คู่ปรับพลัดรุ่น

ความจริงฯ VS ASTV

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

สื่อมวลชนหลายฉบับหรือหลายสถานีทีวีได้รับผลกระทบจากกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดทำเนียบรัฐบาลหรือทำลายสถานีทีวีรัฐจากการนำเสนอข่าวสารหรือบทความ ถ้าเสนอความจริงโดยไม่บิดเบือน จักถูกกลุ่มพันธมิตรฯต่อต้าน ข่มขู่ และขัดขวางการทำงานเมื่อไปในบริเวณที่ชุมนุมนั้น หากเขียนบทความชื่นชมการกระทำของพวกเขา จักได้รับการต้อนรับอย่างดี กลุ่มพันธมิตรฯมีปฏิกิริยาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ ต้องกระทำอยู่ภายใต้กฎหมายไทย คือ ต้องไม่มีการทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ให้เสื่อมเสียเสรีภาพ สิ่งที่ต้องเอ่ยถึง ณ ที่นี้ คือ เมื่อสื่อมวลชนไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างผู้ทำละเมิดกฎหมาย กับ ตัวบทกฎหมาย ย่อมหมายถึง ต้องกระทำตัวเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสารหรือความจริงที่เกิดขึ้น ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยไม่แทรกความเห็นส่วนตัวเมื่อเป็นเพียงข่าวสาร มิใช่บทความของผู้ใดผู้หนึ่ง อันถือเป็นจรรยาบรรณของผู้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนที่ได้รับการสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ในสถานศึกษามาแล้ว

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมโทรทัศน์ดาวเทียมเหมือนที่ใช้ในประเทศทางตะวันตก แต่กฎหมายโทรทัศน์ไทยห้ามมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีสถานีทีวีโดยมิได้รับอนุญาตจัดสรรคลื่นความถี่จากรัฐก่อน อันหมายถึง โทรทัศน์ดาวเทียมในไทยจึงมีไม่ได้และขัดต่อกฎหมาย แต่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมชื่อว่า ASTV ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่าได้รับการสร้างสรรค์เนื้อหาและสนับสนุนทางการเงินหลักจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โดยผู้ก่อตั้งสถานีเป็นบิดาของเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวและควบคุมการสร้างสรรค์เนื้อหาของสถานีทีวีดาวเทียมและหนังสือพิมพ์ด้วย เนื่องจากบิดาไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะทำสัญญาเช่าดาวเทียมหรือเป็นเจ้าของสื่อมวลชนใดเพราะตกเป็นบุคคลล้มละลาย จึงต้องผันตัวไปอยู่เบื้องหลังแล้วใช้ชื่อบุตรชายเป็นเจ้าของสื่อต่างๆ แต่การปฏิบัติงานในองค์กรทั้งสองอยู่ในความควบคุมของผู้เป็นบิดา เขาอ้างเสรีภาพในรัฐธรรมนูญว่า เป็นการเผยแพร่ข่าวสารตามสิทธิของคนไทย เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งรัฐมอบหมายอำนาจดูแลสถานีทีวีไทยฟ้องต่อศาลว่าทำผิดกฎหมายสื่อโทรทัศน์ไทยเพราะยังไม่ได้รับการอนุญาตจากรัฐ แต่ศาลให้ความคุ้มครองชั่วคราวว่า เสนอรายการต่างๆด้วยดาวเทียมได้จนกว่าจะมีคำพิพากษา ตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมาสถานีดังกล่าวมิได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนตามจรรยาบรรณที่พึงมีและตามจุดประสงค์ในการก่อตั้งสถานีทีวีดาวเทียม เนื่องจากพวกเขาใช้สถานีทีวีดาวเทียมในการยั่วยุ ปลุกปั่น ใส่ร้ายป้ายสี ใช้คำหยาบคาย กล่าวหาฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และนักการเมือง เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นคนเลวและเป็นต้นเหตุความชั่วร้ายในบ้านเมือง แม้แต่ป้ายสีว่าทั้งสามกลุ่มนั้นคิดล้มล้างสถาบันสูงสุดโดยกลุ่มพันธมิตรฯคือ ฮีโร่ที่มาปกป้องรักษาสถาบันนั้น เรียกร้องให้เข้าร่วมต่อต้านรัฐบาลจากการเลือกตั้งและพยายามยัดเยียดระบอบการปกครองใหม่ที่ตนและพรรคพวกคิดค้นขึ้นด้วยหวังจะนำไปใช้บริหารประเทศโดยอาศัยความหลงพลาดของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอ่อนไหว ขาดสติ มีปัญญาส่วนตัวหรือขาดที่พึ่งทางใจ กลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาหรือสไตล์รัสเซียปะปนกันเข้าไปร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองที่ละม้ายคล้ายแนวคิดของพวกเขา

