โบนัสรัฐวิสาหกิจกับงานป่วนเมือง

โบนัสของรัฐวิสาหกิจกับงานป่วนเมือง

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ข่าวสองชิ้นในหนังสือพิมพ์ที่ชวนคิดอย่างมาก คือ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจประกาศเข้าร่วมกิจกรรมป่วนเมืองของม็อบโกเต๊กซ์ ซึ่งเป็นการบุกล้อมรัฐสภา ตัดน้ำตัดไฟ บุกรุกทำเนียบรัฐบาลที่ดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิโดยใช้กำลังทำร้ายตำรวจและทำลายสิ่งของในอาคาร ภาพข่าวยืนยันพฤติกรรมป่าเถื่อนและเย้ยกฎหมายถนัดตา กับอีกข่าวคือ สหภาพรัฐวิสาหกิจยื่นหนังสือขอเพิ่มโบนัสประจำปี พ.ศ.2551 โดยที่เป็นข่าวฮือฮามากที่สุด คือ บริษัท ทีโอที คนไทยคงไม่ลืมพฤติกรรมเลวทรามเมื่อเร็วๆนี้ที่สมาชิกสหภาพทีโอทีตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรีสมชาย ซึ่งมาจากการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายที่คณะปฏิวัติเป็นคนควบคุมและคณะกรรมการเลือกตั้งก็รับรองสถานภาพตัวแทนประชาชนของท่านแล้ว พวกเขากระทำอย่างไม่ให้เกียรติแก่ผู้นำบ้านเมืองและเป็นผู้ให้ความเห็นชอบกับเงินเดือนและโบนัสของสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เรียกกันง่ายๆว่า ลูกน้องข่มขู่และขี่คอเจ้านายโดยไม่ก้มดูเงาหัวของตัวเอง

ข่าวอีกชิ้นที่เล็ดลอดออกมาในสังคมไทยซึ่งกำลังเผชิญกับพิษเศรษฐกิจที่ลามจากสหรัฐ คือ เป้าหมายปลดคนงานก่อนอายุเกษียณเพื่อรักษาองค์กรหรือลดค่าใช้จ่ายระยะยาวลงของบริษัททีโอทีเป็นจำนวนหลายร้อยคน อันเป็นการสอดคล้องกับโรงงานนิคอนที่ประกาศปลดคนงานนับพันคนไม่เกินสิ้นปีนี้ โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยหลายแห่งประกาศปลดคนงานออกแห่งละเกือบห้าร้อยคนและย้ายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้านด้วยข้ออ้างพิษเศรษฐกิจและการเมืองไม่มั่นคงในไทย อีกแห่งที่ถือว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง คือ โรงงานผลิตรถโตโยต้า ประกาศปลดคนงานหลายร้อยคนโดยใช้เงินชดเชยสูงที่สุด คือ ประมาณคนละล้านกว่าบาท โดยยอมจ่ายไล่คนออกให้เร็วที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและความอยู่รอดของบริษัทให้ยาวนานที่สุดเนื่องจากญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกับสหรัฐจึงไม่มีพละกำลังพอจะอุ้มชูบริษัทในต่างประเทศได้ จึงต้องเร่งช่วยเหลือตัวเองก่อนด้วยการลดต้นทุนให้โดยเร็วที่สุด เมื่อบริษัททีโอทีประกาศลดคนงานหลายร้อยคนลงด้วยเหตุผลเดียวกัน กอปรกับงบประมาณของรัฐบาลลดลงจากธุรกิจไทยประสบภัยเช่นเดียวกัน ย่อมต้องเตือนให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายช่วยเหลือตัวเองไปก่อน โดยรัฐบาลจะนำเงินไปเน้นช่วยประชาชน 63 ล้านคน ให้อยู่รอดปลอดภัยก่อน มันจึงนำไปสู่นโยบายปลดคนงานในรัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ขาดทุนหรือกำไรหดและอาศัยรัฐบาลอุ้มอย่างเดียวเพื่อยืดลมหายใจของตนออกไป การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค การบินไทย บริษัท ทีโอที จำเป็นต้องเดินไปในเส้นทางเดียวกับบริษัทเอกชนในการเอาตัวรอด เพราะเงินเดือนและสวัสดิการคือต้นทุนที่สูงที่สุดและลดได้เร็วที่สุด นั่นหมายความว่า สหภาพแรงงานจักเป็นเป้าหมายในการปลดคนก่อนเพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาทำลายภาพพจน์ขององค์กรมาตลอด สร้างความเดือดร้อนใจให้รัฐบาลและประชาชนด้วยการข่มขู่หลายครั้งเพราะถือตนว่าเป็นกิจการผูกขาด ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น บัดนี้ บริษัท ทีโอที ซึ่งมีคู่แข่งทางการค้าเป็นบริษัทเอกชนถูกประชาชนกลุ่มใหญ่ตอบโต้และส่งผลต่อรายได้ตลอดปีที่แล้วและปีนี้ด้วยการบอกเลิกหมายเลขของบริษัทแล้วหันไปใช้บริษัทเอกชนแทน จำต้องปลดคนเพื่อรักษาองค์กรก่อน รายชื่อใดของบริษัทนี้จะถูกยื่นซองขาวหรือเกลี้ยกล่อมให้ยอมลาออกด้วยข้อเสนอเงินชดเชยสูง ก็ต้องวัดใจผู้บริหารหรือการวิ่งเต้นนับพี่นับน้องกันชนิดลมหายใจรดต้นคอ หากเทียบกับผลประโยชน์หรือสวัสดิการของพนักงานบริษัทนี้ในระยะยาวแล้วการถูกปลดอาจไม่คุ้มค่าก็ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนถูกปลดออกจากองค์กรแน่ แต่จะเริ่มต้นที่ประธานสหภาพฯหรือสมาชิกรับเคราะห์กรรมไปแทน คงต้องดูกันต่อไป แต่คนไทยคงไม่ได้เห็นตอนปลดสมาชิกสหภาพแรงงานเพราะถือเป็นเสี้ยวเล็กๆในสังคมเท่านั้น เชื่อว่าคนไทยต้องสะใจที่พวกเขาได้รับผลตอบแทนด้วยซองขาวหลังจากถูกข่มขู่นานหลายเดือนแล้ว

