ดุลพินิจน่าละเหี่ยใจ

ดุลพินิจน่าละเหี่ยใจ

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

 

“ความกลัวเป็นเหตุแห่งความเสื่อม จิตลำเอียงและอคติ คือ ตัวสร้างความอยุติธรรม” คำเตือนสตินี้เกี่ยวโยงถึงการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับอาวุธในคดีหนึ่งที่มีส่วนเพิ่มความรุนแรงแก่สังคมและความสับสนปนละเหี่ยใจให้คนไทยที่คาดหวังกับความยุติธรรมจากสถาบันตุลาการที่จะช่วยบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผลต่อเนื่องจากตำรวจซึ่งมีหน้าที่ใช้กฎหมายในภาคปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่การตีความหมายของ “อาวุธ” กับ พฤติกรรมของบุคคลในคดีสร้างความสิ้นหวังแก่คนไทยที่จะได้เห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างได้ผลและนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง หลายคนแทบหมดหวังเมื่อกฎหมู่หรือการใช้จำนวนคนกดดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาหรือการทำละเมิดกฎหมายมิต้องรับการลงโทษประสบผลสำเร็จ บางกลุ่มที่ทรงอิทธิพลหรือมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวพันกับกฎหมายได้โอกาสแสดงอำนาจที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีสติสัมปชัญญะดีโดยคนกลุ่มนั้นใช้กฎหมายกำจัดศัตรูการเมืองให้เพื่อนพ้องเดียวกัน มันสร้างความสับสนแก่คนไทยว่าสิ่งใดคือผิดหรือถูกกฎหมายกันแน่ หากคนไทยบางคนกระทำอย่างเดียวกับกลุ่มละเมิดกฎหมายนี้ จะได้รับการเอื้อเฟื้อทางคดีความให้ขัดต่อหลักนิติธรรมมากเพียงนี้หรือไม่ มันมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้ใช้กฎหมายบางกลุ่มว่า ระบบยุติธรรมสองมาตรฐานจักเกิดขึ้นกับฝ่ายที่มิใช่เพื่อนพ้องเดียวกันอย่างแน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หาคำตอบโดยใช้ตัวเองเป็นตัวทดลองเลย

อาวุธในความหมายของกฎหมายไทย คือ วัตถุโดยสภาพที่ก่ออันตรายแก่บุคคลได้ตั้งแต่บาดเจ็บธรรมดา บาดเจ็บสาหัส และ ถึงแก่ความตาย เช่น ปืน ระเบิดทุกประเภท มีดทุกชนิดตั้งแต่มีดตัดด้ายจนถึงมีดสปาต้า ปืนปากกา ปืนไทยประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเทียมอาวุธซึ่งหมายถึงวัตถุที่ไม่มีสภาพเป็นอาวุธ แต่มีความสามารถสร้างผลลัพธ์เยี่ยงเดียวกับอาวุธได้ เช่น เข็มเย็บผ้าหรือเข็มร้อยมาลัย ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ขวดแก้ว ที่เขี่ยบุหรี่ กระบอง เสาธง เป็นต้น สิ่งเทียมอาวุธนั้นต้องพิจารณาเป็นรายชนิดประกอบกับการใช้มัน จึงตัดสินได้ว่าการฆ่าหรือการทำร้ายนั้นเป็นการกระทำโดยใช้อาวุธหรือไม่ มันส่งผลต่อระดับการลงโทษหนักเบาในคดีอาญาได้

การตีความหมายคำว่า “อาวุธ” จึงเป็นเรื่องดุลพินิจและมุมมองของผู้มีอำนาจโดยยึดหลักกฎหมายในประเทศของตนและหลักนิติธรรม โดยทั่วไปการตีความหมายเรื่องสิ่งเทียมอาวุธนั้น จะต้องดูลักษณะและวิธีใช้วัตถุชิ้นนั้นว่าใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์มันหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ไม้กอล์ฟหรือไม้เบสบอล ถ้าไม่ได้ใช้ในสนามกอล์ฟหรือสนามเบสบอล แต่ควงเหน็บเอวเดินอวดกร่างเชิงข่มขวัญบนถนนหรือใช้ฟาดหัวคนให้บาดเจ็บหรือตาย ไม้ทั้งสองชนิดจักถือว่า เป็นอาวุธ ตามกฎหมายทันที เสาธง สร้างขึ้นเพื่อใช้ติดธงชาติ หากนำไปติดมีดที่ปลายเสาธง ย่อมกลายสภาพเป็นอาวุธ มิใช่เสาธงอีกต่อไป ที่เขี่ยบุหรี่ไม่ได้เก็บเศษเถ้าบุหรี่ แต่นำไปฟาดหัวของคนอื่น ก็ถือเป็นอาวุธตามกฎหมาย

