กฎหมู่และกฎหมายผนึกกำลังเป็นคณะปฏิวัติ

ปฏิวัติด้วยกฎหมู่และกฎหมาย

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

การปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 คณะปฏิวัติแต่งตั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติเพื่อใช้อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ ร่างรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหลายฉบับ ด้วยเวลาแค่หนึ่งปีสามารถออกกฎหมายสารพัดชนิดมากกว่า 300 ฉบับ บางเดือนออกกฎหมายได้ถึง 40 ฉบับ ซึ่งถือเป็นการทำงานที่รวดเร็วอย่างมาก ต่อมาหลายฉบับถูกยกเลิกเพราะศาลเห็นว่าองค์ประชุมสภาไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้จึงนำไปใช้บังคับกับประชาชนไม่ได้ นอกจากนั้น ยังปลดเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระซึ่งเกี่ยวพันกับการเมืองแล้วแต่งตั้งพรรคพวกของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆโดยยกเลิกกฎหมายขององค์กรนั้นแล้วเขียนใหม่ บ้างก็ยกเว้นบางมาตราในกฎหมายเพื่อแต่งตั้งคนของคณะปฏิวัติเข้าไปควบคุมบัญชางาน แต่ยังรักษาอำนาจและหน้าที่ขององค์กรนั้นไว้ จึงเกิดลักษณะลักลั่นในบางองค์กรขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะปฏิวัติใช้บังคับแล้ว บางองค์กรจึงมีคำถามจากคนไทยว่า พวกเขาดำรงตำแหน่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในองค์กรที่มีการยกเว้นบางมาตราแต่ไม่ครอบคลุมให้ครบทุกขั้นตอนของการเข้าดำรงตำแหน่งนั้น เช่น ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯทั้งที่กำหนดให้นับเวลาดำรงตำแหน่งจากวันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ มีคุณสมบัติบกพร่องไม่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตำแหน่งนั้นไม่สมบูรณ์และไร้อำนาจตามหลักนิติธรรมและหลักกฎหมาย

ยิ่งกว่านั้นคณะปฏิวัติยังมีความหวาดกลัวสมาชิกรัฐบาลเดิมที่ถูกโค่นล้มไปแล้วว่าอาจกลับคืนอำนาจอีกจากการเลือกตั้ง ขณะที่ผลการปฏิวัติของตนสร้างความเสียหายอย่างหนักทางเศรษฐกิจแก่ชาติเมื่อประเทศทางตะวันตกและชาติเอเชียไม่ติดต่อเจรจาทางการค้าหรือหยุดสัมพันธไมตรีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำให้รัฐบาลของคณะปฏิวัติต้องเสียหน้าและไร้เกียรติอย่างมากในสังคมโลก การค้าขายทำได้อย่างแคบ จึงเป็นบทเรียนให้พวกเขาเห็นว่า การนำทหารหรืออาวุธมาแสดงตามท้องถนนหรือยึดสถานที่ราชการหรือทำเนียบ ส่งผลร้ายแก่ตนเองมากกว่าเกียรติยศที่อดีตคณะปฏิวัติเคยได้รับ เมื่อความกลัวอดีตรัฐบาลคืนอำนาจได้กับเกียรติยศที่ตกต่ำจากการเป็นคณะปฏิวัติทำให้พวกเขากับนักกฎหมายกลุ่มหนึ่งที่ฝักใฝ่เผด็จการจึงคิดแผนการหนึ่งขึ้น คือ เมื่อชาติตะวันตกชอบพูดว่า ต้องเคารพกฎหมาย ต้องมีรัฐธรรมนูญ บังคับให้ทุกคนต้องเชื่อฟังกฎหมาย จึงต้องสร้างกฎหมายให้เป็นอาวุธดับชีพฝ่ายตรงข้ามหรือใช้ผลักดันพรรคพวกของตน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กฎหมายปิดปากคนไทยและต่างชาติ โดยใช้กฎหมายทำปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลแทนอาวุธ

คณะปฏิวัติเขียนรัฐธรรมนูญที่ลดทอนอำนาจรัฐบาลให้น้อยลง แบ่งแยกวุฒิสภาให้มีการแต่งตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง แม้จุดมุ่งหมายให้เลือกผู้แทนน้อยลงจะทำไม่ได้เพราะถูกนักวิชาการบางคนขัดขวางไว้ แต่เป็นเป้าหมายหลักในวันหน้าในการมิให้เลือกตั้งผู้แทนเด็ดขาดด้วยความเชื่อฝังใจว่า ชาวบ้านเป็นไพร่ต่ำต้อย ไร้การศึกษา จึงไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทน แต่ควรให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจัดหาผู้แทนฝ่ายเดียว เนื่องจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องไม่แน่นอน ดังที่เกิดขึ้นในการทำประชามติกับรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ซึ่งรัฐบาลพยายามหลอกล่อให้คนไทยยอมรับรัฐธรรมนูญ แต่คะแนนเสียงที่ชนะนั้นบอกได้ชัดว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมและรัฐบาลเดิมอย่างมาก แผนต่อไปจึงต้องเร่งมือก่อนหมดอายุรัฐบาลเผด็จการ คือ การออกกฎหมายที่จะเป็นอาวุธทำปฏิวัติซึ่งชาติตะวันตกก็มิอาจเรียกได้เต็มปากว่า ประเทศไทยกำลังถูกปฏิวัติโดยคนกลุ่มหนึ่งอยู่

ด้วยความเชื่อว่าชาติตะวันตกจะยอมรับได้มากขึ้น ถ้าการปฏิวัติกระทำโดยผู้ใช้กฎหมายหรือที่เรียกกันว่าองค์กรอิสระที่มีอำนาจเยี่ยงเดียวกับตุลาการ และ ใช้อำนาจตุลาการ เป็นผู้นำกฎหมายที่พวกปฏิวัติเขียนไว้ไปใช้กับฝ่ายตรงข้ามหรือพวกไม่สวามิภักดิ์กับตน นอกจากการเขียนกฎหมายรองรับการปฏิวัติแล้ว พวกเขายังแต่งตั้งบุคลากรไปดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ใช้กฎหมายดังกล่าวด้วยเพื่อใช้เร่งเวลาปฏิวัติได้ดังใจนึก ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ องค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือปปช. ซึ่งมีการแต่งตั้งคนเข้าไปโดยไม่ได้เขียนกฎหมายใหม่ แต่ยกเว้นบางมาตราเกี่ยวกับการแต่งตั้งคนไว้ โดยลืมยกเว้นมาตราที่ระบุให้ทุกคนต้องได้รับการโปรดเกล้าฯด้วย จึงทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นว่า เมื่อไม่ทำให้ครบทุกข้อ ย่อมทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์เท่ากับไม่เคยมีคนๆนั้นในองค์กรมาก่อนตามหลักนิติธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกกับแนวคิดดังกล่าว การยกเว้นหมายถึง มาตราที่ระบุไว้จะไม่นำมาใช้ แต่มาตราที่เหลือยังคงใช้ได้สมบูรณ์เหมือนเดิม มันเป็นหลักคิดพื้นฐานของนักกฎหมาย  ส่วนตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นหน่วยงานอิสระ มิใช่อำนาจตุลาการแท้จริง ถือกำเนิดจากอำนาจบริหารจึงประกอบไปด้วย คนที่เกษียณอายุ ไม่สังกัดการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ แต่มีคุณสมบัติและความรู้ตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ การร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบหลายฉบับเน้นการทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง การยุบพรรคด้วยเงื่อนไขง่ายๆหรือตั้งข้อสันนิษฐานแบบตีเหมา การใช้กฎหมายย้อนหลังไปลงโทษสมาชิกพรรคตามใจชอบ หลายอย่างเขียนขึ้นโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักกฎหมายสากล จนกลายเป็นข้อกังขาของนักกฎหมายระหว่างประเทศว่า นักกฎหมายไทยที่ร่างมันกำลังนำประเทศไปสู่การปกครองเผด็จการและไม่เข้าใจหรือแกล้งลืมหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งที่หลายคนจบการศึกษาจากประเทศตะวันตกที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตย การเขียนกฎหมายคือคำชี้แจงเจตนารมณ์โดยไม่ต้องพูดแก้ตัวใดๆ

