คุณธรรม,จริยธรรม = นามธรรม

สวรรค์ คนดี และ นามธรรม

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ศาสนาพุทธนั้นเชื่อกันว่ามีสวรรค์นับสิบชั้นและมีชื่อเรียกตามระดับชั้น สวรรค์ซึ่งเป็นที่รู้จักและกล่าวถึงมากที่สุด คือ ชั้น 7 ชื่อว่า ดาวดึงส์ เพราะมีชื่อเรียกสั้น แต่ฟังไพเราะและจดจำง่าย โดยสั่งสอนกันว่า สวรรค์เป็นที่พักอาศัยและหาความสุขของบรรดาเทพบุตร เทพธิดา ซึ่งเคยเป็นคนที่ทำความดี ปราศจากความชั่วหรือบาปใดๆ จึงได้รับบำเหน็จให้เสพสุขบนสวรรค์ชั้นต่างๆอันขึ้นอยู่กับระดับบุญที่สั่งสมกันไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์ ผู้ใหญ่จึงสอนบุตรหลานสืบทอดกันมาว่า หมั่นทำบุญ ละเว้นทำบาป เมื่อตายไป จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในนรก แต่ไปเสพสุขบนสรวงสวรรค์ ถ้าแม้นต้องไปเกิดใหม่ ก็จะเกิดในสถานภาพที่ดีมีเกียรติ ถือเป็นกุศโลบายของพุทธศาสนาอันแยบยลที่ช่วยส่งเสริมให้คนทำบุญ มีจิตเมตตา ทำให้สังคมสงบสุข สวรรค์ยังแบ่งระดับชั้นของบุญให้เสพสุขมากน้อยแตกต่างกันตามผลของพฤติกรรมมนุษย์แต่ละคน

เมื่อสวรรค์ยังแบ่งระดับชั้นของคนมีบุญให้เสพสุขมากน้อยไม่เท่ากัน คนดีก็ย่อมมีหลายระดับได้เช่นกัน สิ่งที่สังคมไทยยังมีความไม่ชัดเจน แต่มักชอบนำไปใช้ตัดสินคนไทยด้วยกัน คือ ระดับของคนดีในสังคมไทย บางคนยึดถือว่า ผู้ใดมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดี บ้างถือว่า ใครไม่ทำร้ายหรือรุกรานหรือเบียดเบียนคนอื่น ก็เป็นคนดี บ้างคิดว่า กินมังสวิรัติ ถือศีลห้าหรือแปด เป็นคนดี บ้างเชื่อว่าไม่ทำ ไม่พูด วางเฉย ถือว่าเป็นคนดี ดังนั้น คนดีในสายตามนุษย์จึงน่าจะมีหลายมาตรฐานแล้วแต่คนมองกัน จักสังเกตเห็นว่า หลักเกณฑ์ตัดสินคนดียังเป็นเพียงนามธรรม สัมผัสไม่ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ตัดสินแต่ละคน คนไม่ทำงาน ไม่ตัดสินใจ วางเฉย ไร้ผลงาน ก็ยังนับว่าเป็นคนดีได้เนื่องจากเขายังไม่ทำร้ายใคร ไม่สร้างความเสียหาย ไม่ทำงานพลาด หรือหาข้อบกพร่องน้อยหรือมากไม่ได้ ส่วนคุณธรรมและจริยธรรมที่คนบางกลุ่มในสังคมกล่าวอ้างว่าใช้เป็นเครื่องมือวัดคนดีหรือคนชั่วนั้นไม่มีมาตรวัดให้สัมผัสชัดเจนหรือเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ได้ ดังเช่น เราเชื่อกันเป็นพื้นฐานว่า คนกินมังสวิรัติ ถือศีลแปด น่าจะหมดกิเลสตัณหา เป็นคนบริสุทธิ์ แต่บางคนใช้ภาพพจน์นี้เพื่อทำละเมิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยข้ออ้างว่าตนทำด้วยใจบริสุทธิ์หรือยุยงให้ชาวบ้านประพฤติตนแข็งข้อต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือใช้ประชาชนที่หลงใหลศรัทธาเป็นโล่กำบังกายจากกฎหมายหรือทำเพื่อบรรลุความเปลี่ยนแปลงตามความฝันหรือเข้าสู่อำนาจสูงสุดในบ้านเมือง ทั้งที่เขาตกอยู่ในภาวะจิตลุ่มหลงไปจากโลกแห่งความเป็นจริงจนคิดว่าตนนั้นบรรลุถึงโสดาบันที่มิใช่คนทั่วไป แต่ยังไม่ถึงขั้นเทพเพราะยังไม่ตาย จึงอยากแบ่งปันความรู้ผิดหลงให้ปวงประชา แต่เลือกใช้พละกำลังบีบบังคับอันเป็นทางลัดสู่ความเปลี่ยนแปลงหรือการจำใจยอมรับ สังคมไทยจึงต้องพบสภาพปั่นป่วนจากคนประเภทนี้ที่หลอกหลอนจิตของคนที่มีใจอ่อนไหวและเชื่อฟังง่ายดายจนกลายเป็นสาวกและโล่กำบังกายหยาบของเขาได้