หากสังเกตการชุมนุมจักเห็นว่าในทำเนียบหรือที่ชุมนุมอื่นผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯจะไม่ยอมให้ผู้ร่วมชุมนุมรับทราบข่าวสารภายนอกอย่างเด็ดขาด โดยมีทีมจัดรายการบนเวทีคัดเลือกข่าวหรือบทความที่เขียนชื่นชมหรือสนับสนุนฝ่ายตนมาอ่านให้ทุกคนฟัง เปิดเสียงหรือภาพจากสถานีดาวเทียม ASTV ตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น หมายความว่า ผู้ร่วมชุมนุมจะได้ยินเสียงและเห็นภาพเฉพาะที่พวกเขาต้องให้รับรู้ด้านเดียว การดูหรือฟังเรื่องเดียวกัน คำพูดเดียวกัน กรอกหูหรือเห็นซ้ำซากทุกวันๆละ 24 ชั่วโมง เป็นวิธีล้างสมองซึ่งนิยมใช้กันในประเทศคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองใหม่ๆเช่น ในจีน รัสเซีย เป็นต้น ล้วนต้องเริ่มต้นการล้างสมองพวกที่ไม่เชื่อถือในระบบนี้ก่อน และเป็นวิธีได้ผลอย่างดีในการสร้างพลพรรคของตน แม้แต่ในบางลัทธิความเชื่อที่ส่งผลร้ายต่อสังคม เช่น ลัทธิโอมชินริเคียวในญี่ปุ่นก็ใช้การล้างสมองเพื่อให้เชื่อฟังคำพูดหรือความเห็นของเจ้าลัทธิด้วยบอกซ้ำๆว่า สังคมเลวทราม การล้างทำความสะอาดโลกเป็นหน้าที่ของมวลสาวก จนกระทั่งยอมสละชีวิตของตนเพื่อไปอยู่โลกใหม่หรือยอมฆ่าผู้อื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือละอายต่อบาป พวกเขาคิดเพียงว่าต้องเชื่อฟังเจ้าลัทธิแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือช่วยชำระล้างโลกตามคำพูดของเจ้าลัทธิ  บางลัทธิกรอกหูและใส่ความเชื่อว่าโลกจะแตกและสนับสนุนให้วัยรุ่นชายหญิงฆ่าตัวตายด้วยการรมควันด้วยเตาถ่านในรถพร้อมกันในวันเดียวกันเพื่อไปอยู่โลกใหม่ อันสร้างความวุ่นวายและกังวลแก่รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อเด็กหนุ่มสาวหลายสิบคนเชื่อฟังและฆ่าตัวตายในวันเดียวกัน มันเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อตระหนักใจว่าจิตใจของคนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งอ่อนแอจนมิอาจแยกแยะความผิดหรือความถูกต้องได้ ขณะนี้ผู้ร่วมชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรฯกำลังถูกครอบงำด้วยวิธีล้างสมองของพวกคอมมิวนิสต์หรือเจ้าลัทธิต่างๆ ตามหลักวิชาการด้านจิตวิทยานั้นไม่ว่าจะมีภูมิความรู้สูงส่งเพียงใด เมื่อใช้วิธีล้างสมอง ทุกคนจักถูกครอบงำได้เสมอ ต่างกันแค่เวลาในการล้างที่ไม่เท่ากันซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะจิตใจเข้มแข็งหรืออ่อนแอของบุคคลซึ่งมีอยู่ในเวลานั้น