ความเชื่อคลาดเคลื่อนโดยจงใจของบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจว่า ทรัพย์สิน รายได้ ล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขาตอกย้ำกันมานาน ทุกครั้งที่ต้องการสิ่งใดจากรัฐหรือประชาชน จึงมักใช้หน้าที่หรือความรู้พิเศษหรือการผูกขาดของหน่วยงานข่มขู่ประชาชนเสมอ การประท้วงของหลายกลุ่มจึงมักดึงสหภาพแรงงานเข้าร่วมด้วยข้อแลกเปลี่ยนว่า ถ้าทำสำเร็จ พวกเขาจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสพิเศษสูง จึงเห็นว่าการประท้วงทางการเมืองมักมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมเสมอ การยื่นข้อเสนอเพิ่มโบนัสของบริษัท ทีโอที ในขณะที่พวกเขาประท้วงขับไล่รัฐบาล ใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน และคำนึงถึงรายได้หลักของบริษัทที่ลดลงอย่างมากในปีพ.ศ. 2551 จากการบอกเลิกหมายเลขอันเกิดจากการเข้าร่วมประท้วงกับม็อบโกเต๊กซ์และข่มขู่ประชาชนหลายครั้ง การพัฒนาองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า ไม่ทันยุคสมัยเมื่อเทียบกับเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่ได้กำไรหลายพันล้านบาทต่อปี คนไทยจึงเห็นได้ว่า สหภาพฯมีความโลภ ไม่มีความสามารถหรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้องค์กรมากเพียงพอ แต่อยากได้เงินโบนัสเพิ่มทั้งที่กำไรของบริษัทลดน้อยลง โดยคิดเลียนแบบรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดเจ้าเดียวในไทย ไร้คู่แข่ง ซึ่งกำหนดรายได้หรือกำไรและแจกโบนัสตามใจชอบได้ เรียกได้ว่า สหภาพแรงงานทีโอทีไม่เคยชะโงกดูเงาตัวเองว่า แข่งกับเอกชนยังแพ้ แล้วจะขอโบนัสเพิ่มจากรัฐบาล ช่างไม่รู้จักละอายใจตัวเอง ขณะที่คนไทยต้องลำบากในการเลี้ยงชีพท่ามกลางพิษเศรษฐกิจและตกงานเช่นเดียวกัน สหภาพฯยังตักตวงประโยชน์ด้วยการประท้วงทำลายประเทศและเรียกร้องเงินโบนัสทั้งที่ตนมิได้สร้างกำไรแก่องค์กรสักน้อยนิด

อีกหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังถือหุ้นมากที่สุด แต่บริหารตามแบบเอกชน คือ การบินไทย สหภาพแรงงานของบริษัทนี้ชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและใช้ประโยชน์จากการเมืองเพิ่มเงินเดือนหรือโบนัสเสมอ อีกทั้งยังเป็นแหล่งหากินใต้โต๊ะของนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยากถูกเลือกเข้าบริหารองค์กรนี้เพราะค่านายหน้าซื้อเครื่องบิน การผูกขาดจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้สอยต่างๆมีมูลค่าสูงนับหลายร้อยล้านบาททุกปี สิ่งหนึ่งที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ปลูกฝังให้เข้าใจผิดมานาน คือ เครื่องบิน เป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงานบริษัท จึงเกิดภาพหนึ่งขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นระยะให้คนไทยต้องสงสัยกันบ่อยขึ้น ได้แก่ กัปตันประกาศขับไล่ผู้โดยสารที่มิได้เป็นบุคคลต้องห้ามใช้เครื่องบินซึ่งระเบียบสากลกำหนดไว้ แต่ใช้อารมณ์ส่วนตัวเป็นหลักด้วยผู้โดยสารฝักใฝ่การเมืองคนละขั้วกับตน โดยเฉพาะกระทำกับคนไทยด้วยกัน อันถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจักทราบสาเหตุที่กัปตันประพฤติตนเช่นนั้น คำตอบคือ เขาเชื่อว่า เครื่องบินทุกลำของบริษัทเป็นสมบัติส่วนตัวของกัปตัน ทั้งที่ความจริงคือ เงินที่ซื้อเครื่องบินล้วนมาจากเงินภาษีของคนไทยที่จ่ายเป็นต้นทุนซื้อบวกรวมกับกำไรบริษัท อีกทั้งทุกครั้งที่ซื้อเครื่องบินกระทรวงการคลังจำเป็นต้องเป็นคนค้ำประกันการซื้อทุกครั้ง บางครั้งการซื้อเกิดความผิดพลาดไม่ว่าโดยสุจริตหรือทุจริตก็ตาม กระทรวงการคลังต้องจ่ายเงินชำระหนี้ค้ำประกันแทนการบินไทย เงินเหล่านั้นล้วนมาจากเงินภาษีของคนไทย แต่กัปตันสัญชาติไทยที่ขับเครื่องบินที่ซื้อมาจากเงินภาษีของคนไทยขับไล่คนไทยที่เห็นต่างอุดมการณ์กับตน หากเขาไปกระทำกับคนต่างชาติที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์หรือไม่ชอบโหงวเฮ้งของผู้โดยสาร ชื่อเสียงของการบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของไทยคงเสียหายป่นปี้อย่างแน่นอน แต่การลงโทษกัปตันที่กระทำต่อคนไทยด้วยกันก็ไม่ได้โด่งดังเหมือนตอนที่เขากระทำซึ่งลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทีเดียว หวังว่าเขาคนนี้จักได้รับการลงโทษให้หนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่พนักงานคนอื่น โดยเฉพาะการบินไทยควรปรับเปลี่ยนความคิดของพนักงานเสียใหม่ว่า การบินไทยอยู่มาได้ทุกวันนี้ด้วยเงินภาษีของคนไทยช่วยค้ำจุนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขาดทุนป่นปี้ หนี้สินล้นพ้นตัว จนกระทั่งปรับเปลี่ยนตามระบบเอกชนและให้สิทธิ์ผูกขาดกิจการมานานหลายปี จึงสร้างกำไรมาถึงทุกวันนี้ได้ ทรัพย์สินทุกชิ้นของการบินไทยมาจากเงินของคนไทย จึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของพนักงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน กัปตันทั้งไทยและเทศที่เป็นพนักงานของการบินไทย งานบริการที่ผู้ให้บริการนิยมขับไล่ผู้โดยสารตามอำเภอใจล้วนเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมขององค์กร ถ้าไม่เร่งกำจัดบุคคลที่มีความคิดไขว้เขวและถือตนในทางที่ผิดเช่นนี้ เท่ากับผู้บริหารกำลังทำร้ายคนไทยและทำลายบริษัทในระยะยาว เมื่อเป็นต้นทุนที่เสื่อมด้านจิตใจก็ควรกำจัดทิ้งอย่างเดียว ไม่ควรเก็บไว้ผลาญเงินเดือนหรือสวัสดิการที่มาจากเงินภาษีของคนไทย แต่คนไทยกลับถูกหยามเหยียดจากพนักงานการบินไทยที่เชื่อมาตลอดว่า เครื่องบินและทรัพย์สินทุกชิ้นของการบินไทยคือ กรรมสิทธิ์ของพวกเขา

