กรมสรรพากรกับลูกจ้าง วันนี้

ลูกจ้าง กับ กรมสรรพากร

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

นักกฎหมายในสังคมไทยได้รับการสั่งสอนและยึดถือกันสืบเนื่องมาว่า ถ้ากฎหมายใดมีคำนิยามเฉพาะไว้ ต้องใช้ความหมายนั้นเป็นหลักเพราะบัญญัติขึ้นตามจุดประสงค์ของการตรากฎหมายนั้น หากไม่มีนิยามเฉพาะก็ให้นำความหมายในกฎหมายใกล้เคียงหรือพจนานุกรมไทยมาวิเคราะห์และปรับใช้ให้เหมาะสมกับกฎหมายแต่ละฉบับ ทั้งนี้ต้องนำข้อเท็จจริงในคดีหรือความเป็นอยู่และความซับซ้อนของสังคมประกอบการพิจารณาความหมายของคำเหล่านั้นด้วย

กฎหมายแรงงานบัญญัติคำนิยามของ ลูกจ้าง ไว้ เมื่อมีคดีพิพาทในศาลจึงต้องใช้คำนิยามเฉพาะนี้ ส่วนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เคยมีคำพิพากษาฎีกาให้ความหมายของ ลูกจ้าง ว่า ต้องมีสภาพการจ้าง สวัสดิการ และการรับคำสั่งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ปรากฏชัดโดยไม่เน้นที่ผลงาน ซึ่งแตกต่างจากการรับจ้างทำของที่ผู้รับจ้างไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้ว่าจ้างและเน้นที่ผลสำเร็จของการงานเป็นหลัก ทำให้สามารถแยกระหว่างลูกจ้างกับผู้รับจ้างได้ชัดเจน จึงถือปฏิบัติกันสืบเนื่องยาวนานและไม่สร้างความสับสนทางคดีและทางสังคมอีกต่อไป นอกจากนั้นการตีความคำว่า ลูกจ้าง ของศาลฎีกานี้ได้กลายเป็นบรรทัดฐานให้กรมสรรพากรนำไปใช้เรียกเก็บภาษีด้วย เนื่องจากประมวลรัษฎากรไม่มีคำนิยามเฉพาะของ ลูกจ้าง ไว้

กรมสรรพากรมีอำนาจและสิทธิเต็มที่ในการเลือกยึดถือคำนิยาม “ลูกจ้าง” จากกฎหมายใดที่เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรหรือเลือกให้ความเป็นธรรมระหว่างกรมสรรพากรกับผู้เสียภาษีก็ได้ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายตุลาการได้ตีความหมาย “ลูกจ้าง” ใหม่ในคดีปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เนื่องจากรัฐธรรมนูญมิได้ให้คำนิยาม “ลูกจ้าง” ไว้ องค์คณะตุลาการอ้างว่ากฎหมายอื่นที่เคยตีความคำนี้หรือมีคำนิยามเฉพาะไว้ เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จึงต้องกำหนดความหมายขึ้นมาใหม่และให้ใช้บังคับต่อไปในภายหน้าในฐานะกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน พวกท่านเลือกจะนำความหมายในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานปีพ.ศ. 2542 ไปตีความปรับใช้กับคดีความ ลูกจ้างในความหมายของพจนานุกรมฉบับดังกล่าว หมายถึง ผู้รับจ้างทำงาน หรือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร องค์คณะตีความปรับเข้ากับคดีว่า การรับเงินจากผู้ใดอันเนื่องจากการทำงานให้เขา ถือเป็นลูกจ้างทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีสัญญาจ้างหรือไม่ วิธีจ่ายเงิน และจักเรียกชื่อข้อตกลงนั้นว่าอย่างไร ทั้งนี้ไม่คำนึงถึงระดับความสัมพันธ์ การบังคับบัญชา นิติสัมพันธ์ พฤติสัมพันธ์ ผลสำเร็จของงาน จักเน้นที่มีการจ่ายหรือรับเงินเนื่องจากการทำงานเป็นหลัก การตีความครอบคลุมทุกกิจกรรมที่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวพันกับการจ้างงาน ซึ่งไม่มีคำนิยามเฉพาะของลูกจ้างหรือนายจ้างไว้อย่างมาก