สถานีทีวีรัฐได้จัดสรรเวลาให้รายการ ความจริงวันนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์ชัดแจ้งว่า ต้องการชี้แจงความจริง ข้อกล่าวหาที่บิดเบือนจากกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อให้ประชาชนได้รับฟังประกอบการพิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯพูดไว้บนเวทีเพื่อกล่าวหาหรือครอบงำผู้ร่วมชุมนุมและยังถ่ายทอดทางทีวีดาวเทียมภายใต้การคุ้มครองของศาล อันมีลักษณะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้สังคมสับสนวุ่นวายด้วยข้อความบิดเบือนมานานเกือบสองปี ผู้จัดรายการต้องการชี้แจงสิ่งที่บิดเบือนหรือสร้างความสับสนใจที่กลุ่มนั้นสร้างขึ้นเพื่อหวังให้คนไทยหลงเชื่อโดยไม่สงสัยใดๆ นอกจากนั้นยังนำเสนอภูมิหลังหรือเจตนารมณ์ของผู้นำกลุ่มดังกล่าวและผู้สนับสนุนการชุมนุมที่มีทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สมาชิกสภา สำนักเจ้าลัทธินอกศาสนาพุทธ กลุ่มมิจฉาชีพที่เสียประโยชน์จากการทำงานจริงจังของรัฐบาล ผู้จัดรายการเสนอความเห็นมุมมองทางการเมืองในฐานะคนไทย ข้อกฎหมายและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคลากรในองค์กรอิสระตามกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิของคนไทยพึงกระทำได้เพื่อให้คนไทยได้รับฟังข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง และกล่าวย้ำเสมอว่าเป็นมุมมองความเห็นให้ประชาชนรับฟังไว้ประกอบการพิจารณาส่วนตัวก่อนจะตัดสินใจเชื่อคำพูดของกลุ่มพันธมิตรฯ

ทุกคนสังเกตได้ว่าสถานีทีวีดาวเทียมของกลุ่มพันธมิตรฯออกอากาศไปทั่วโลกและตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เนื้อหารายการจะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้คนที่ได้ยินได้เห็นเชื่อว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนฯ สมาชิกวุฒิสภาส่วนที่เลือกตั้ง เป็นคนเลวสุดทราม และนำเสนอผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในองค์กรต่างๆหรือวุฒิสภาส่วนการแต่งตั้งเป็นคนดีเลิศและมีบุญญาธิการสูงส่ง เพื่อสร้างความเกลียดชังประเทศบ้านเกิดและคนไทยด้วยกัน ผลักดันระบอบการปกครองแบบใหม่ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นรวมทั้งการเปลี่ยนศาสนาประจำชาติจากศาสนาพุทธไปเป็นนิกายของสำนักสันติอโศกที่มีความเชื่อผิดเพี้ยนและส่งเสริมให้สาวกนุ่งห่มเลียนคล้ายสงฆ์ไทยดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ขณะที่รายการ “ความจริงวันนี้” มีเวลาออกอากาศวันละประมาณ 40 นาที งดเว้นวันเสาร์ จักเห็นได้ว่า เวลานำเสนอมุมมองความเห็นของผู้จัดรายการเมื่อเทียบกับรายการของสถานีทีวีดาวเทียม ASTV ที่กระจายแพร่ตลอด 7 วันๆละ 24 ชั่วโมง ย่อมเห็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการส่งผ่านข้อมูลสู่ประชาชนชัดเจนมาก แต่สื่อมวลชนบางประเภท บางคอลัมน์กลับเขียนเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือปิดบังบางส่วนไว้ แล้วกล่าวหาว่ารายการ “ความจริงวันนี้” เป็นต้นตอความแตกแยกทางสังคมและคนไทย โดยไม่กล่าวถึงต้นกำเนิด พฤติกรรมเริ่มแรก และเจตนารมณ์แท้จริงของสถานีทีวีดาวเทียมแห่งนี้ ระยะเวลานำเสนอ หรือ หัวข้อในรายการ โดยเฉพาะการใช้วาจาหยาบคายที่ถ่ายทอดจากเวทีชุมนุมไปเผยแพร่ในสถานีทีวีดาวเทียมโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ อันแตกต่างจากรายการของสถานีรัฐที่ถูกควบคุมเวลา วิธีนำเสนอ หัวข้อ และการใช้วาจาหรือกิริยาท่าทาง

