เวลา คือ ผู้ชนะตลอดกาล

เวลา : ผู้ชนะตลอดกาล

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

เมื่ออ่านบทความต่างชาติวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมืองไทยทำให้คิดถึงสัจธรรมที่ว่า  “เวลาและสายน้ำไม่เคยรอใครและเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้น” หากอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เขียนด้วยนักประวัติศาสตร์ไทยจักพบว่า เวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมาของระบอบประชาธิปไตยในไทยโดยเฉพาะช่วงต้นของคณะราษฎร์ที่ต้องเผชิญการต่อต้านจากผู้นิยมเจ้าหรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่เสียดายอำนาจเดิมหรือสูญเสียอำนาจสูงสุดที่เคยมีและการให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนซึ่งเคยชินกับการกดขี่บังคับให้ยอมรับอำนาจของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย หลายปีที่ผ่านมาคนไทยรับทราบและชื่นชอบกับสิทธิเสรีภาพที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้คนไทยไม่ว่ายากดีมีจนสูงหรือต่ำศักดิ์ย่อมมีความเสมอภาคและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน คนไทยรุ่นต่อมาสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร์ที่จะให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น และไม่ปรารถนาจะให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับมาปกครองคนไทยอีก แม้จะมีการปฏิวัติหลายครั้ง คนไทยก็ยังรักษาประชาธิปไตยและเจตนารมณ์เดิมไว้อย่างเหนียวแน่น จึงทำให้คนไทยยังมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าสมัยที่อยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ฝ่ายนิยมผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในอดีตยังคงมุ่งมั่นจะนำอำนาจเดิมกลับมาปกครองคนไทยหลายครั้งในการหมุนเวลาย้อนเวลาคืนจากปีพ.ศ. 2551 ไปยังยุคก่อนปีพ.ศ. 2475

ก่อนยุคปีพ.ศ. 2475 นั้นประเทศไทยปกครองในระบอบราชาธิปไตยหรืออีกชื่อหนึ่งคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งกษัตริย์เป็นผู้ปกครองประเทศเพียงผู้เดียว คล้ายกับจักรพรรดิหรือฮ่องเต้จีนปกครองอาณาจักรจีน ในภาคปฏิบัตินั้นกษัตริย์มิอาจทำงานทุกอย่างได้ผู้เดียว จึงต้องมีการแต่งตั้งพระญาติวงศ์หรือข้าหลวงไปดูแลหรือทำงานต่างๆ ซึ่งส่งผลให้พวกเขามีอำนาจสูงในฐานะตัวแทนกษัตริย์ หลังจากการปฏิรูปการปกครองไทยในปีพ.ศ.2475 คณะราษฎร์นำระบอบประชาธิปไตยเข้ามาใช้บริหารประเทศโดยกำหนดให้ตัวแทนที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนเท่านั้นมีอำนาจบริหารประเทศได้ ทำให้บุคคลเหล่านั้นสูญเสียอำนาจไปทันตาเนื่องจากรู้สึกเสื่อมเสียเกียรติที่ต้องไปขอคะแนนเสียงจากคนไทยเพื่อเป็นผู้แทนหรืออยู่ใต้การปกครองบริหารจากผู้แทนที่บางคนอาจมาจากครอบครัวชาวนายากจน บ้างก็มีพ่อแม่เคยเป็นทาสมาก่อน หลังจากคณะราษฎร์เน้นให้ความรู้และการศึกษาแก่คนไทยด้วยเวลาหลายปี คนไทยตระหนักและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนมากขึ้น ทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยมั่นคงเพิ่มขึ้นพร้อมกับกาลเวลาที่เดินไปข้างหน้าโดยการสนับสนุนของสหรัฐและประเทศยุโรปตะวันตกที่ต้องการให้ประเทศไทยรักษาระบอบนี้ไว้