ตราบใดที่มนุษย์ยังมิอาจกำหนดมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมซึ่งเป็นนามธรรมให้เปลี่ยนสภาพเป็นรูปธรรมที่ทุกคนสัมผัสชัดเจนได้ ย่อมมิอาจนำมันไปตัดสินแบ่งคนดีคนชั่วได้เยี่ยงเดียวกับการแบ่งระดับชั้นของสวรรค์ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้นคือ คุณธรรมและจริยธรรมยังมองเห็นเลือนราง ส่วนกฎหมายบ้านเมืองกำหนดชัดเจนว่า สิ่งใดหรือความประพฤติใดถือเป็นความผิดและต้องรับโทษหนักเบาอย่างไร กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับกันง่ายและน่าเชื่อถือที่สุดเนื่องจากมันสัมผัสได้และเห็นชัดเจน กฎหมายข้อใดขัดต่อชีวิตยุคใหม่ก็ถูกแก้ไขให้เข้ากับสังคมและเป็นที่ยอมรับของคนไทยได้โดยปราศจากข้อโต้แย้ง ขณะที่การเอาคุณธรรมกับจริยธรรมไปตัดสินโทษของบุคคลยังมีข้อโต้แย้งว่าความผิดหรือโทษเหมาะสมหรือไม่เนื่องจากแต่ละสังคมมีมุมมองแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น พ่อค้าขายไข่ต้มฟองละ 5 บาท เขาอาจถูกฟ้องว่าประพฤติขัดต่อคุณธรรมหรือจริยธรรมได้ว่า ขายแพงหรือค้ากำไรเกินควรเพราะควรขายไข่ต้มฟ้องละ 2 บาท ถ้าเอาไข่ใบเล็กมาขายหรืออย่าจ้างคนมาช่วยต้มหรือขายก็ไม่ต้องบวกค่าแรง พ่อค้าอาจเถียงว่า ไม่ได้บังคับให้ซื้อกับเขา พอใจไปซื้อกับคนอื่นก็ได้ คนมีอำนาจอาจแย้งว่า เมื่อมีคนร้องเรียนว่าเขาค้ากำไรเกินควร ก็ต้องพิจารณาเฉพาะพ่อค้าคนนี้ ห้ามนำไปเกี่ยวโยงกับพ่อค้าอื่นหรือสิทธิของคนซื้อ สุดท้ายพ่อค้าคนนี้อาจถูกลงโทษเพราะขายไข่ต้มด้วยกำไรเกินควรและขาดคุณธรรมหรือจริยธรรมของการเป็นพ่อค้าตามมุมมองของคนมีอำนาจก็ได้ แทนที่จะมองกว้างขึ้นว่า คนซื้อคนขายก็มีสิทธิเสรีภาพของตน สุดแต่จะเลือกซื้อหรือขาย