กลุ่มผู้นำที่มีหมายจับและกล่าววาจาท้าทายอำนาจรัฐและศาลผ่านทางจอทีวีทุกวัน ย่อมเป็นที่ตระหนักแก่ใจของสื่อมวลชนและผู้เขียนคอลัมน์ว่า เป็นพฤติกรรมผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและยังมีบางข่าวที่ถูกปิดไว้ มิกล่าวพาดพิง คือ การรุมทำร้ายผู้คนที่ผ่านไปมาหรือแวะดูการชุมนุมตามอำเภอใจแล้วกล่าวใส่ร้ายว่า เป็นสายลับของรัฐ การรุมข่มขู่นักข่าวของสื่อฯที่เขียนไม่สนับสนุนผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ หลายสื่อฯจะไม่นำเสนอหัวข้อนี้เลยเพราะเป็นการทำลายภาพพจน์การชุมนุมอย่างมากถ้าข้อเท็จจริงนี้ล่วงรู้ถึงหูของคนไทย อันเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมผิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างจงใจด้วยความหวาดกลัวและทำผิดจรรยาบรรณสื่อมวลชนด้วย การเรียกร้องให้ปิดรายการ “ความจริงวันนี้”ด้วยข้ออ้างว่าสร้างความปั่นป่วนให้สังคมโดยไม่คำนึงถึงเสรีภาพการแสดงความเห็นของคนไทยและกระทำถูกขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งไม่กล้าเสนอความเห็นให้ปิดสถานีดาวเทียมของอีกฝ่ายซึ่งใช้เสรีภาพดังกล่าวเช่นกัน ไม่ว่าจะอ้างคำสั่งของศาลหรือเหตุผลใด ถือได้ว่าเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมแก่รายการนี้อย่างชัดเจน

การปล่อยให้สถานีทีวีดาวเทียม ASTV แพร่ภาพปลุกปั่นยุแยงคนไทยให้เกลียดชังและล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งฝ่ายเดียว มันจักเรียกว่า ความเป็นธรรมทางสังคมได้อย่างไร เนื่องจากสื่อมวลชนบางกลุ่มปิดตาข้างหนึ่ง แล้วจ้องทำลายล้างภาพอีกข้างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯและช่วยขายข่าวส่งเสริมสื่อฯของตนสร้างยอดขายโดยไม่คำนึงถึงความสงบทางสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชนเลย สื่อมวลชนที่เรียกร้องหาความเป็นธรรมควรนั่งสงบสติอารมณ์และงดเว้นผลประโยชน์ส่วนตนหรือขององค์กรไว้ เปิดดวงตาทั้งสองให้กว้างเพื่อเลือกระหว่างจรรยาบรรณของสื่อมวลชนหรือเป็นสาวกของกลุ่มพันธมิตรฯ  ความเชื่อส่วนบุคคลนั้นรัฐธรรมนูญคุ้มครองให้มีได้ แต่มิใช่สวมเสื้อสื่อมวลชนกลับประพฤติตนเป็นสาวกใช้ตำแหน่งงานหรือหน้าที่เพื่อทำลายสังคมสนองเจ้าลัทธิ

