ศึกส.ส.ชิงรมต.

ศึกส.ส.ชิงรมต.

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อปีพ.ศ.2475 นั้น ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนจากประชาชนเพื่อบริหารบ้านเมืองตามหลักประชาธิปไตย เนื่องจากคณะเปลี่ยนแปลงระบอบฯเกรงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจหลักปกครองนี้อย่างสมบูรณ์จึงยังไม่ให้มีการเลือกตั้งส.ส.ในช่วงแรก โดยแต่งตั้งส.ส.ชุดแรกเพื่อทำหน้าที่ในสภาฯและเป็นตัวแทนคนไทยไปก่อน จากนั้นจึงมีการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบปกครองประเทศแบบใหม่เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งส.ส.ทั้งสภาในวันข้างหน้า ในที่สุดคนไทยก็มีโอกาสเลือกตัวแทนหรือส.ส.ทั้งสภาจากการเลือกตั้งด้วยตัวเองโดยกาเลือกชื่อผู้แทนที่ตนต้องการเพื่อเข้าสู่สภานิติบัญญัติ

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า 60 ปี ของไทยผ่านการปฏิวัติหรือรัฐประหารหลายครั้งซึ่งทำลายการพัฒนาการเมืองของไทยเป็นระยะ แต่สังเกตได้ว่าจะมีการปรับปรุงการปกครองให้ดีขึ้นทีละน้อยและคนไทยเข้าใจหลักคิดแบบประชาธิปไตยมากขึ้น อันเป็นเรื่องเจ็บแค้นของผู้ฝักใฝ่ระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์อย่างมาก ความรู้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชนเป็นอุปสรรคต่ออำนาจของบรรดาผู้ฝักใฝ่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่เชื่อว่าตนสมควรเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง มิใช่คนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศ จักสังเกตได้ว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ฝักใฝ่กับยศถาบรรดาศักดิ์หรือมียศทหารสูงส่งจะไม่ค่อยส่งเสริมการศึกษาของคนไทยเพราะเชื่อว่า การมีความรู้ดีย่อมทำให้คนไทยไม่ยอมอยู่ใต้ปกครองของตน เมื่อมิอาจขัดขวางความเจริญได้ จึงชะลอการพัฒนาหรือเพิ่มพูนความรู้ไว้ให้ช้าที่สุด อันส่งผลต่อความเจริญของบ้านเมืองและระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างมาก

เมื่อใดที่บ้านเมืองมีความเจริญในระดับสูงและมีเงินเก็บในคลังมาก จักเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเสมอด้วยข้ออ้างเดิมๆ คือ ปราบคอรัปชั่น ความไม่เป็นธรรมในสังคม แม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเกือบ 70 ปีแล้ว การปฏิวัติก็มาจากกลุ่มเดิม คือ ผู้มียศศักดิ์และอาวุธกับยังใช้เหตุผลเดิมอยู่ ถือเป็นข้อสังเกตที่ชัดเจนว่า เหตุผลแท้จริงของการปฏิวัติทุกครั้งมาจากความปรารถนาจักปกครองบ้านเมืองและใช้สอยเงินออมของคลังประเทศตามใจชอบ จากนั้นจะมีการซื้ออาวุธยุโธปกรณ์จำนวนมากพิเศษทุกครั้งหลังการปฏิวัติ ฐานะการเงินของสมาชิกคณะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นทันตา เมื่อเงินร่อยหรอลงมาก จึงยอมส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเพื่อทำมาค้าขายและสะสมเงินออมอีก พวกปฏิวัติจะกลับมาใหม่เมื่อคลังมีเงินออมมาก มันจะเกิดรูปแบบซ้ำซากเช่นนี้มาตลอดนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่แข็งแรงในไทย ช่วงไทยเป็นลูกหนี้ไอเอ็มเอฟ คลังมีเงินสำรองน้อยนิด การปฏิวัติจากกลุ่มทหารไม่มีแม้แต่ข่าวลือเพราะเงินคงคลังน้อย ไม่ถนัดหาเงินใช้หนี้ ขาดความสามารถบริหารหนี้ ขายสินค้าไม่เป็น แค่ชอบกู้เงิน แต่ไม่มีเจ้าหนี้คนใดยอมให้กลุ่มปฏิวัติกู้ยืมอย่างแน่นอน ทุกฝ่ายล้วนผอมกรอบเต็มที่ ถ้าปฏิวัติยึดอำนาจปกครองมาก็ต้องรับภาระหนี้สินเบิกบาน ไม่มีเงินให้ใช้สอยสบายมือ ถือว่าไม่คุ้มที่ลงทุนเอารถถังหรือคนแบกปืนออกจากค่ายเพราะต้องเสียเบี้ยเลี้ยงและต้นทุนการขนย้ายอาวุธเป็นอย่างน้อย ค่าใช้จ่ายจุกจิกอีกด้วย

รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงก่อนปีพ.ศ.2540 สร้างปัญหาซ้ำซากอย่างหนึ่งให้ระบบรัฐสภาและรัฐบาลมาก คือ การกำหนดให้ส.ส.เป็นรัฐมนตรี(รมต.)ได้โดยไม่เสียสิทธิความเป็นส.ส. ทุกครั้งที่มีการฟอร์มรัฐบาลจึงเกิดภาพแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีจากพวกส.ส.กับคนภายนอก เมื่อไม่ได้ตำแหน่งตามที่ต้องการ ส.ส.บางคนบางกลุ่มจะแสดงความไม่พอใจสารพัดรูปแบบให้พรรคต้องปวดหัวแล้วยังส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลด้วย บางครั้งเกิดกรณีงูเห่าในพรรคที่ทรยศหัวหน้าพรรคและเพื่อนพ้องโดยย้ายพรรคกะทันหันหรือเทคะแนนไปให้พรรคฝ่ายตรงข้ามจนกระทั่งรัฐบาลต้องล่มสลายไป รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆจึงสร้างปัญหาและสะสมความอ่อนแอให้ฝ่ายบริหารมาตลอด เมื่อประชาชนมีโอกาสเขียนรัฐธรรมนูญจึงต้องการสร้างความเข้มแข็งให้ฝ่ายบริหารและแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากกันให้ชัดเจนขึ้น โดยสร้างกติกามิให้ส.ส.เปิดศึกแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกันอีก

รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 กำหนดให้มีส.ส. 2 แบบ คือ ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนไทยทั้งหมด โดยส.ส.เขตไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่ส.ส.บัญชีรายชื่อมีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีได้ หมายความว่า ก่อนจะสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครต้องเลือกว่า จะเป็นส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทุกคนย่อมรู้ตัวแล้วว่ามีสิทธิ์อย่างไรกับตำแหน่งส.ส.ของตนเอง เท่ากับลดละกิเลสตัณหาตั้งแต่เริ่มแรก การแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีระหว่างส.ส.ด้วยกันจึงไม่มีอีกต่อไป เมื่อได้ตำแหน่งส.ส.เขตก็มุ่งมั่นสนใจกับงานนิติบัญญัติไปเลย ปล่อยให้ส.ส.บัญชีรายชื่อจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองกันเอง งานนิติบัญญัติมั่นคงมากขึ้น งานบริหารก็ลดการแย่งชิงระหว่างส.ส.ด้วยกันลง ความเป็นปึกแผ่นทางการเมืองของพรรคและความมั่นคงของรัฐบาลมีเพิ่มขึ้นมาก ถือเป็นการแก้ไขปัญหาสะสมของการเมืองไทยได้ในระดับดีมาก แล้วยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไปสู่ระดับสากลยิ่งขึ้น

เมื่อเกิดการปฏิวัติปีพ.ศ.2549 แม้ชื่อของคณะปฏิวัติจะเขียนว่า ทำเพื่อประชาธิปไตย แต่การกระทำเป็นเรื่องตรงข้ามกับชื่อดังกล่าวอย่างมาก หลังจากรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550ของคณะปฏิวัติใช้ปกครองบ้านเมือง กลายเป็นการย้อนเวลากลับไปสู่ยุคเริ่มแรกของระบอบประชาธิปไตยในไทยซึ่งทำลายรัฐบาลและการเมืองไทยให้อ่อนแอลงอีกครั้งและยึดอำนาจของคนไทยไปโดยมีการแต่งตั้งตัวแทนประชาชนเพิ่มขึ้นในวุฒิสภาที่เป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติและขัดต่อหลักประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้ง พวกเขากำหนดให้มีคณะบุคคลจำนวนเล็กน้อยแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาครึ่งหนึ่ง คนไทยเลือกอีกครึ่งหนึ่ง แล้วให้อำนาจถอดถอนรัฐบาล แต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ แก่สมาชิกสองแบบเท่าเทียมกัน ทั้งที่วิถีทางเข้าสู่อำนาจแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งทำงานก็มุ่งเน้นทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งเต็มที่อันขัดต่อหลักประชาธิปไตย แต่ไม่มีองค์กรใดลงโทษพวกเขาได้เพราะคะแนนเสียงจากฝ่ายเลือกตั้งมีไม่มากพอและไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเพราะล้วนมาจากประชาชนต่างแหล่งกัน จึงแตกต่างจากฝ่ายแต่งตั้งซึ่งมาจากกลุ่มบุคคลเดียวกัน

รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ยังกำหนดให้ส.ส.มีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีได้ไม่ว่าจะเป็นส.ส.เขตหรือส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นหลักที่เคยใช้เมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว และทำให้การเมืองไทยอ่อนแอมาตลอด สร้างความสับสนกับบทบาทของส.ส.ทั้งสองรูปแบบ ศึกแย่งชิงตำแหน่งการบริหารประเทศระหว่างส.ส.ด้วยกันกลับคืนมาอีกครั้ง ถือเป็นฝันร้ายของประเทศไทยที่คณะปฏิวัติจงใจสร้างขึ้นเพื่อมิให้การเมืองไทยเข้มแข็งตามหลักประชาธิปไตย โดยอาศัยข้ออ้างการแย่งอำนาจของพวกส.ส. แล้วยังส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอและไม่ใส่ใจต่อหน้าที่หลักของตน เพราะมัวยุ่งกับการแย่งตำแหน่งทางการเมืองถ้าฝ่ายบริหารเข้มแข็งย่อมช่วยป้องกันมิให้ทหารเข้าแทรกแซงการเมืองได้ง่ายดังที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2540 บัดนี้ คนไทยมองเห็นจุดบกพร่องที่คณะปฏิวัติสร้างไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วว่า มันทำลายการเมืองไทยเพียงไร จักยอมให้จุดด่างพร้อยนี้คงอยู่ต่อไปอีกหรือ ? เมื่อเห็นแล้วว่าหลักคิดในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 เกี่ยวกับบทบาทของส.ส.ทั้งสองรูปแบบเด่นชัด รวมทั้งที่มาและบทบาทของวุฒิสภาตามระบอบประชาธิปไตย ควรมาจากประชาชนเท่านั้น มิใช่คณะบุคคลบางกลุ่มบางพวกจำนวนน้อยนิด แล้วอ้างว่ามาจากคนไทยทั้งประเทศ คณะปฏิวัติและคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมักกล่าวหาเชิงดูแคลนการเลือกตั้งจากคนไทยโดยตรงว่า ส.ส.เหล่านั้นเป็นคนคดโกง โง่เขลา ไม่เหมาะสมเป็นตัวแทนของคนไทย เราควรปล่อยให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพวกลูกครึ่งเผด็จการครึ่งอำมาตยาธิปไตยหรือ ? เมื่อประเทศไทยมีส.ส.จากการเลือกตั้งเต็มร้อยเปอร์เซนต์และรัฐบาลมองเห็นสิ่งบกพร่องในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นเดียวกัน มันน่าจะเป็นเวลาสมควรในการแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่จะถูกอำนาจมืดล้มล้างอำนาจเลือกตั้งของคนไทยลง เหลือแค่การลากตั้งแล้วสวมเสื้อเขียนแปะว่า การเลือกตั้งโดยประชาชน(เฉพาะกลุ่ม) และประกาศว่า นี่คือตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ เราจักยอมให้พวกเขาเอาสิทธิความเป็นคนไทยของเราไปทำแบบนั้นหรือ ? ลองคิดให้ดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทำลายความมั่นคงของชาติแล้วควรแก้ไขให้เป็นไปตามครรลองที่เหมาะสมหรือยัง ? หากอยู่นิ่งเฉยด้วยความกลัวคำขู่ของกลุ่มพันธมิตรฯ คนไทยจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญพิการด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ต้องเปลี่ยนผู้บริหารบ้านเมืองตามใจกลุ่มกบฏยึดทำเนียบ ทำละเมิดกฎหมาย อีกกี่ชุด ประเทศไทยต้องเป็นตัวตลกน่าขำในเวทีโลกอีกนานเท่าไรเมื่อผู้บริหารประเทศตัวจริง คือ กลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดทำเนียบไว้ มิใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับพระบรมราชโองการให้บริหารบ้านเมืองตามกฎหมาย คนไทยทั้งประเทศจึงเป็นกลุ่มเดียวที่แก้ไขปัญหาหนักอกของชาติได้และนำเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาติกลับคืนมา มิใช่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

 

*********************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s