อีกเรื่องหนึ่งที่นำหลักคุณธรรมหรือจริยธรรมไปเปรียบเทียบกับการวัดระดับคนดีหรือคนทำงาน คือ การตีความคำว่า “ลูกจ้าง” สำหรับนักการเมืองและสำหรับผู้ตัดสินคดีหรือผู้บริหารองค์กรอิสระ คำตัดสินคดีบอกว่ากฎหมายบัญญัติคำนี้ไว้เพื่อบังคับใช้กับนักการเมืองหรือผู้อยู่ใต้กฎหมายนั้นอย่างเคร่งครัดและพวกเขาควรมีคุณธรรมหรือจริยธรรมที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป นักการเมืองที่รับจ้างเป็นพิธีกรรายการอาหารถูกตัดสินว่า เป็นลูกจ้างของบริษัทที่กระทำกิจการเพื่อหากำไร และต้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ของเขา ขณะที่คำว่า “ลูกจ้าง” ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายขององค์กรอิสระ เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ปปช.) เป็นต้น ผู้บริหารองค์กรอิสระบางคนทำงานในบริษัทเอกชนที่มุ่งกระทำการค้าหากำไรในรูปของสถาบันการศึกษา เช่น เป็นผู้บรรยายอิสระ อาจารย์ประจำ ผู้คัดเลือกมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยเอกชน คนออกและตรวจข้อสอบ เป็นต้น ทุกงานที่รับมอบหมายจากบริษัทหรือมหาวิทยาลัยเอกชนล้วนมีค่าตอบแทนทั้งสิ้น มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันสำหรับห้างร้านที่ทำมาหากำไรหรือนายจ้างลูกจ้างที่มิใช่องค์การกุศล เป็นที่ทราบกันดีว่า การศึกษาหรือการแพทย์ล้วนแบ่งแยกกันว่าทำเพื่อสังคมโดยแท้กับเพื่อการค้าหากำไร เช่น ร.พ.รัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐ จัดว่าเป็นกิจการทำเพื่อสังคมเป็นหลักและรัฐมีงบประมาณอุดหนุนกิจการนี้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของสำนักงบประมาณแผ่นดิน แต่ร.พ.หรือสถาบันการศึกษาของเอกชนนั้นจัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าหากำไรเป็นหลัก แล้วนำรายได้ไปแบ่งปันแก่ผู้ถือหุ้นหรือนายทุน โดยสามารถตรวจดูงบการเงินได้ทุกปีอีกทั้งยังอยู่ภายใต้กฎหมายบริษัท ห้างหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลอยู่ แต่คนในองค์กรอิสระที่ทำงานเหล่านี้กลับไม่ยอมพิจารณาคุณสมบัติของตนในฐานะ “ลูกจ้าง” ด้วยจิตสำนึกของผู้ที่เรียกตนว่ามีคุณธรรมและจริยธรรมสูงส่งที่สุดในบ้านเมือง บางคนยังอ้างว่า การสอนหนังสือ ถือเป็นวิทยาทานหรือการทำบุญด้วยวิชาความรู้ ทั้งที่การทำบุญคือการให้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะที่พวกเขาได้รับเงินเดือนและทุกครั้งที่จ้างวานให้ทำกิจกรรมใด ก็จะมีเงินตอบแทนให้เสมอ จึงมิอาจเรียกว่าเป็นการทำบุญทำทานได้ พวกเขาเลือกวางเฉยและรอคอยให้คนอื่นมาทวงถามความชอบธรรมเอง โดยมุ่งทำงานเพื่อจุดประสงค์แอบแฝงที่ได้รับมอบหมาย คือ กำจัดศัตรูการเมืองของฝ่ายหนึ่ง มันเป็นการวัดใจเชิงท้าทายว่า แน่จริงก็ฟ้องร้องเขาไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ เมื่อมองไปยังหน่วยงานดังกล่าวซึ่งมีการแต่งตั้งเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหานี้ไว้แล้ว จักพบว่า บุคคลในหน่วยงานนั้นก็ประสบปัญหาเดียวกันคือ คุณสมบัติด้าน ลูกจ้าง ใกล้เคียงกับคดีที่นักการเมืองถูกตัดสินว่า เป็นลูกจ้าง อย่างมาก อีกทั้งยังมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ส่อแสดงว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันกับบุคคลที่อาจถูกตีความเป็นลูกจ้างได้ โดยเฉพาะพวกที่รับการแต่งตั้งมาจากอำนาจเผด็จการ โซ่สายใยที่ถูกผูกไว้กับคำว่า ลูกจ้าง ซึ่งพวกเขาก่อขึ้นเป็นส่วนตัวและบังเอิญพ้องกัน จึงเป็นข้อตกลงหรือสัญญาโดยปริยายว่า ต้องช่วยกันลากจูงไป ถ้าคนใดถูกตัดขาด จะต้องล้มครืนไปทุกคน ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของทุกคน จึงต้องรักษาพื้นที่ของตนในองค์กรไว้อย่างเต็มที่