เมื่อกฎหมายกับผู้ใช้กฎหมายกำเนิดจากคณะปฏิวัติ จึงเป็นการรวมตัวที่สมบูรณ์ของคณะปฏิวัติรูปแบบใหม่ที่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธและชาติตะวันตกที่นิยมประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายต้องขบคิดหนักเมื่อพวกเขาใช้กฎหมายเหล่านั้นในไทยเพื่อล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งจากประชาชน มิใช่อาวุธที่เห็นหรือสัมผัสได้ ด้วยคิดว่าประเทศเหล่านั้นคงตามแผนนี้ไม่ทันหรือโง่กว่าคณะปฏิวัติ ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่มองเห็นแผนการนี้มานานแล้ว แต่ต้องรอให้ผู้แทนเลือกตั้งเข้าไปทำงานในสภาก่อนจึงแก้ไขเรื่องนี้ได้ คณะปฏิวัติทราบดีว่าจะต้องถูกต่อต้านและแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น แต่พรรคที่พวกเขาสนับสนุนก็มีเสียงน้อยมาก จึงต้องใช้วิธีการนอกระบบด้วยการสร้างม็อบมาก่อกวนการทำงานของรัฐบาลเป็นระยะเพื่อมิให้สมาชิกสภารวมใจกันแก้ไขกฎหมายได้ นอกจากนั้นยังสั่งให้สมาชิกวุฒิฯชนิดแต่งตั้งก่อกวนหรือจ้องทำลายรัฐบาลเป็นระยะ แผนนี้ทำให้รัฐบาลต้องหยุดยั้งการแก้กฎหมายหลายครั้ง การใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลโดยพรรคฝ่ายค้านกระทำอย่างต่อเนื่องในหลายองค์กรอิสระซึ่งทำงานพร้อมเพรียงกันโดยใช้กฎหมายและการแต่งตั้งคนจากคณะปฏิวัติล้อมกรอบรัฐบาล ในที่สุดบางหน่วยงานก็ทำงานเข้าถึงเป้าหมายไปก่อน สังเกตได้ว่า ปปช.มีสำนวนคดีค้างมากมาย แต่ช่วงหนึ่งปีที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับและพรรครัฐบาลมิใช่พวกของคณะปฏิวัติ ปปช.ไม่เคยทำงานคั่งค้างที่สร้างความเสียหายแก่ชาตินับหมื่นล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับพรรคฝ่ายค้านที่คณะปฏิวัติสนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้คืบหน้าหรือสำเร็จสักคดี แต่เร่งรัดทำคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลซึ่งร้องเรียนมาจากฝ่ายของตนเป็นหลักและทำงานเสร็จเร็ว

คณะปฏิวัติคาดเดาผลเลือกตั้งไว้ล่วงหน้าจากการทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิวัติได้ว่า สมาชิกพรรครัฐบาลเดิมยังเป็นที่นิยมของคนไทยส่วนใหญ่ แผนลับจึงต้องจัดเตรียมอย่างเร่งร้อนและรัดกุมเพื่อกำจัดตัวแทนประชาชนที่มิได้มาจากฝ่ายของตนไม่ให้ตั้งรัฐบาลหรือให้รัฐบาลมีอายุสั้นที่สุด จากนั้นก็เปิดทางไปสู่อำนาจให้พรรคพวกของตนอีกครั้ง มือที่มองไม่เห็นซึ่งบงการคณะปฏิวัติมาตั้งแต่ต้นได้ร่วมกันวางแผนทำลายความมั่นคงแห่งรัฐบาล สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองเพื่อหวังใช้คนไทยที่เดือดร้อนเป็นเครื่องมือบีบคั้นรัฐบาล ตีความกฎหมายโดยยกเว้นหลักนิติธรรมซึ่งเป็นหัวใจหลักของกฎหมายเพื่อเอาโทษกับสมาชิกรัฐบาลทุกคนที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งถูกพิจารณาความผิดจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใช้กฎหมายและคนในองค์กรอิสระปัดเป่าความผิดทั้งมวลจนจางหายไปแม้จะทำความผิดชัดเจนเพียงใดก็ตามดุลพินิจของผู้ตัดสินซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้เป็นเครื่องมือสำคัญเยี่ยงเดียวกับปืนหรือรถถังของทหารเพื่อทำการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลของประชาชน เราจักสังเกตได้ว่า การกำจัดศัตรูทางการเมืองของคณะปฏิวัติตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลใหม่เกือบหนึ่งปีมาแล้ว จะเป็นการใช้กฎหมายที่คณะปฏิวัติเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์พิเศษเฉพาะกิจที่มุ่งเล่นงานนักการเมืองโดยอ้างว่าต้องการกำจัดคนชั่วโดยอาศัยเล่นคำในกฎหมาย เช่น ปล่อยปะละเลย ลูกจ้าง วิชาชีพอิสระ เป็นต้น ไม่คำนึงถึงเจตนาหรือข้อเท็จจริงที่วิญญูชนพึงกระทำต่อกันได้หรือขอบเขตของวิญญูชน ทั้งที่การลงโทษที่รุนแรงเยี่ยงเดียวกับการประหารชีวิตควรมีการตีความเคร่งครัดและต้องให้ความเป็นธรรมมากพิเศษ เพราะฆ่าคนผิด ถือเป็นบาปมหันต์ที่อภัยไม่ได้ในทางธรรมและทางกฎหมายหากขาดความระมัดระวังของผู้ตัดสินคดี การให้โอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือการไตร่ตรองคดีจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อความยุติธรรมอย่างมาก แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการวินิจฉัยคดีของนักการเมืองเป้าหมาย อันแสดงถึงการมีสองมาตรฐานในการพิจารณาคดีทางการเมืองในไทยโดยไม่ละอายต่อสายตาชาวโลกแล้วใช้คำว่า ดุลพินิจ เป็นโล่กำบังกายและเจตนารมณ์แท้จริงไว้