เมื่อได้อ่านบทวิเคราะห์เบื้องหลังการปฏิวัติในไทยตอนปีพ.ศ.2549 ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่และผู้สนับสนุนเหตุความวุ่นวายในไทยของม็อบโกเต๊กซ์ซึ่งเขียนโดย นักวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างชาติที่มองประเทศไทยดั่งเวทีละครซึ่งมีคนไทยเป็นตัวละครและมองลึกถึงคนเขียนบทสัญชาติไทย ทำให้เห็นว่า กลุ่มหนึ่งกำลังสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพชนที่จะเอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมาหรือที่คนไทยวันนี้เรียกกันว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ผู้ได้รับแต่งตั้งจากกษัตริย์จักเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มิใช่ตัวแทนประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย มันเป็นความพยายามหมุนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอดีตของคนยุคใหม่และคนใกล้หมดเวลาบนโลกกลุ่มหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์โลกไม่เคยมีการย้อนคืนได้เลย มิฉะนั้น ไดโนเสาร์คงเดินยั้วเยี้ยบนแผ่นดินไทยและคนไทยเดินทางด้วยเกวียนข้ามประเทศคงมีให้เห็นชินตามากกว่าเครื่องบิน ชนชั้นสูงหรือมหาเศรษฐีไทยยังเดินทางด้วยเครื่องบินแทนที่จะขี่ม้าหรือช้าง เนื่องจากพวกเขาต้องการย้อนเวลาแห่งอำนาจเท่านั้น ไม่ต้องการแตะต้องการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวัน

ประวัติศาสตร์ยืนยันให้ทราบว่า เวลาเดินไปข้างหน้าเท่านั้น ไม่มีวันหวนย้อนคืนได้ เวลาจึงเป็นผู้ชนะมนุษย์ตลอดกาล ดังนั้น การพัฒนาจึงเดินเคียงคู่กับเวลาเสมอ ดังปรากฏในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่ราชวงศ์ต้องสูญสลายลงเพราะมันเป็นเวลาที่ความหมักหมมฟอนเฟะที่ผู้ปกครองกดขี่ข่มเหงประชาชนและเห็นพวกเขาเป็นไพร่สถุลไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นานหลายร้อยปี เมื่อแรงบีบคั้นทวีสูงขึ้นกอปรกับความรู้และการศึกษาทำให้ประชาชนรู้จักคุณค่าชีวิตของตนอย่างแท้จริงและผู้ปกครองพยายามเหนี่ยวรั้งเวลาและอำนาจไว้กับตน จึงเกิดโศกนาฏกรรมในชาติขึ้น แม้ประชาชนต้องสูญเสียชีวิตแลกกับสิทธิเสรีภาพของตนอย่างมาก แต่พวกเขายังยืนยันว่าคุ้มค่าและไม่เสียใจที่กระทำต่อกลุ่มผู้ปกครอง มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของปวงชนในแผ่นดิน มิใช่ของผู้ใดผู้หนึ่ง สิทธิเสรีภาพเสมอภาคของมนุษย์ แผ่ขยายไปยังประเทศใกล้เคียงและลามเข้ามาถึงสยาม อันสร้างความหวั่นเกรงแก่ผู้ปกครองในเวลานั้น เราจึงได้เห็นความชาญฉลาดของผู้ปกครองในไทยที่ริเริ่มลดแรงกดดันทางสังคมลงทันทีด้วยการเริ่มปลดปล่อยทาสและแบ่งปันความเจริญทางวัตถุไปถึงราษฎรมากขึ้น ทำให้ความอยากมีประชาธิปไตยในไทยเกิดช้าลง นานมากที่คนไทยมีชีวิตอยู่ในการปกครองเดิมต่อมาจนถึงปีพ.ศ. 2475 คนไทยเคยชินกับความเป็นอิสระจากทาส แต่ยังไม่พ้นจากคำเรียกว่า ไพร่ จากชนชั้นสูงและข้าหลวงที่ยังมีอำนาจปกครองพวกเขาอยู่

