากศาลที่รับพิจารณาคดีประเภทเดียวกับคดีของสหรัฐในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยคนไทยก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจว่า ควรฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ช่วยเหลือชีวิตให้รอดตายหรือไม่

คดีในไทยซึ่งส่งผลร้ายต่อการทำความดีช่วยเหลือชีวิตซึ่งเกิดเป็นระยะในสังคมไทยอีกคดีหนึ่ง คือ คดีที่คนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบนถนนเพราะจักรยานยนต์ล้มเองหรือถูกรถคันอื่นชนบาดเจ็บ แต่กลับถูกร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้บาดเจ็บและญาติว่าเป็นผู้ชนเขา ซึ่งทำให้คนไทยใจดีหลายคนปวารณาตนไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนบาดเจ็บตามท้องถนนหรือถิ่นใดก็ตาม เรียกว่า เห็นก็ทำเป็นไม่เห็น หลายครั้งเป็นสาเหตุให้คนบาดเจ็บต้องตายคาถนนโดยใช่เหตุ ถ้าคนใจดีนำส่งโรงพยาบาลทันเวลา เขาหรือเธอก็ไม่ต้องตาย ครอบครัวนั้นก็ไม่สูญเสียสมาชิก แต่คดีประเภทสนองคุณเจ็บแสบของผู้บาดเจ็บที่ต้องการเงินทองจากคนช่วยชีวิต แทนที่จะไปเอาจากผู้กระทำความผิดด้วยความมักง่าย จึงทำให้ผู้ประสบภัยอื่นๆต้องรับเคราะห์กรรมจากการวางเฉยของคนไทยเพราะยึดถือตัวอย่างเจ็บแสบดังกล่าวไว้เตือนใจ ทำให้คนไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้อยลง คนไม่ควรตาย ไม่ควรพิการ ก็ต้องพบเคราะห์กรรมหนักเพราะคนดีจำเป็นต้องแล้งน้ำใจเพราะความระแวงใจ อีกคำถามหนึ่ง คือ ทำไมตำรวจไม่ช่วยเหลือคนใจดีที่ถูกกล่าวหาเท็จ คำตอบ คือ ตำรวจต้องรับแจ้งความทุกเรื่องแล้วไต่สวนว่า มูลความจริงเป็นเช่นไร ระยะเวลาตรวจสอบที่ยาวนานกอปรกับบางครั้งพบตำรวจไม่ดี จึงทำให้คนใจดีต้องรับผลกรรมแสนเจ็บปวดเมื่อถูกดำเนินคดีในศาลเพราะการทำสำนวนไม่เหมาะสมเพื่อให้สมประโยชน์ระหว่างตำรวจไม่ดีกับผู้บาดเจ็บในการได้เงินชดเชยจากคนใจดีถ้าแพ้คดีหรือมีการทำยอมความกัน ส่วนคนใจดีบางคนก็อยากให้พ้นเคราะห์ไว ก็จำต้องยอมรับกรรมนั้นด้วยการเสียเงินเพื่อยุติคดีหรือฟาดเคราะห์โดยเร็วทั้งที่มิได้กระทำความผิดใด จากนั้นก็ปวารณาตนไม่ช่วยเหลือผู้ใดอีกแล้วยังสั่งสอนลูกหลานต่อไปด้วย มันจักส่งผลในการลดจำนวนคนใจดีในสังคมไทยลงแน่นอน เมื่อคนทำดีแล้วไม่ได้ดี กลับต้องรับเคราะห์กรรมมหันต์จากคนที่รับการช่วยเหลือจากตน คนดีที่ไหนจักทำดีต่อไป เรื่องน่าคิดที่สังคมไทยและคนไทยต้องเร่งหาคำตอบเพื่อรักษาจำนวนคนใจดีไว้ให้มาก คนตายหรือคนพิการจักลดน้อยลงเพราะความช่วยเหลือทันกาลจากคนใจดี

 

**********************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s