ถ้าสื่อมวลชนจะใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญก็ทำได้ แต่ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพควบคุมไว้ การจะเรียกร้องด้วยข้ออ้างความเป็นธรรมทางสังคมเพื่อความสงบเรียบร้อย จักตั้งข้อกล่าวหาว่า รายการความจริงวันนี้เป็นต้นเหตุความแตกแยกทางสังคมและทำให้สังคมปั่นป่วน หรือ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่เลิกประท้วง ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่มากพอและน่าเชื่อถือ มิใช่การเขียนนำเสนอบางส่วน ปิดไว้บางส่วน เวลากำเนิดของรายการนี้ช้ากว่าสถานีดาวเทียมเป็นปี ถ้าจะก่อเรื่องร้ายๆดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรฯคงยึดทำเนียบไม่ได้อย่างในวันนี้แน่ ผู้จัดรายการต้องเสียค่าเช่าสถานีเพื่อซื้อเวลาออกอากาศเหมือนผู้เช่าทั่วไป ถ้าไม่จ่ายเงิน ก็ต้องยุติรายการไปตามสัญญาระหว่างผู้เช่ากับสถานีรัฐ หากทำผิดกฎ กติกา หรือความเห็นของกรรมการเซ็นเซอร์ของรัฐ ก็ถูกบอกเลิกสัญญาได้ทุกเวลา แต่สถานีดาวเทียม ASTV ซึ่งออกอากาศปลุกปั่น ยั่วยุแยง ให้สังคมวุ่นวายกลับขอรับเงินบริจาคจากผู้ร่วมชุมนุมเพื่อเป็นค่าเช่าดาวเทียมและเงินเดือนของผู้จัดรายการ มิใช่ยืนอยู่ได้ด้วยความดีเลิศของเนื้อหารายการ แต่อยากสนองตัณหาส่วนตัวโดยหลอกลวงศรัทธาของชาวบ้านไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง อันไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำแต่พอตัว ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เมื่อเกินตัวก็ควรเลิกทิ้งไป ตอนนี้พวกเขากำลังเบียดเบียนชาวบ้านที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่หลงยึดติดในศรัทธาผิดเพี้ยน แล้วฉกฉวยเงินของพวกเขาไปรักษาตัณหากิเลสของตนเอง มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ละอายใจของกลุ่มผู้นำพันธมิตรฯซึ่งอ้างว่าทำเพื่อเปลี่ยนแปลงชาติไปสู่จุดปราศจากกิเลส แต่เรียกเอาเงินบริจาคสารพัดจุดประสงค์ พวกเขาดูไร้ค่ายิ่งกว่าขอทานซึ่งคนเต็มใจบริจาคเพราะเชื่อว่าจะช่วยเหลือให้ชีวิตของเขาหรือเธอมีกินผ่านไปมื้อหนึ่งได้และเป็นการทำบุญทำทานอย่างหนึ่งตามความเชื่อของศาสนาพุทธ แต่เงินที่ให้แก่สถานีดาวเทียม ASTV เพื่อต่อลมหายใจของผู้ก่อตั้งให้ความฝันดำเนินต่อไป เป็นค่าเช่าดาวเทียม เงินเดือนพนักงาน เพื่อปลุกปั่นให้สังคมวุ่นวายต่อไป มันมิใช่เพื่อให้ชีวิตหนึ่งชีวิตใดดีขึ้นหรือสังคมดีขึ้น แต่ทำลายสังคมหนักขึ้น เมื่อธุรกิจนี้ไม่อาจไปได้เพราะขาดเงินทุนก็ควรปล่อยให้ล้มลง เป็นหลักคิดง่ายๆของการทำธุรกิจ มิใช่ยืดเยื้อทำลายเจ้าของเงินให้ต้องลำบากมากขึ้นด้วยอาศัยศรัทธาเพี้ยนของคนอื่นดังเช่นที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังกระทำในเวลานี้

คนไทยต้องตั้งสติ ใช้ปัญญา คิดวิเคราะห์พิจารณาว่า ควรประพฤติตนอย่างไรให้สังคมสงบเรียบร้อยและอยู่ภายใต้กฎหมายได้ ถ้ามีญาติพี่น้องที่อยู่ในที่ชุมนุมและหลงศรัทธาเพี้ยนๆ ก็ต้องให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องแก่เขาเพื่อดึงให้กลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคม เพราะความฝันที่กลุ่มพันธมิตรฯสร้างขึ้นนั้นย่อมมีวันสิ้นสุดไม่ช้าก็เร็วนี้เนื่องจากความฝันคือ ความว่างเปล่า ตื่นขึ้นมาก็คือ ความจริง สื่อมวลชนควรยืนหยัดอยู่ข้างเดียวกับกฎหมาย ผู้ใดทำผิดกฎหมาย ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มิใช่เรียกร้องให้สังคมให้ความเป็นธรรม แต่ตนประพฤติละเมิดกฎหมายและท้าทายกฎหมายทุกวันดังที่เห็นกันในวันนี้ สื่อมวลชนต้องใช้สติมากกว่าคนทั่วไปเพราะอยู่ใกล้ชิดกับข่าวสารมากที่สุด ถ้าใช้มันในทางที่ผิด ก็ไม่แตกต่างจากผู้ทำลายสังคมด้วยตัวเอง ก่อนคิดก่อนเขียนต้องคิดถึงจรรยาบรรณและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบในบ้านเมือง มิใช่เขียนทุกอย่างเพื่อสนองรายได้ของตนเท่านั้น