เมื่อศึกษาผลของความพยายามเก็บอดีตไว้กับตนซึ่งเกิดขึ้นในยุคไซเบอร์ที่รู้จักกันดีของคนไทย คือ การเปลี่ยนระบอบราชาธิปไตยไปสู่สังคมนิยมในเนปาล ซึ่งเป็นการกระทำอย่างรุนแรงและหักหาญอย่างมาก อันเป็นผลสืบเนื่องจากกษัตริย์องค์สุดท้ายของเนปาลยึดอำนาจบริหารประเทศจากตัวแทนประชาชนและกดขี่หรือลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนลง เข้าบริหารประเทศด้วยตัวเองโดยอาศัยพระญาติหรือข้าหลวงที่ฝักใฝ่ตน  แรงศรัทธาที่ลดลงของประชาชนสั่นคลอนความมั่นคงของกษัตริย์เนปาล แรงกดดันที่กษัตริย์กระทำต่อประชาชนและตัวแทนส่งผลร้ายในการเลือกตั้งที่ทำให้ฝ่ายค้านซึ่งมีนโยบายยกเลิกระบบกษัตริย์ได้ชัยชนะอย่างงดงาม ดังนั้น แนวคิดที่อดีตกษัตริย์เนปาลจักยึดครองอำนาจดั้งเดิมไว้ โดยไม่มองข้อเท็จจริงที่ว่า ชาวเนปาลเปลี่ยนไปจาก 300 หรือ 400 ปีก่อนที่ไร้การศึกษา ไม่รู้จักโลกภายนอก สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ชอบอิสระเสรีภาพ จึงต้องเกิดการสูญสลายอำนาจของบรรพชนอันเนื่องจากการไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยเหมือนเช่นที่อังกฤษหรือประเทศทางยุโรปที่ยังมีประมุขเป็นกษัตริย์อย่างสง่างามได้ แต่เนปาลกลับสูญสลายในพริบตาเพียงเพราะความหวงแหนและยึดติดกับอำนาจ ลืมเลือนการเคลื่อนไหวของเวลาตามธรรมชาติ ละเว้นความจริงที่มนุษย์ชื่นชอบเสรีภาพ มิใช่การกักขังหรือบีบคั้นให้ยอมรับความเป็นไพร่อย่างไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างของประเทศที่เดินคู่ไปกับกาลเวลาซึ่งเห็นได้ในยุคใหม่นี้ คือ ภูฏาน ประเทศเล็กในหุบเขาอันหนาวเย็นซึ่งปกครองด้วยระบบกษัตริย์นานหลายร้อยปีเช่นเดียวกับเนปาล แต่กษัตริย์มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่คิดฝืนหรือเป็นศัตรูกับกาลเวลา พระองค์ตระหนักดีว่าความศรัทธาต่อผู้ปกครองเป็นเรื่องสำคัญ มิใช่การรักษาอำนาจทั้งหมดไว้ แต่ต้องรู้จักแบ่งปันมันให้แก่ประชาชนของพระองค์ให้รู้จักดูแลตัวเองและบ้านเมือง เฉกเช่นเดียวกับพ่อสอนให้ลูกรู้วิธีตกปลา มิใช่ป้อนปลาใส่ปากของลูก สิ่งแวดล้อมรอบบ้านเมืองของพระองค์และอินเตอร์เนตทำให้ตระหนักแก่ใจดีว่า มิอาจปิดกั้นการรับรู้โลกภายนอกของชาวภูฏานอีกต่อไป พระองค์เลือกที่จะเดินเคียงข้างกับกาลเวลาด้วยการปรับระบอบเดิมไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับบ้านเมืองโดยกษัตริย์และประชาชนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันซึ่งเชื่อว่าจะส่งเสริมประเทศให้ก้าวหน้าและประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ของภูฏานอย่างชาญฉลาดยิ่ง การฝืนเวลา ดึงอดีตกลับคืนมากลับเป็นการทำลายล้างศรัทธาประชาชนต่อผู้ปกครองบ้านเมืองสูงสุดเพราะประชาชนจักเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว มิใช่เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อประชาชน