รัฐวิสาหกิจเป็นชื่อที่บ่งบอกชัดว่า รัฐบาลต้องจัดงบประมาณไปอุดหนุการทำงานของหน่วยงานนั้น บางหน่วยก็ไม่เคยสร้างกำไรตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งด้วยข้ออ้างว่าเป็นการให้บริการเพื่อมวลชน บางหน่วยมีการพัฒนาตัวเองจากขาดทุนขึ้นไปสร้างกำไรพอเลี้ยงตัวด้วยการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยและแนวคิดบริหารแบบใหม่ รัฐบาลควรเริ่มจัดระดับการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจไทยเพื่อกระตุ้นให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา หน่วยงานด้วยแนวคิดใหม่ ระบบการบริหารก้าวหน้า โดยเฉพาะเปิดโอกาสให้นักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาปรับปรุงแก้ไขปัญหาในองค์กรที่ขาดทุนมาตลอดด้วยข้ออ้างว่าทำเพื่อมวลชน ทั้งนี้เพราะในต่างประเทศรัฐวิสาหกิจเพื่อมวลชนสามารถบริหารเงินทุนจากงบประมาณและรายรับจากกิจการให้เลี้ยงตัวเองได้โดยลดการพึ่งพางบรัฐด้วยทฤษฎีบริหารสมัยใหม่ที่ใช้ศักยภาพแท้จริงของหน่วยงานนำออกมาใช้อย่างเต็มที่ ลดการคดโกงในองค์กร ควบคุมการจัดซื้อให้เหมาะสม ขณะที่รัฐวิสาหกิจไทยวันนี้ยังวนเวียนอยู่กับการบริหารแบบโบราณที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ของการบริหารที่ปล่อยให้มีการคดโกงในทุกแผนกอย่างง่ายดาย แม้แต่สำนักงบประมาณแผ่นดินยังไม่โปร่งใสมากพอจากสถานภาพน่าสงสัยหรือการใช้ชีวิตหรูหราเกินสมเหตุสมผลของผู้นำองค์กร ย่อมส่งผลต่อหน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักนี้ วันนี้ของรัฐวิสาหกิจไทยจึงไม่อาจพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้ และอยู่ในอาจมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานเล็กๆที่ปรับปรุงตัวได้อย่างน่าชื่นชมด้วยการแก้ไขการขาดทุนและเป็นที่เห็นชัดในสายตาคนไทย คือ การไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีผู้บริหารหัวก้าวหน้าสามารถบริหารองค์กรให้มีกำไรด้วยศักยภาพทั้งหมดอย่างน่าชื่นชม และเป็นตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจไทยที่รุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องได้ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้งหลายควรศึกษาเรียนรู้แล้วนำหลักคิด มุมมอง ของหน่วยงานเล็กๆนี้ไปใช้พัฒนาองค์กรของตน อย่าเกี่ยงว่าเป็นหน่วยงานเล็กๆ การเรียนรู้บทเรียนมิได้หมายความว่าต้องลอกเลียน แต่รู้จักปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กร หรือสร้างสรรค์ต่อเติมจากบทเรียนก็ได้ จึงเรียกว่า ผู้บริหารชาญฉลาดและมีหัวก้าวหน้า ซึ่งจักเป็นบุคลากรมีประโยชน์เหมาะสมกับเงินเดือนราคาสูงที่รัฐจ่ายเงินภาษีให้พวกเขา

 

******************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s