สูตรความเป็นธรรมอย่างอิสระ

อิสระ + จริยธรรมสูง = แพทย์ , ตุลาการ

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ความเป็นอิสระในการทำงานอย่างแท้จริงเป็นสุดยอดความปรารถนาของลูกจ้าง แต่มีน้อยวิชาชีพที่มีอิสระดังกล่าวได้ บ้างก็ใช้อิสระในทางไม่ดี บ้างก็ไม่ยอมใช้ความเป็นอิสระด้วยความกลัวเกรงอำนาจหรืออิทธิพลของนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ การใช้ในทางไม่ดีหรือไม่ยอมใช้เพราะกลัวเกรงมักนำพาความเดือดร้อนให้คนบริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ร้ายจากการกระทำของบุคคลในวิชาชีพเหล่านั้น จึงต้องถือเป็นจิตสำนึกส่วนตัวของบุคคลนั้นว่า รู้ซึ้งคุณค่าของความเป็นอิสระมากน้อยเพียงใด การใช้สิทธิความเป็นอิสระทางวิชาชีพของตนส่งผลดีต่อสังคมมากกว่าความรู้สึกส่วนตัวหรือไม่ ท่านสบายใจมากน้อยแค่ไหนเมื่อใช้หรือไม่ใช้สิทธิของตนเพื่อสนองตัณหาของคนอื่น แล้วส่งผลร้ายต่อสังคม คำตอบอยู่ที่ผู้มีวิชาชีพซึ่งมีสิทธิ์ใช้ดุลพินิจในการทำงานอย่างอิสระ

วิชาชีพที่ได้รับอิสระสูงสุดในการประกอบการงานทั้งแบบส่วนตัวหรือเป็นลูกจ้างในองค์กร ได้แก่ แพทย์ หรือ ตุลาการ งานแพทย์เป็นงานที่มีสองสถานภาพอยู่ในคนๆเดียว คือ ลูกจ้างขององค์กรและแพทย์วิชาชีพ หมายความว่า แพทย์ในสถานะลูกจ้างต้องทำตามกฎระเบียบขององค์กรและเชื่อฟังคำสั่งของนายจ้างเป็นหลัก เช่น งานธุรการ งานบุคคล หรือแผนกอื่นๆที่มิใช่หน้าที่แพทย์ แต่เมื่อทำงานด้านการรักษาคนไข้หรืออยู่ในห้องตรวจคนไข้ จักมีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองการทำงานของแพทย์ว่า ใช้ดุลพินิจในการตรวจหาอาการเจ็บป่วยและสั่งการรักษาได้อย่างเป็นอิสระแท้จริง นายจ้างไม่มีอำนาจควบคุมหรือสั่งการทำงานด้านนี้ของแพทย์โดยเด็ดขาด งานแพทย์ต้องมีจริยธรรมสูงมากกว่าอาชีพประเภทอื่นเพราะต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ แพทย์ต้องรับผิดชอบกับการทำงานและดุลพินิจด้านการรักษาโรคของตนด้วย ถ้าสั่งการรักษาโดยปราศจากความระมัดระวังหรือประมาทหรือขาดความรู้เพียงพอ จักได้รับโทษอาญาและโทษทางแพ่ง นอกจากนั้น การละทิ้งหรือปฏิเสธคนไข้ด้วยเหตุฐานะการเงินหรือสถานภาพทางสังคมหรือการหากำไรเกินควรหรือการค้าขายอวัยวะของคนหรือไม่แบ่งแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงานแพทย์หรือการใช้ความรู้แพทย์เพื่อฆ่าคนโดยตั้งใจ เป็นกฎเหล็กที่แพทย์มิควรกระทำอย่างยิ่งและมีบทลงโทษแพทย์ด้วย

อีกวิชาชีพหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีความเป็นอิสระสูงและต้องมีจริยธรรมสูงมากกว่าอาชีพประเภทอื่น เนื่องจากงานเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์ คือ มีอำนาจประหารชีวิตหรือควบคุมอิสรภาพของคนอื่นโดยมีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ด้วยดุลพินิจส่วนตัว อันได้แก่ ตุลาการซึ่งเป็นชื่อเรียกสถาบันหรือบุคคลที่มีหน้าที่ตัดสินคดีความก็ได้ ยังมีหลายชื่อเรียกขานวิชาชีพนี้ เช่น ผู้พิพากษา เป็นชื่อเรียกบุคคลที่ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินคดีพิพาท ศาล ใช้เรียกชื่อสถาบันหรือองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตัดสินคดีความ เป็นต้น ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางและสภาพจิตใจปกติ โดยเฉพาะความมั่นคงทางจิตใจต้องมีสูงกว่าคนธรรมดาเพราะต้องใช้ดุลพินิจแยกแยะความจริงหรือความเท็จของคู่ความแล้วเลือกวิธีลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด บางครั้งต้องใช้โทษประหารชีวิตซึ่งก็คือ การฆ่าคนโดยชอบด้วยกฎหมาย ตุลาการจึงต้องมีทั้งความรู้และจริยธรรมที่สูงพิเศษเพื่อตัดกิเลสตัณหาและอารมณ์ออกไปขณะใช้ดุลพินิจตัดสินคดีซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจักกระทำกันได้เพราะมันอยู่ในจิตใจมนุษย์และตุลาการทุกท่านก็ล้วนเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ จิตใจ และลมหายใจ หากท่านใดมิอาจควบคุมจิตใจให้เป็นกลางอย่างแท้จริงได้ คดีในความควบคุมของท่านจะไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน คดีแพะรับบาปจึงมิได้แค่มาจากพยานหลักฐานถูกบิดเบือนอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความไม่เป็นธรรมทางจิตใจของตุลาการซึ่งดูแลคดีนั้นก็ได้

ตุลาการมีสองสถานภาพในองค์กรได้เยี่ยงเดียวกับแพทย์ คือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และผู้ตัดสินคดีหรือข้อพิพาท สถานภาพผู้อยู่ใต้บังคับบัญชานั้นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือคำสั่งอย่างเคร่งครัด การเลื่อนตำแหน่งหรือขั้นขึ้นอยู่กับความเห็นของผู้บังคับบัญชา การถูกลงโทษเมื่อกระทำการฝ่าฝืนกฎระเบียบโดยคำสั่งหรือคำตัดสินของผู้บังคับบัญชาได้ อีกสถานภาพ คือ ตุลาการ เมื่อขึ้นบัลลังก์เพื่อพิจารณาคดี กฎหมายเฉพาะให้อำนาจและความเป็นอิสระแก่การทำงานของตุลาการโดยผู้บังคับบัญชามิอาจแทรกแซงได้อย่างเด็ดขาด ดุลพินิจของตุลาการจึงเป็นเอกสิทธิ์และอิสระอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายบัญญัติห้ามคนทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์ดุลพินิจของตุลาการเกี่ยวกับคดีพิพาทที่เรียกกันคุ้นปากว่า คดีละเมิดอำนาจศาล ซึ่งใช้ลงโทษคนธรรมดาที่บังอาจวิจารณ์หรือให้ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคดีความได้ทันทีโดยไม่ต้องมีกระบวนพิจารณาคดีอย่างคดีทั่วไปด้วย คือ แค่พูดถึงคดี ก็อาจติดคุกได้ ซึ่งแตกต่างจากการวิจารณ์หรือให้ความเห็นต่อการรักษาของแพทย์ซึ่งคนทั่วไปทำได้โดยอิสระเพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในการให้ความเห็นส่วนตัวได้ทุกเรื่อง แต่ห้ามแตะต้องดุลพินิจของศาลอย่างเด็ดขาด