ภาพน่าสังเวชใจเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายละเมิดกฎหมายและถือกฎหมายไว้ทำวางเฉยต่อข้อกฎหมายที่ตนตีความไว้หรือที่หน่วยงานอื่นทำละเมิดเช่นเดียวกัน แล้ววัดใจของคนไทยว่า ใครจะกล้าใช้อำนาจร้องขอให้ตัดสินคุณสมบัติลูกจ้างของเขาคนใดคนหนึ่งโดยผู้มีคุณสมบัติบกพร่องเช่นเดียวกัน เวลานั้นค่อยมาแก้ไขหรือถ่วงเวลาเพื่อทำงานที่รับปากไว้จากฝ่ายหนึ่งให้สำเร็จก่อนถูกปลิดทิ้งและรับสิ่งตอบแทนคุ้มค่าที่เสี่ยงภัยในครั้งนี้ หากพูดให้ชัด คือ การวางเฉย ไร้จิตสำนึกในตำแหน่งหน้าที่ของเขา จักได้รับการตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน หากพิจารณาเรื่องคุณธรรมกับจริยธรรมสำหรับพวกเขา จักถือว่าเป็นคนดีหรือไม่ เมื่อวางเฉยต่อกฎหมายของตนเอง แล้วทำงานโดยไร้ความสำนึกในคุณธรรมหรือจริยธรรมที่เคยเรียกร้องจากนักการเมืองว่าต้องมีสูงกว่าคนธรรมดา แล้วผู้บริหารในองค์กรอิสระที่มีคุณสมบัติละเมิดต่อกฎหมายและวางเฉยไม่สำนึกตนโดยยังไม่มีคนร้องเรียนให้ตรวจสอบ ถือว่ามีคุณธรรมหรือจริยธรรมสูงสุดในบ้านเมืองที่จะไปตรวจสอบหรือตัดสินคนอื่นได้หรือ ? เราจะเอามาตรฐานคุณธรรมหรือจริยธรรมใดมาตัดสินโทษของพวกเขา ดังเช่นที่พวกเขากระทำต่อนักการเมือง ใครจะตัดสินคุณสมบัติของพวกเขาเมื่อผู้ใช้ ผู้บัญญัติ ผู้ตัดสิน และผู้ทำละเมิด คือ คนคนเดียวกันหรือพวกพ้องเดียวกัน

คุณธรรมหรือจริยธรรมที่ใช้คัดแยกคนดีออกจากคนชั่วแล้วลงโทษคนในบ้านเมืองทุกวันนี้ยังขาดมาตรฐานที่ชัดเจน เมื่อจะแบ่งแยกคนชั่วกับคนดี ก็ไม่น่าตัดสินกันแค่มีคุณธรรมหรือจริยธรรมก็เป็นคนดีแล้ว แต่ควรมีองค์ประกอบอื่นเพื่อจัดแบ่งคนดีเป็นหลายประเภทเพื่อให้เสพสุขแตกต่างกันเยี่ยงเดียวกับสวรรค์ กฎหมายยังแบ่งการรับโทษของคนกระทำความผิดไว้แตกต่างกันตามความหนักเบาของความผิด มิฉะนั้น คนที่ปากพล่อย แต่ทำงานมีคุณภาพ อาจกลายเป็นคนขาดจริยธรรมเพราะชอบพูดกระทบใจของคนอื่นเสมอและต้องถูกไล่ออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลนี้ คนที่แต่งงานแล้ว แต่ชอบมีกิ๊กหลายคนในเวลาเดียวกัน ผู้ตัดสินอาจคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้กระทบต่อคนอื่น เมื่อทำงานมีคุณภาพ ก็ยังไม่ปลดเพราะขาดคุณธรรมก็ได้ มุมมองที่แตกต่างกันย่อมส่งผลต่อการเห็นคุณธรรมหรือจริยธรรมที่ไม่เท่ากัน ส่วนหนึ่งมาจากยุคสมัยด้วย ดังนั้น ก่อนจะใช้หลักคุณธรรมหรือจริยธรรมซึ่งเป็นนามธรรมไปลงโทษบุคคลใดหรือใช้คัดแยกคนดีคนชั่ว ควรกำหนดให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า การกระทำนี้คือ คนไม่ดี ต้องรับโทษ การกระทำนี้ คือ คนดีที่จะได้รับบำเหน็จ เยี่ยงเดียวกับกฎหมายบ้านเมือง มิฉะนั้น การใช้ข้ออ้าง คุณธรรมหรือจริยธรรม แล้วยัดเยียดหรือกล่าวหาบุคคลว่าเป็นคนชั่วหรือมิใช่คนดีหรือไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งใด ถือเป็นการใช้จิตอคติส่วนตัวตัดสินคนอื่นอันเป็นความอยุติธรรมในสายตาของคนทั่วไปอย่างชัดเจน กฎหมายบ้านเมืองจักใช้คัดแยกคนดีกับคนกระทำผิดออกจากกันในเบื้องต้น หากจะใช้หลักคุณธรรมหรือจริยธรรมแทน ก็ต้องทำให้มันแตะต้องและสัมผัสได้ก่อน คำถามคาใจที่ไม่มีใครอยากตอบกัน คือ กรณีลูกฆ่าพ่อที่ซ้อมตีทำร้ายแม่ปางตายต่อหน้า กฎหมายถือเป็นความผิดต้องลงโทษ แต่อาจลดหย่อนโทษลงที่ช่วยปกป้องผู้มีพระคุณ อีกทางหนึ่งจักเรียกลูกว่า เป็นคนดี ได้หรือไม่ เมื่อเขาสังหารพ่อของตัวเอง ถ้าเรานำคุณธรรมหรือจริยธรรมไปตัดสินลงโทษเรื่องนี้ ลูกอาจต้องถูกประหารชีวิตก็ได้ถ้าพบกับผู้ตัดสินที่ยึดคุณธรรมหรือจริยธรรมเคร่งครัดโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือความเป็นมนุษย์แท้จริงที่ต้องปกป้องอันตรายให้คนรักหรือผู้มีพระคุณ เนื่องจากการฆ่าคนทุกประเภทล้วนเป็นการขัดต่อคุณธรรมหรือจริยธรรมซึ่งยังไม่มีการแบ่งระดับชั้นหรือกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนไว้ แต่เป็นเพียงคำพูดของคนที่พูดต่อๆกันมาโดยไม่มีคนเข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้งเพียงพอจะนำไปใช้ตัดสินแบ่งแยกคนดีหรือคนที่ดำรงตำแหน่งต่างๆได้ จึงมักพบแต่การใช้แอบอ้างเพื่อกำจัดศัตรูการเมืองของตนอย่างเดียว โดยต้องยกย่องตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรมสูงสุดก่อน คำอ้างเหล่านี้จึงส่งผลลัพธ์เด่นชัดขึ้น เนื่องจากคนมีคุณธรรมหรือจริยธรรมบกพร่องย่อมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินคนอื่นได้ มันเป็นความรู้สึกของคนทั่วไปที่มีต่อคำว่า คุณธรรมหรือจริยธรรม