สิ่งสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงคือ การคุ้มครองชั่วคราวจากศาลต่อกิจการเอกชนที่ประพฤติโจ่งแจ้งว่าเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ และใช้วาจาหยาบคาย ให้ร้ายป้ายสี ผู้อื่น เป็นสิ่งที่ฝ่ายตุลาการจักต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาความเสียหายต่อสังคม ต่อคนไทย เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าของคดีในการพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอก็ได้ หากพฤติกรรมที่ยื่นขอคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อประชาสังคม การนิ่งเฉยหรือละเว้นการใช้อำนาจในกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง มันกลายเป็นภาพผู้รักษากฎหมายคุ้มครองโจรให้ทำร้ายประชาชนและสังคมต่อเนื่องด้วยจิตอคติต่อบุคคลใดหรือต่อบางกลุ่มบางพวกไปแล้วในวันนี้ ประชาชนจะใช้ที่พึ่งสุดท้ายได้อย่างไรเมื่อผู้ตัดสินคดีคุ้มครองเอกชนให้ทำกิจกรรมได้ แต่อ้างว่าห้ามการทำกิจกรรมนั้นไม่ได้เพราะเป็นเอกชน ทั้งที่กำลังเป็นบ่อเกิดการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุขและทำลายศาสนาพุทธเพื่อเชิดชูลัทธิใหม่ในประเทศไทย รัฐบาลต้องการความช่วยเหลือจากฝ่ายตุลาการในการบังคับใช้กฎหมาย การละเว้นหรือวางเฉยถือเป็นการส่งเสริมให้แผนเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศของกลุ่มพันธมิตรฯประสบผลสำเร็จไวขึ้น คำถามคือ ฝ่ายใดจักได้ผลประโยชน์นี้ เชื่อว่า มิใช่ฝ่ายตุลาการแน่ เพราะแผนการของเขาคือ ต้องไม่มีอำนาจทั้งสามตามรัฐธรรมนูญ และศาสนาพุทธต้องถูกกำจัดให้สิ้นซากด้วย สถาบันกษัตริย์จะมีบทบาทสำคัญสูงสุดหรือไม่ น่าจะมีคำตอบในใจของทุกคนแล้วหลังจากได้ยินรายละเอียดของระบอบใหม่ที่พวกเขากรอกหูทุกวัน

ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ไม่ละวางจิตอคติ มิจฉาทิฐิ เพื่อมองเห็นศัตรูบ้านเมืองคนเดียวกัน สุดท้ายจะไม่เหลือแม้แต่ฝ่ายเดียว ระบอบใหม่จะมีเพียงคณะพันธมิตรฯปกครองบริหารบ้านเมืองตามอำเภอใจ ศาสนาประจำชาติจะไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เป็นนิกายสันติอโศกซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมหาเถระสมาคมปฏิเสธข้ออ้างการปฏิบัติตนของพวกเขาว่า มิใช่พุทธศาสนา ทั้งสามฝ่ายต้องประสานมือปกป้องสถาบันสูงสุดของประเทศไว้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องไม่ยินยอมให้มีสถาบันเดียวตามระบอบใหม่ คือ กลุ่มพันธมิตรฯ ความสงบในประเทศไทยและคนไทยจึงกลับคืนมาได้อีกครั้ง โปรดลืมตาและก้มมองตัวเองว่า เป็นเวลาที่ควรทำเพื่อบ้านเกิดหรือยัง ? จะเข่นฆ่าทำลายล้างกันเองเพื่อสนองกิเลสของใคร ? มันคุ้มหรือไม่ที่แตกแยกกันแล้วให้มารทำลายบ้านที่ซุกหัวนอนของคนไทย ? ผู้ใดยังหน้ามืดอยู่ในคำสั่งของคนแก่หลงบารมีที่คอยบงการทิศทางผู้ใหญ่บางคนสนองกิเลสตัณหาส่วนตัว ก็ควรรำลึกสัจธรรมว่า สุดท้ายเมื่อคนแก่ลาโลกไปแล้ว จะพึ่งใครได้อีก นอกจากคนหนุ่มรุ่นต่อไป เหตุไฉนไม่ฟังคำพูดของคนรุ่นใหม่ว่า อยากใช้ชีวิตสงบแล้ว ผู้นั้นน่าจะมีอำนาจยาวนานขึ้นและทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าการทำลายล้างคนรุ่นใหม่ เหลือไว้แค่ซากโบราณที่ไม่อาจต่อต้านกับมัจจุราชได้ สุดท้ายก็มีแค่โครงกระดูกฝังกลบดินและลืมเลือนชื่อของเขาไปในที่สุด

 

********************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s