แผนกฎหมู่สร้างม็อบรบกวนการทำงานและทำลายภาพพจน์รัฐบาลที่ยังไม่เคยลงมือทำงานจริงจังนับแต่การเลือกตั้งผ่านพ้นไปไม่ถึงปี แผนกฎหมายคอยตามล่าล้าง ปลด นักการเมืองรัฐบาลทีละคน ค่อนข้างให้ผลล่าช้า ระยะหลังสมุนคณะปฏิวัติหันไปจ้องเล่นงานแกนนำรัฐบาลด้วยการหาสารพัดข้ออ้างจริงบ้าง เท็จบ้าง เข้าไปอยู่ในมือขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรม ด้วยหวังให้พวกของตนในองค์กรควานหาหรือมองเห็นสักอย่างในการใช้อ้างประกอบกฎหมายสร้างความน่าเชื่อถือแล้วปลดหรือยุติการทำงานของสมาชิกรัฐบาลทีละคน แล้วส่งไปให้ศาลเฉพาะกิจพิจารณาตัดสินคดี เพราะทุกครั้งที่มีการชี้มูลความผิด ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ จะต้องยุติการทำงานของนักการเมืองได้ก่อน เท่ากับฉุดรั้งการทำงานของรัฐบาล มันเป็นผลจากกฎหมายที่คณะปฏิวัติตั้งใจเขียนไว้ การรุมสกรัมรัฐบาลที่มีมาต่อเนื่องจากแผนการเลวร้ายที่คณะปฏิวัติซึ่งแม้จะสิ้นอายุขัยไปอย่างไม่เต็มใจยังดำเนินอยู่ต่อเนื่อง สมุนก็ทำงานเสาะหาเรื่องไปเสนอองค์กรที่พวกตนคุมอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลจึงทำงานเหนื่อยยากยิ่ง แม้แต่ฝ่ายตุลาการที่ควรเป็นที่พึ่งด้านความยุติธรรม ก็ถูกบงการให้ช่วยเหลือสมุนคณะปฏิวัติโดยใช้กฎหมายและดุลพินิจเอื้อเฟื้อ ปลดปล่อยให้ม็อบโกเต๊กซ์ที่ผู้บงการคณะปฏิวัติหนุนหลังมาตลอดหรือฝ่ายค้านทำละเมิดกฎหมายทั้งบุกรุกสถานที่ราชการ กระทำกบฏ หมิ่นประมาทบุคคลหรือสถาบันกษัตริย์ ก็ถูกปัดเป่าข้อหาเหล่านั้นหายไปกับสายลม ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลหรือผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยถูกฟ้องด้วยข้อกล่าวหายอดฮิต คือ หมิ่นสถาบัน เป็นประจำแทบทุกวัน เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและฝ่ายตุลาการดำเนินคดีและตัดสินลงโทษอย่างรวดเร็ว หลายคนถูกใส่ร้ายป้ายสีถูกจำคุกด้วยสาเหตุเพียงแค่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับม็อบโกเต๊กซ์

รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้สามอำนาจปกครองบ้านเมืองให้มีระเบียบเรียบร้อย สร้างความสงบสุขแก่ปวงชนชาวไทย องค์กรอิสระที่กำหนดขึ้นมาจึงแยกสาขามาจากอำนาจทั้งสาม แต่มิใช่อำนาจทั้งสาม ดังนั้น ที่มาของผู้นำองค์กรอิสระจึงมักมีคุณสมบัติที่ต้องไม่ใช่นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการมีสังกัด เป็นหลัก ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรอิสระหนึ่งที่แยกสาขามาจากอำนาจบริหารเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ถือว่าอยู่ภายใต้สายตาและการดูแลของคนไทย แม้จะทำงานด้านตัดสินชี้ขาดคดีทางการเมือง แต่องค์กรนี้ยังมีหน้าที่พิเศษ คือ ตีความบทมาตราหรือข้อความในรัฐธรรมนูญให้กับฝ่ายการเมืองด้วย กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีบทห้ามในการวิจารณ์คำวินิจฉัยเยี่ยงเดียวกับที่กำหนดห้ามในประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับกับศาลทั่วไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงมิใช่อำนาจตุลาการ แค่ใช้ชื่อให้ฟังดูคล้ายกับเป็นอำนาจนั้น ส่วนคุณสมบัติผู้นำองค์กรก็มีแบ่งกันระหว่างนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ซึ่งแตกต่างจากอำนาจตุลาการที่ต้องมีเฉพาะนักนิติศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากศาสตร์การปกครองบ้านเมืองด้วยรัฐธรรมนูญต้องประกอบด้วยความรู้ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและความเคร่งครัดที่สมดุลย์ อันแตกต่างจากการอยู่ในอำนาจตุลาการที่ต้องรักษาตัวบทกฎหมายให้เคร่งครัดเพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง การวินิจฉัยข้อพิพาทคดีจึงไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์ทั้งเก้าคน แม้บางคนจะอ้างว่ามาจากโควต้ารัฐศาสตร์ แต่ก็เป็นนักนิติศาสตร์อิสระนั่นเอง จึงสังเกตเห็นการใช้ดุลพินิจแข็งกร้าว ไม่อยู่ในขอบเขตเยี่ยงวิญญูชนพึงปฏิบัติหรือเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองและลดเลี้ยวลัดเลาะปรับข้อเท็จจริงให้เข้ากับข้อกฎหมายได้อย่างแนบเนียน แม้บางครั้งจะฟังแปร่งหูไป ก็ถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยมสมกับการลงทุนของคณะปฏิวัติและหลายคนก็เกษียณจากหน่วยงานตุลาการเดิมซึ่งแสดงตนว่า ยังทำงานโดยละเว้นหลักนิติธรรมได้ไม่ยากเหมือนตอนทำงานเป็นตุลาการขนานแท้ หลายคดีที่ตัดสินผ่านพ้นไปและเป็นที่ยิ้มขำของคนไทยหรือนักวิชาการต่างชาติ คือ ระยะเวลาตัดสินคดีที่รวดเร็วเหลือเชื่อ คือ ฟังคำให้การของพยานปากสุดท้ายตอนใกล้เที่ยง ช่วงบ่ายก็ตัดสินคดีได้ซึ่งน่าจะถือว่ารวดเร็วที่สุดในโลก ปกติแล้วคดีที่มีโทษหนักโดยเฉพาะถึงขั้นประหารชีวิต ผู้พิพากษาต้องให้เวลาและโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงแก่ฝ่ายจำเลยอย่างเต็มที่เพื่อมิให้มีข้อติดค้างในใจทั้งโจทก์และจำเลย คดีอดีตนายกฯสมัครตัดสินอย่างเร็วโดยไม่ต้องดูทบทวนพยานหลักฐานหรือคำให้การของพยานบุคคล ผู้ตัดสินไม่ต้องพิจารณาพยานอีกครั้งหลังจากฟังคำให้การพยานคนสุดท้ายอย่างถี่ถ้วนก่อนพิพากษาซึ่งอย่างน้อยก็ควรใช้เวลา 1 วัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญไทยใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมงหลังจากฟังคำให้การพยานคนสุดท้าย คดีเดียวกันมีคำวินิจฉัยที่ฟังแล้วอมยิ้มเมื่ออดีตนายกฯสมัครต้องออกจากตำแหน่งผู้นำด้วยการตีความหมายคำว่า “ลูกจ้าง” โดยศาลรัฐธรรมนูญนำความหมายในพจนานุกรมมาตัดสินคดี ทั้งที่การปลดผู้นำบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญเยี่ยงเดียวกับการประหารชีวิตบุคคลทางการเมือง จึงน่าจะใช้วิจารณญาณรอบคอบเป็นพิเศษและเข้ากับความเป็นจริงทางสังคมมากกว่าการใช้ความหมายในพจนานุกรม นอกจากนั้น ความเป็นลูกจ้างยังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติขององค์คณะในศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีพฤติกรรมเยี่ยงเดียวกับข้อเท็จจริงในคดีที่ตีความ “ลูกจ้าง” แต่องค์กรนี้กลับละเว้นไม่ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลในคณะของตนทั้งที่มีคำทักท้วงเป็นเอกสารแล้ว แต่มุ่งกำจัดเป้าหมายตามใบสั่งเป็นหลัก คิดเพียงว่าแล้วค่อยไปแก้ปัญหาข้างหน้า แต่ต้องทำงานให้บรรลุสำเร็จเสียก่อนเพราะมันคือผลงาน