ความเป็นอิสระหรือการต้องมีจริยธรรมสูงพิเศษของแพทย์หรือตุลาการนั้น จักสังเกตได้ว่า มาจากดุลพินิจของวิชาชีพดังกล่าวเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์เชิง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น กฎหมายจึงตั้งกฎระเบียบหรือการลงโทษสูงขึ้นและควบคุมให้มากด้วย ดังนั้น ความเป็นธรรมหรือการกำหนดชะตาชีวิตของคนในมือของแพทย์หรือตุลาการ จึงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่ดีของตัวเองและเคารพวิชาชีพมากน้อยแค่ไหน บางวิชาชีพสร้างกฎให้แตะต้องดุลพินิจไม่ได้เลย เมื่อล่วงเลยเวลามาถึงปัจจุบันที่คนไทยมีความรู้สูงขึ้นหรือทัดเทียมกับผู้มีวิชาชีพทั้งสองแบบ จึงเริ่มมองเห็นความไม่เป็นธรรมของทั้งสองวิชาชีพต่อสาธารณชนเมื่อดุลพินิจของแพทย์สามารถวิพากษ์วิจารณ์เชิงมุมมอง ประสบการณ์ ความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ดุลพินิจของตุลาการกลับห้ามการแตะต้องด้านความเห็นแตกต่างกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการถ่วงพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายและด้านเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชน หลายกลุ่มทางสังคมจึงเรียกร้องให้ปรับปรุงคดีละเมิดอำนาจศาลให้มีขอบเขตชัดเจนและส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชนต่อคดีความมากขึ้น จักช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาหลักกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงทางสังคมที่มีความซับซ้อนขึ้น อันแตกต่างจากในอดีตที่คนแค่พูดว่า ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินคดีก็ถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว ถ้าพูดว่าเห็นด้วยและเคารพคำตัดสินของศาล แม้จะเป็นการกล่าวพาดพิงดุลพินิจ แต่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายเพียงเพราะไม่เห็นแตกต่างกัน มันเป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนาระบบกฎหมายไทยมิให้เจริญเติบโตไปตามยุคสมัย นอกจากนั้นยังสร้างแดนสนธยาขึ้นในองค์กรยุติธรรมที่เป็นหนึ่งในสามอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยที่ห้ามการวิจารณ์หรือแตะต้องได้โดยข้ออ้างเดิมๆว่า เป็นการทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยของกษัตริย์ จึงควรได้รับการเคารพอย่างสูงพิเศษ ทั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารล้วนต้องรับการแต่งตั้งและทำงานในนามของกษัตริย์เช่นเดียวกัน แต่ถูกวิจารณ์ในที่สาธารณะหรือตรวจสอบกันได้อย่างเต็มที่โดยรัฐธรรมนูญให้เสรีภาพไว้

การตรวจสอบดุลพินิจของตุลาการโดยภาคประชาชนกระทำไม่ได้เพราะคดีละเมิดอำนาจศาลกั้นขวางไว้ ส่วนการตรวจสอบที่กฎหมายให้ทำได้ ซึ่งไม่ค่อยได้ผลในทางปฏิบัติมากนัก คือ การมอบอำนาจตรวจสอบ ตัดสิน ให้กับผู้นำองค์กรนั้นกระทำฝ่ายเดียวซึ่งไม่เป็นไปตามหลักคานอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากฝ่ายตุลาการตรวจสอบตัดสินความผิดของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้โดยอิสระ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีอำนาจตรวจสอบการทำงานของฝ่ายตุลาการ แม้แต่การเอ่ยถึงคุณสมบัติหรือพฤติกรรมไม่ปกติของบุคลากร ยังอาจถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นกฎครอบจักรวาลที่ใช้ยับยั้งการแตะต้ององค์กรนี้อย่างแท้จริง การตรวจสอบตัดสินโดยผู้นำองค์กรเดียวกันยังเสี่ยงต่อการปกป้องพวกพ้องเพื่อมิให้เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรด้วยเท่ากับช่วยสะสมปัญหาหรือความมืดทะมึนของบุคลากรหรือองค์กรไว้ให้มิดชิดที่สุด จักเห็นได้ชัดว่า การฟ้องแพทย์ใช้ดุลพินิจผิดพลาดทำง่ายกว่าการฟ้องตุลาการ เพราะกฎหมายห้ามแตะต้องดุลพินิจของตุลาการ จึงหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นความเห็นถูกต้องหรือผิดพลาดด้วยความประมาทหรือจงใจ ตุลาการที่ใช้ดุลพินิจจักไม่ต้องรับการตรวจสอบใดๆและถือเป็นผู้กระทำถูกต้องเสมอ

คนไทยลองนึกกันว่า ทำงานโดยไม่ต้องมีสายตาของคนอื่นที่มองค้นหาหรือตรวจสอบ จักเป็นการทำงานแสนสบายเพียงใด เพื่อนพ้องจะเสียเวลามาดูการทำงานของเราเพื่อให้เสียเพื่อนหรือ ? ทุกคนต่างก็รับเงินเดือนของรัฐเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างทำงานไปย่อมดีที่สุด แดนสนธยาแห่งนี้จะเป็นของพวกเราเท่านั้น หากใครพูดถึงเรา ก็ลงโทษกันไป มินานก็เงียบเสียงด้วยความกลัวไปเอง ประเทศไทยยุคนี้จะปล่อยให้การคานอำนาจทั้งสามเสียดุลย์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติต่อไปอีกหรือ ? การปรับปรุงดุลย์แห่งอำนาจถือเป็นความผิดของคนไทยยุคนี้ที่ต้องการแก้ไขให้เข้ากับหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือ ? คำตอบอยู่ในดุลพินิจของคนไทย การปรับแก้ปัญหาดุลย์แห่งอำนาจสามฝ่ายขึ้นอยู่กับคนไทยด้วย

 

***************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s