ประมวลรัษฎากรกำหนดประเภทเงินได้ที่ต้องเสียภาษีแก่รัฐไว้หลายอนุมาตรา แต่ละประเภทจะมีการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน มากน้อยต่างกัน เงินได้จากค่าจ้าง เงินเดือน เป็นประเภทที่ลดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเพราะรัฐถือว่ามีต้นทุนไม่สูง ส่วนเงินได้ประเภทอื่นจะมีการหักจำนวนแตกต่างกันไปตามชนิดของงานซึ่งมีต้นทุนไม่เหมือนกัน ถ้ามีกรณีพิพาทกันกรมสรรพากรเป็นฝ่ายใช้ดุลพินิจและกฎหมายฉบับนี้คือคัมภีร์ในการเรียกเก็บภาษีที่ให้อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินเบื้องต้นแก่กรมสรรพากร โดยเฉพาะการจัดประเภทเงินได้ของผู้เสียภาษี จักสังเกตได้ว่า กรมสรรพากรพยายามตีความให้ไปอยู่ในเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง  เพราะจะได้รับเงินภาษีสูงสุดและหักค่าใช้จ่ายได้น้อยที่สุด นับตั้งแต่มีการใช้ประมวลรัษฎากรเป็นต้นมากรมสรรพากรจะใช้คำวินิจฉัยเรื่อง นายจ้างลูกจ้าง จากคำพิพากษาฎีกาเป็นหลัก โดยคำนึงถึงลักษณะหรือชนิดของงาน ความสัมพันธ์ การบังคับบัญชา ผลสำเร็จของงาน เพื่อแยกเงินได้ประเภทเงินเดือน เงินค่าจ้าง ออกจากค่าจ้างทำของ ซึ่งให้สิทธิทางภาษีแตกต่างกันเป็นหลัก อันส่งผลต่อเงินภาษีที่รัฐพึงได้รับด้วย

เมื่อมีการตีความหมาย “ลูกจ้าง” จากศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเงินซึ่งได้รับเนื่องจากการทำงาน โดยถือว่าผู้รับเงินคือ ลูกจ้าง จึงเกิดคำถามว่า การเป็นอาจารย์พิเศษที่รับสอนตามสถาบันรัฐและเอกชนซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน รายครั้ง รายชั่วโมง จากเจ้าของสถาบันซึ่งเป็นข้อตกลงกันว่าจะสอนวิชาต่างๆตามวันเวลาที่ตกลงกัน คำพิพากษาฎีกานั้นถือว่า เป็นการจ้างทำของ เนื่องจากผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาให้เขาสอนอย่างไร ใช้วิธีไหน แค่ต้องการผลสำเร็จของงาน คือ การสอนนักเรียนนักศึกษา เท่านั้น แล้วก็จ่ายเงินตามชั่วโมงการทำงาน หากตีความตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ บรรดาอาจารย์พิเศษต่างๆต้องถือเป็น ลูกจ้าง ของสถาบันดังกล่าวทันที อันส่งผลต่อไปยังกฎหมายอื่นที่บังคับให้นายจ้างต้องทำประกันสังคมแก่ลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ถ้าไม่ทำจักต้องรับโทษอาญาซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนคนรับจ้างทำงานไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ผู้ว่าจ้างทำประกันสังคม