ระยะเวลาดำเนินคดีที่รวดเร็วมิได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่ยังมีอีกครั้งในคดียุบสามพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับหลักนิติธรรมเพิ่มไปด้วย คือ คดียุบพรรคการเมือง ถือเป็นการประหารชีวิตกลุ่มนักการเมือง แต่กลับตัดสินคดีแบบรวบรัด โดยการตัดการสืบพยานในศาลนับร้อยคนโดยอาศัยดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีที่กฎหมายให้ทำได้โดยห้ามการโต้แย้งจากคู่ความ ทั้งที่ควรให้โอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่โต้แย้งการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐและยังเป็นที่กังขาของคู่ความอยู่ โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์คณะตัดสินคดี จากนั้นก็นัดให้แถลงปิดคดีตอนใกล้เที่ยงและตัดสินคดีในช่วงเที่ยงครึ่งของวันเดียวกัน การแถลงปิดคดีของจำเลยมักเป็นการชี้แนะให้เห็นข้อต่อสู้และพยานยืนยันว่ามีข้อสงสัยหรือไม่เป็นความผิดอย่างไร ดังนั้น ผู้ตัดสินคดีจึงควรนำคำแถลงปิดคดีไปพิจารณาประกอบเอกสารคำให้การคำฟ้องต่างๆซึ่งน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด คือ 1 วัน แต่พวกเขามีความสามารถพิจารณาที่สูงเยี่ยมกว่าผู้พิพากษาในต่างประเทศอย่างมาก ข้อสังเกตที่วิญญูชนน่าจะเห็นได้ชัดเกี่ยวกับคำพิพากษาที่ออกมาหลังจากคำแถลงปิดคดีซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณาที่กฎหมายกำหนดไว้และใช้เวลาอ่านสามฉบับไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง คือ เนื้อหาในคำพิพากษาสามฉบับเหมือนกันแทบทุกถ้อยคำ ยกเว้นช่องที่ใส่ชื่อจำเลยเท่านั้น มันเร่งร้อนและรวดเร็วจนบางฉบับยังพิมพ์ชื่อจำเลยหรือผู้เกี่ยวข้องผิดพลาด ผู้อ่านยังต้องเขียนแก้ไขให้ใหม่ โดยหลักการสร้างคำวินิจฉัยกลางต้องมาจากคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยของผู้ตัดสินคดีแต่ละคนก่อน หมายความว่า ต้องอ่านคำให้การ คำฟ้อง คำแถลงปิดคดี จากนั้นจึงเขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนแล้วจึงรวมกันเป็นคำวินิจฉัยกลางโดยความเห็นชอบของผู้ตัดสินทุกคนอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน คำวินิจฉัยกลางที่อ่านเผยแพร่มีเนื้อหาเดียวกันแสดงว่าจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนการฟังคำแถลงปิดคดีของจำเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่มิควรกระทำอย่างยิ่งขององค์คณะศาลรัฐธรรมนูญอันผิดต่อหลักนิติธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องให้ความยุติธรรมและปราศจากอคติส่วนบุคคล

พฤติกรรมของศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ย่อมเตือนนักการเมืองว่า พึ่งพาหาความเป็นธรรมไม่ได้อันเนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจ ทางรัฐศาสตร์ ลักษณะการเมืองไทย แต่ยึดถือเคร่งครัดกับทุกตัวอักษรโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์แท้จริงของกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของการตั้งศาลพิเศษทางการเมืองออกจากศาลทั่วไป ทำงานด้วยจิตอคติตั้งแต่ต้นแทนที่จะใช้ข้อสันนิษฐานว่าทุกคนที่มาศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นคนบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยว่ากระทำผิดแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสังเกต คือ ม็อบโกเต๊กซ์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมหรือบริหารโดยตรงจากผู้บงการที่เรียกกันว่า มือที่มองไม่เห็น ประกาศกลางเวทีชุมนุมล่วงหน้าถึงหนึ่งสัปดาห์ว่า จะลบชื่อนายกฯสมชายและล้มพรรครัฐบาลทั้งสามในวันที่ 2 ธันวาคม ทั้งที่ยังไม่มีการนัดพิพากษาเลย แต่เมื่อถึงวันนั้นคนไทยก็ได้เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตรงตามคำบอกกล่าวของแกนนำม็อบอย่างไม่ผิดเพี้ยน แสดงว่า ม็อบได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าว่าแผนต่อไปจะเป็นอย่างไร เขาจึงกล้าประกาศอย่างมั่นใจเช่นนั้น มันบ่งบอกว่า ม็อบบุกสนามบินสุวรรณภูมิมีความเกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิดแบบที่รู้ความเคลื่อนไหวได้ล่วงหน้านานมาก เมื่อมองไปยังองค์กรอิสระอื่นที่กระทำแบบเดียวกัน เช่น ปปช. กกต. สตง. เป็นต้น น่าจะเกี่ยวข้องกับม็อบเช่นเดียวกัน เมื่อลากเส้นความสัมพันธ์ระหว่างม็อบโกเต๊กซ์กับองค์กรอิสระที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งพวกของตนเข้าไปทำงาน จะมองเห็นแกนนำที่คอยบงการให้ดำเนินไปตามแผนล้มล้างรัฐบาลซึ่งวางไว้ล่วงหน้าแล้วชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนไทยน่าจะรู้แล้วว่า จอมบงการคนนั้นเป็นผู้ใด กลุ่มใด ย่อมรู้แล้วว่าเขาหรือเธอมีอำนาจสูงส่งเพียงใดที่สามารถบงการ ชี้นำ อำนาจตุลาการ องค์กรอิสระ วุฒิสภา พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในแผ่นดินไทย ไปยังทิศทางใดก็ได้ตามใจชอบ ไม่คำนึงถึงความเสียหายของบ้านเมืองหรือคนไทย ขอเพียงเอาชนะสมาชิกรัฐบาลเดิมให้ได้เท่านั้น ใช้ชีวิตคนไทยกับทรัพย์สินของบ้านเมืองเป็นเดิมพัน คนไทยน่าจะเห็นความเห็นแก่ตัวของคนกลุ่มนี้ได้ชัดตาขึ้น เมื่อต่อต้านหรือสั่งสอนพวกเขาไม่ได้ทางตรง ก็ต้องแสดงให้เห็นพลังของประชาชนและความรู้สึกโกรธให้พวกเขารับทราบไว้ด้วยการเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามกับมือที่มองไม่เห็นและไม่สนับสนุนแหล่งเงินของกลุ่มนายทุนที่สนับสนุนม็อบทำลายบ้านเมืองด้วยการไม่ใช้สินค้าหรือบริการของพวกเขา มันเป็นสิทธิ์ของคนไทยที่พึงกระทำและกระทำได้ตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย คนไทยจึงต้องรักษาสิทธิ เสรีภาพ ของตนไว้อย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้มือที่มองไม่เห็นซึ่งจ้องลิดรอนและเอามันไปจากคนไทยได้เด็ดขาด คนไทยแสดงออกถึงความรักประชาธิปไตยได้ด้วยการเลือกตั้ง การแสดงความเห็นตามวาระอันควร การต่อต้านทางสังคมต่อมือที่มองไม่เห็นซึ่งมีทั้งชายและหญิงด้วยการไม่ร่วมงาน ไม่เคารพนับถือ ไม่พูดยกย่อง พวกเขาเหล่านั้นอย่างชัดเจน อย่าปล่อยให้กฎหมู่และกฎหมายทำลายนักการเมืองด้วยข้อหาว่า เป็นพรรคพวกของอดีตรัฐบาลที่ถูกปฏิวัติเพราะมันมิใช่ความยุติธรรม

                                                                                              *********************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s