เราจักเห็นผลลัพธ์ของการเดินฝืนหรือเดินเคียงคู่กับกาลเวลาที่ประเทศต่างๆดังได้กล่าวข้างต้นเผยให้เห็นต่อประชาชนโลกแล้วว่า ได้รับคุณประโยชน์หรือโทษทัณฑ์หนักหนาสาหัสเพียงใด ดังนั้นความต้องการย้อนคืนเวลาและอำนาจกลับไปสู่ยุคอดีต คนไทยต้องกลับไปขี่เกวียน นั่งรถลาก ต้องเคารพเชื่อฟังผู้ปกครองแบบอำมาตยาธิปไตย ยอมตนเป็นไพร่ตามคำเรียกขานของผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่ม็อบโกเต๊กซ์ มือที่มองไม่เห็น และผู้สนับสนุนการเงิน เร่งรัดเอาชนะพวกประชาธิปไตยที่อำนาจปกครองต้องมาจากปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุดด้วยเชื่อว่า ถ้าชนะได้ ก็จะครองอำนาจโดยเหล่าเสนาอำมาตย์และเรียกคืนความรุ่งเรืองของราชาธิปไตยกลับมาให้เห็นได้ในยุคไซเบอร์เป็นชาติแรกของโลก พวกเขาพยายามลืมว่า กฎธรรมชาติของเวลา คือ พัฒนาการ วิวัฒนาการ ที่ไม่มีวันเดินย้อนหลังได้ คนใดที่ฝืนธรรมชาติข้อนี้ต้องจมอยู่กับภาพอดีตที่จับต้องไม่ได้ไปจนลมหายใจสุดท้าย นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยยังมีเพื่อนที่แข็งแกร่งจากชาติตะวันตกซึ่งคอยสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยของคนไทย จึงมิใช่เรื่องง่ายที่กลุ่มนิยมราชาจักหวนกลับมามีอำนาจดังอดีตได้สมบูรณ์ แม้จะสร้างหุ่นเชิดทางการเมืองไว้เพื่อเขียนป้ายว่า ยังเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่มิอาจตบตาประเทศต้นฉบับประชาธิปไตยได้ ดังเหตุที่เกิดขึ้นในการยึดสนามบินของม็อบโกเต๊กซ์ที่ต้องหอบผ้าหนีออกไปทันทีเมื่อยูเอ็นประกาศเตือนจะจัดการม็อบนี้ในฐานะผู้ก่อการร้ายสากลตามสนธิสัญญาที่ไทยลงนามไว้แล้วพร้อมกับยึดทรัพย์ผู้สนับสนุนการเงินที่ฝากไว้ในต่างประเทศโดยระบุว่าทราบรายชื่อทุกคนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่าคนไทยฝ่ายประชาธิปไตยที่หวงแหนสิทธิเสรีภาพ มิต้องการให้คนใดมาใช้สิ่งนั้นแทนคนไทย ยังมีเพื่อนสัญชาติประชาธิปไตยอยู่ทั่วโลก อันแตกต่างจากยุคก่อนปีพ.ศ.2475 ที่ไทยอยู่โดดเดี่ยว ไม่รู้จักเพื่อนรอบบ้าน โดยเชื่อว่า เมืองไทยเป็นหนึ่งชาติเท่านั้นในโลก ขอให้เดินเคียงคู่เป็นเพื่อนกับเวลา ดีกว่าลบทิ้งปัจจุบันเพื่อกลับไปใช้ประวัติศาสตร์ที่ฝืนกฎธรรมชาติของโลก ฝ่ายที่ต้องสูญสลาย คือ ผู้แพ้ต่อกาลเวลานั่นเอง ไม่มีผู้ใดชนะเวลา ทำได้เพียงเดินเคียงคู่กับกาลสมัยเท่านั้น จึงยืนหยัดและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อผู้ปกครองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง นั่นคือ ประมุขหรือผู้ปกครองที่ชาญฉลาด