ระยะหลังนี้คนไทยเริ่มเอียนกับคำพูดสองคำนี้คือ คุณธรรมหรือจริยธรรม อย่างมากที่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะเพื่อแย่งชิงอำนาจหรือวิ่งราวตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้ข้ออ้างนี้โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายที่ใช้ควบคุมบ้านเมืองประกอบด้วย คุณธรรมกับจริยธรรมที่โดดเดี่ยวไม่อาจดูแลบ้านเมืองให้สงบได้ เพราะคนไทยมาจากร้อยพ่อพันแม่ ระดับการศึกษาแตกต่างกัน สถานภาพการเงินก็ไม่เท่าเทียมกัน จึงต้องยึดหลักนิติธรรมปกครองบ้านเมือง ขณะที่ผู้มีอำนาจจ้องทำลายล้างศัตรูการเมืองโดยใช้คุณธรรมกับจริยธรรมอย่างเดียว ถือว่าตอนนี้จิตอคติกำลังครอบงำการเมืองการยุติธรรมของไทยมากกว่ายุคใด ทำให้ระบบยุติธรรมที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาชนถูกทำลายความน่าเชื่อถือลงในความรู้สึกของคนไทยและคนต่างชาติอย่างมาก ข่าวลือเตือนใจสืบทอดกันในหมู่ประชาชนว่า สีแดงเข้าสู่กระบวนยุติธรรมเมื่อไร ต้องผิดและรับโทษเท่านั้นโดยสามารถนำเรื่องเข้าพิจารณาและตัดสินในวันเดียวได้เลย เนื่องจากผู้ตัดสินรุ่นนี้ล้วนหนุนสีเหลืองกำจัดสีแดงโดยไม่สนใจหลักนิติธรรม เพราะตนคือกฎหมายกำหนดชะตาชีวิตคน ขณะเดียวกันถ้าสีเหลืองอยู่ในกระบวนยุติธรรม จักได้รับการปัดเป่าข้อหาทั้งหลายมลายสิ้นไปโดยเป็นคำยืนยันจากแกนนำสีเหลืองว่าเขาจะเป็นผู้เข้าไปคุยปัดเป่าคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้เอง ทุกคนในสีเหลืองจึงทำทุกอย่างได้ตามใจชอบเพราะคนที่มีอำนาจในกระบวนยุติธรรมหนุนหลังเต็มที่ หากคนไทยฟังแล้วย่อมเหนื่อยหน่ายปนสังเวชใจกับสังคมไทยในเวลานี้ที่ขื่อแปไร้ค่าให้ต้องเกรงกลัวกัน  คนเคารพกฎหมายกลายเป็นคนโง่ในสายตาของสังคมไทย

 

*******************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s