ความผิดฐานก่อกบฏซึ่งต้องมีพฤติกรรมขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ และ การสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฎหรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเป็นกบฎ โดยตีความหมายในคดีล่าสุดว่า ยังไม่มีการใช้อาวุธหรือสะสมอาวุธใด แม้ตำรวจจะค้นสถานที่ชุมนุมแล้วพบไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ใบกระท่อมอันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เสาธงติดมีด อีกทั้งยังมีภาพการบุกยึดสถานที่ราชการด้วยกองกำลังพลที่มีมีด ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล เสาธงติดมีด ซึ่งเรียกกองกำลังนี้ให้ฟังเสนาะหูว่า นักรบศรีวิชัย (เพราะคนพวกนี้มาจากภาคใต้เป็นส่วนมาก บางคนยังมีหมายจับในคดีอาญาติดตัวด้วย) ผู้มีอำนาจมองว่า ตราบใดที่วัตถุเหล่านั้นยังไม่ถูกใช้เพื่อทำร้ายหรือทำลายทรัพย์สินของบุคคลใดอย่างถนัดตา ก็ยังไม่ใช่อาวุธ เนื่องจากวัตถุเหล่านั้นมิใช่อาวุธโดยสภาพ การตัดสินสิ่งเทียมอาวุธจึงต้องเคร่งครัด เมื่อพิจารณาบุคคลตามหมายจับซึ่งไม่เคยมีภาพพกหรือใช้วัตถุเหล่านั้นในลักษณะทำร้ายบุคคลหรือทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจจึงตีความว่า คนเหล่านั้นยังไม่ได้สะสมอาวุธสักชิ้น  อีกทั้งยังไม่เคยมีพยานภาพหรือพยานบุคคลชี้ชัดว่า พวกเขาใช้วัตถุเหล่านั้นเพื่อกระทำการก่อกบฎที่ชัดเจนเลย อันเป็นการตีความตามอักษรประกอบพฤติกรรมรายบุคคลโดยไม่คำนึงถึงเจตนาภายใต้การปฏิบัติตนต่อเนื่องของคนดังคำที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

เมื่อต้องมีการตีความหมายเรื่องอาวุธซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในความผิดฐานก่อกบฎและการสะสมกำลังพลและอาวุธเพื่อก่อกบฎตามหมายจับ  ผู้มีอำนาจจึงเลือกใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า ใครมีพยานหลักฐานว่าพกหรือใช้อาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธเพื่อกระทำตามองค์ประกอบของกฎหมายกบฎ เราจักสังเกตได้ว่า ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ เสาธงติดมีด ระเบิดลูกปิงปอง ตำรวจค้นพบในสถานที่ชุมนุมหรือเขตที่พักอาศัยของผู้ชุมนุมทั้งสิ้น จึงอาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ว่า บุคคลตามหมายจับมิได้พกหรือใช้มันเยี่ยงอาวุธ ถ้าพิจารณาด้วยรูปภาพและสิ่งแสดงต่างๆจักไม่เคยเห็นพวกเขาถือวัตถุเหล่านั้นเลย ผู้มีอำนาจจึงใช้เป็นเหตุผลยกเลิกข้อหากบฎหรือสะสมอาวุธและเพิกถอนหมายจับบุคคลเหล่านั้น ส่วนกองกำลังที่บุกยึดสถานที่ราชการที่พกวัตถุเหล่านั้นติดตัวและใช้มันในการทำละเมิดกฎหมายและตำรวจค้นพบในเวลาเกิดเหตุ จักถูกตีความเป็นอาวุธตามกฎหมายโดยเป็นดุลพินิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จับได้คาหนังคาเขา ผู้มีอำนาจย่อมไม่อาจเลี่ยงบาลีไปเป็นอย่างอื่นได้เลย ถ้ามีการออกหมายจับบุคคลที่ยึดสถานที่ราชการดังที่ปรากฏในภาพข่าวทั่วโลก ย่อมถือเป็นข้อหายึดสถานที่ราชการโดยใช้อาวุธ

ดุลพินิจของผู้มีอำนาจถือเป็นเอกสิทธิ์และชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจะชอบด้วยหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีผลทางกฎหมาย เราต้องไม่ลืมว่า ดุลพินิจเป็นมุมมองเฉพาะบุคคลซึ่งจะพิจารณาโดยใช้หลักกฎหมายหรือหลักความเชื่อใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ความรู้ ประสบการณ์ ของผู้มีอำนาจ บางครั้งยังรวมถึงอิทธิพลรอบข้างด้านชีวิตส่วนตัวหรือการงานที่ส่งผลต่อดุลพินิจได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ดุลพินิจเพิกถอนข้อหาหรือหมายจับจึงเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมายและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะพิจารณาตามอักษรทีละคำหรือใช้เจตนารมณ์ของผู้กระทำประกอบด้วยหรือไม่ก็ตาม ดังคำที่ว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คนไทยต้องยอมรับดุลพินิจดังกล่าว แต่จะเชื่อถือว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปได้หรือไม่ มันเป็นความเห็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล

 

**********************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s