ประเทศไทย ณ เวลาหลังการปฏิวัติภายใต้การอุปถัมภ์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งที่สืบทอดมาจากบรรพชนทั้งพวกปัญญาชนหลงใหลอำนาจดั้งเดิมและผู้มีสกุลรุนชาติสูงส่งที่หวั่นเกรงต่อสถิติประชาชนที่มีการศึกษาสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ซึ่งพวกเขาคาดว่าน่าจะลดทอนความเชื่อฟังต่อชนชั้นดังกล่าวลงในวันข้างหน้า จึงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพในการเลือกตั้งตัวแทนปวงชนชาวไทยตามหลักประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มอบให้คนไทยได้เลือกวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนฯอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกของไทย แต่หลังปฏิวัติสิทธิเสรีภาพดังกล่าวถูกยึดกลับไปให้คนกลุ่มหนึ่งไม่ถึง 10 คน เลือกวุฒิสมาชิกมากกว่าครึ่งเรียกว่า วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง แล้วอ้างสวมสิทธิเป็นตัวแทนปวงชน ทั้งที่คนไทยไม่เคยรู้จักหรือรับรู้กระบวนการคัดเลือกคนกลุ่มนั้นเลย ตอนนี้ม็อบโกเต๊กซ์และพรรคฝ่ายค้านรวมตัวกันผลักดันแนวคิดยึดสิทธิเสรีภาพของคนไทยโดยมิให้เลือกส.ส.ด้วยข้ออ้างว่า คนไทยยังเป็นไพร่ต่ำศักดิ์ที่ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือปกครองบ้านเมือง แต่ควรให้ผู้มีอำนาจศักดิ์ศรีสูงส่งจากบรรพชนและผู้สนับสนุนที่มีเงินทองมากทำหน้าที่แทนคนไทย

ถ้าคนไทยไม่หวงแหนปกป้องสิทธิเสรีภาพที่คณะราษฎร์ต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยรัฐสภาด้วยความเหนื่อยยากและอันตรายยิ่ง แต่กลับมอบคืนให้กลุ่มคนที่หลงยุคด้วยการนิ่งเฉยหรือไม่ต่อต้านหรือขัดแย้งใดๆ เท่ากับทรยศต่อบรรพชนและยอมรับสถานภาพความเป็นไพร่ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมยัดเยียดให้ทั้งที่ปู่ย่าตาทวดของคนไทยในวันที่ได้รับสิทธิเสรีภาพจากคณะราษฎร์ล้วนยินดีและสาบานว่าจะรักษาอำนาจของปวงชนชาวไทยไว้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง ลูกหลานของคนไทยในวันนั้นจึงควรยืนหยัดปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนไว้และเดินเคียงคู่กับกาลเวลาที่การเมืองต้องพัฒนาให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง มิใช่กดมันให้ตกต่ำด้วยการยอมรับความเป็นไพร่ที่คนหลงยุคยัดเยียดใส่จิตสำนึกของคนไทย การศึกษาของคนไทยวันนี้ย่อมรู้ดีว่า ประชาธิปไตยดีหรือเลวกว่าเผด็จการหรือราชาธิปไตยหรืออำมาตยาธิปไตยเพียงไร คำตอบอยู่ในใจของคนไทยผู้มีปัญญาและมิใช่ไพร่อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ คือ ไม่มีผู้ใดเอาชนะกาลเวลาได้สักคน แม้จะมีศักดิ์สูงเหนือหล้า นั่งเก้าอี้ทองคำ ยึดครองสมบัติล้ำค่าของโลก ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเวลาเพราะเวลาเดินหน้าเสมอ ไม่เคยย้อนหลัง หากคนคนหนึ่งหมุนเข็มนาฬิกาย้อนหลัง แต่ความจริงที่ต้องยอมรับ คือ เวลายังเดินหน้าต่อไป เจ้าของมือหมุนเข็มยังไม่อาจหยุดยั้งเวลาได้อย่างแท้จริง ทำได้เพียงหลอกคนเบื้องหน้าเท่านั้น ดังนั้น เวลา พัฒนาการ และ ความตาย คือ ผู้ชนะตลอดกาลที่ไม่มีใครปฏิเสธความมีอยู่หรือกำจัดมันไปจากโลกใบนี้ได้ แม้สังขารของเขาสูญสลาย แต่เวลายังคงเดินหน้าต่อไป

 

**********************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s