งานพิธีกร งานแสดงหนังหรือละคร ถือเป็นการรับจ้างทำของประเภทหนึ่งซึ่งเคยหักค่าใช้จ่ายได้สูงตามลักษณะงาน เมื่อมีการตีความหมายของ “ลูกจ้าง” ใหม่ ย่อมถูกผลักให้เข้าสู่ประเภทเงินได้ของลูกจ้างที่หักค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่าในอดีต เนื่องจากพวกเขามีการรับเงินตอบแทนจากการจ้างให้เป็นพิธีกรหรือนักแสดง อันเข้ากับความหมายที่ว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ก็คือ ลูกจ้าง ซึ่งกรมสรรพากรจักได้รับประโยชน์จากเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น ถ้าเลือกตีความหมายตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดใหม่และเป็นคำตัดสินสูงสุดที่ทุกคนต้องยึดถือเป็นบรรทัดฐาน กรณีที่ประมวลกฎหมายใดมิได้บัญญัติความหมายเฉพาะไว้ อีกด้านหนึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่นายจ้างที่ต้องทำตามกฎหมายอื่นเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกัน คือ ต้องทำประกันสังคมแก่พิธีกรหรือนักแสดงที่ตนจ่ายค่าตอบแทนเยี่ยงเดียวกับลูกจ้างที่นั่งทำงานในบริษัท อีกหลายธุรกิจที่มีการว่าจ้างบริษัทอื่นให้ทำงานบางอย่างหรือที่เรียกว่า งานเอาท์ซอร์ส เช่น งานในแผนกบัญชี แผนกบุคคล แผนกประชาสัมพันธ์ เป็นต้น สมัยนี้มักแยกงานบางส่วนออกไปให้บริษัทอื่นทำเพื่อควบคุมต้นทุนด้านเงินเดือนหรือสวัสดิการ เมื่อก่อนถูกตีความว่า การกระทำอย่างนี้ถือเป็น การจ้างทำของ แต่การตีความใหม่ในคดีลูกจ้างของศาลรัฐธรรมนูญทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นนายจ้างลูกจ้างไปทันที มันจึงสร้างความยุ่งยากใจแก่เจ้าของกิจการในการพัฒนาธุรกิจหรือกระจายงานออกไปอย่างมาก อันเป็นการยับยั้งการพัฒนาธุรกิจในประเทศให้เป็นไปตามหลักสากล แต่การตีความเช่นนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ซ่อนแฝงซึ่งเป็นที่รู้กันดีในสังคมไทยว่ามีจุดมุ่งหมายต่อใคร ต่อกลุ่มใด โดยไม่คำนึงว่าจักกระทบต่อความเป็นธรรมทางสังคมโดยรวมมากเพียงใด

กรมสรรพากรได้ประโยชน์สูงสุดในการใช้นิยาม “ลูกจ้าง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินและใช้เป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยข้อพิพาทต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย บางคนอาจแย้งว่า น่าจะใช้ข้อเท็จจริงโต้แย้งการเป็นลูกจ้างกับกรมสรรพากรได้ ลองคิดทบทวนข้อเท็จจริงที่สัมผัสได้ คือ นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง ตามคำนิยามนี้ คนที่ทำงานแลกเงิน ถือเป็นผู้ซึ่งตกลงทำงานให้หรือลูกจ้าง ส่วนคนจ่ายเงินแก่คนทำงานหรือออกแรงเพื่อท่าน ก็ถือเป็นนายจ้าง ทั้งสิ้น ท่านจ่ายเงินค่าซ่อมท่อประปา ค่าซ่อมสายไฟ ค่าแท็กซี่ ค่าซ่อมหลังคา ค่าสอนพิเศษ ค่ารักษา ค่าทำฟัน ค่าแรงพริตตี้ในงานแสดงรถยนต์ จักเห็นว่า เขาใช้ความรู้ ความสามารถ และแรงงานทำเพื่อแลกเงินของท่าน ไม่ว่าจะจ่ายครั้งเดียวหรือสองสามครั้งหรือบ่อยๆ ต้องถือว่าเงินที่จ่ายเพื่อแลกแรงงาน เป็นเงินค่าจ้างของลูกจ้างที่กรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีเงินเดือนหรือรายได้จากการทำงานให้ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้น้อยที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดของกรมสรรพากร ท่านคงไม่ต้องฝันว่าหน่วยเก็บภาษีจะละทิ้งประโยชน์จากการตีความหมาย “ลูกจ้าง” ของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคนเสียภาษีย เนื่องจากความเป็นธรรมเกิดขึ้นจากการตีความของศาลสูงสุดของแผ่นดินแล้วตามความเชื่อที่ว่า ศาลทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความเป็นธรรมมาจากคำพิพากษาของศาล หน้าที่ของกรมสรรพากรคือ เก็บเงินภาษีจากประชาชนให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติ มันจึงเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องรักษาผลประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรและแบ่งปันโบนัสประจำปีให้สูงๆแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งทำยอดเงินภาษีเรียกเก็บได้สูงที่สุด มันคือความเป็นธรรมต่อหน้าที่ของเขาและตอบแทนแก่ผู้ทำงานที่สร้างประโยชน์แก่องค์กรมากที่สุด ส่วนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจากสถานภาพทางกฎหมายในฐานะลูกจ้างตามความหมายใหม่นี้โดยมิอาจโต้แย้งใดๆเพราะมันเป็นคำพิพากษาสูงสุดที่เป็นบรรทัดฐานให้สุจริตชนต้องเชื่อฟัง ขณะที่คำพิพากษาใช้ไม่ได้กับคนที่ไม่นับถือศาลหรือคำสั่งใดๆซึ่งยังอยู่เย้ยหมายศาลตามจอทีวีหรือนั่งหน้าสลอนในทำเนียบรัฐบาลที่บุกรุกผิดกฎหมายชัดเจน แล้วยังฝ่าฝืนกฎห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะเกิน 5 คน ตามคำสั่งกรณีฉุกเฉินอีก ศาลหรือหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายไม่กล้าแตะต้องกลุ่มที่ไม่เคารพกฎหมายเหล่านั้น แต่บังคับใช้กฎกติกาต่างๆกับคนที่เคารพกฎหมายให้ต้องรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกัน

การร้องขอความยุติธรรมจะไปทำที่องค์กรใดได้อีก เมื่อที่พึ่งสุดท้ายตามความเชื่อของคนไทย ไม่เป็นที่เชื่อถือของกลุ่มบุคคลหนึ่งที่แสดงตนคัดค้านคำสั่งศาลและละเมิดกฎหมายต่อหน้าศาลและคนไทย อำนาจตุลาการคงใช้ได้กับสุจริตชน และใช้ไม่ได้กับผู้ต่อต้านที่เข้มแข็ง มันสร้างความสับสนใจแก่คนไทยมากว่า ถ้าต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนแล้ว ควรเป็นสุจริตชนหรือคนกล้าต่อต้านกฎหมายกันแน่ ตัวอย่างกลุ่มต่อต้านบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ขับไล่รัฐบาลเลือกตั้ง ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศใหม่ ขัดหมายศาลที่สั่งไปให้การต่อพนักงานสอบสวน ล้วนเป็นการกระทำขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายสักบท ส่วนสุจริตชนและยอมรับคำสั่งศาลต้องถูกขับไล่ บีบคั้น ให้ต้องปล่อยคนกลุ่มนั้นทำละเมิดกฎหมายต่อไปด้วยการตีความให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ต่อต้านที่เข้มแข็งทางวาจาและพละกำลัง ซึ่งน่าจะสร้างความหวั่นกลัวแก่ตุลาการและหน่วยงานรัฐที่ต้องบังคับใช้กฎหมายดังคำพูดที่ว่า “ความกลัวทำให้เสื่อมอำนาจ เสื่อมเกียรติยศ เสื่อมศักดิ์ศรี”

การใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งจักไม่ได้ผล ถ้าบังคับใช้กับสุจริตชนฝ่ายเดียว แต่ละเว้นผู้ละเมิดกฎหมายไว้เพราะความกลัว กฎหมายจะแสดงผลจัดระเบียบให้สังคมได้ต่อเมื่อทุกคนเคารพกฎหมาย ความเอนเอียงในการบังคับใช้กฎหมายคือ การทำลายระเบียบของสังคมโดยเจตนาของผู้ใช้กฎหมายทั้งฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร สิ่งที่ต้องระลึกเสมอคือ ฝ่ายตุลาการมิอาจรักษากฎหมายได้ฝ่ายเดียวเพราะหน้าที่ของศาลคือ การออกหมายบังคับคดีต่างๆ พิจารณาคดีพิพาท แต่การบังคับใช้หมายต่างๆเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ทำงานร่วมกัน คำสั่งศาลก็ไร้ค่า ไร้ความหมาย ทำให้เป็นที่ดูแคลนของผู้ละเมิดกฎหมายและคนทั่วไป ส่วนฝ่ายบริหารจัดระเบียบสังคมไม่ได้ ถ้าขาดคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลเพื่อทราบทิศทางที่ต้องกระทำให้ถูกต้อง หลายเดือนที่ผ่านมาจักสังเกตได้ว่า หมายจับของศาลดูไร้ความหมายเมื่อคนในหมายปรากฏตัวในทีวีทุกวัน มีการถอนหมายขับไล่ตามกระแสกลุ่มละเมิดและผู้เกี่ยวข้อง ตำรวจทำงานตามหมายไม่ได้เพราะมีการออกหมายสลับกับถอนหมายไปมา ข้อพิจารณาเกี่ยวกับหมายต่างๆไม่ได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของคนที่ถูกกระทบจากการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของคนกลุ่มหนึ่ง จึงมีคำถามว่า คนขับรถ นักเรียน เจ้าของบ้านหรือเจ้าของร้านค้าใกล้เคียงกับกลุ่มประท้วงที่ตั้งบ้านเรือนเพิงพักกึ่งถาวร ซึ่งไม่น่าจะเป็นรูปแบบการประท้วงตามหลักสากลได้ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญจากอำนาจตุลาการบ้าง มันเป็นเรื่องน่าคิดให้ลึกซึ้งว่า เกิดปัญหาใดในอำนาจตุลาการซึ่งน่าจะเป็นที่พึ่งบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนไทยเท่าเทียมกัน แต่กลับคุ้มครองกลุ่มที่ใช้เสรีภาพกว้างขวางจนล่วงล้ำไปถึงเสรีภาพของคนไทยอีกกลุ่ม ทั้งที่ตามหลักการใช้เสรีภาพที่ถูกต้องนั้นจะต้องไม่ใช้เสรีภาพรุกล้ำเข้าไปในเสรีภาพของผู้อื่น การบุกรุกทำเนียบรัฐบาล การปิดถนนตั้งเพิงพัก เป็นตัวอย่างของการรุกล้ำเสรีภาพของผู้อื่นอย่างชัดเจน แต่ขาดการประสานกันระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารในการดำเนินงานตามตัวบทกฎหมายเพื่อบังคับใช้หรือลงโทษผู้ละเมิดกฎหมาย สิ่งที่เห็นชัดวันนี้ คือ อำนาจตุลาการใช้กฎหมายเพื่อบังคับฝ่ายบริหารให้ทำตามคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นหลัก แต่ละเลยผู้ละเมิดกฎหมายในจอทีวีซึ่งบอกเจตนารมณ์จะเปลี่ยนระบอบการปกครอง ตอนนี้จึงมองเห็นความขาดสามัคคีระหว่างอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยทั้งสาม อันเป็นจุดวิกฤตที่จะทำลายสังคมประชาธิปไตยของไทย แล้วปล่อยให้พวกที่คิดล้มล้างระบอบปกครองนี้ทำสำเร็จเหมือนเช่นที่กรุงศรีอยุธยาต้องเสียเมืองแก่พม่าสองครั้งให้ต้องอับอายในประวัติศาสตร์ของชาติ อยากเห็นความสามัคคีของฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ร่วมกันต่อต้านและกำจัดกลุ่มผู้คิดร้ายต่อสังคมไทย มิใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำลายกันเองอย่างทุกวันนี้ เชื่อว่า ทั้งสามฝ่ายคงไม่อยากสูญเสียอำนาจเสาหลักประชาธิปไตยไป ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและส่งเสริมระบอบปกครองใหม่มุ่งมั่นทำลายล้างอำนาจทั้งสาม ถ้าให้ฝ่ายนั้นชนะ ทั้งสามอำนาจจะต้องสูญสลายไปเพื่อสนองความสำเร็จของระบอบใหม่ ควรใช้สติปัญญาและประสบการณ์ชีวิตคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงระบอบใหม่ที่ไม่มีสามอำนาจนี้ว่า สังคมไทยควรมีเพียงกลุ่มพันธมิตรฯบริหารประเทศทั้งด้านตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติเท่านั้นหรือพวกท่านจะคอยรับคำสั่งเยี่ยงหุ่นเชิดตามที่พวกเขาประกาศอย่างโอหังว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับรัฐบาลในวันนี้เป็นไปตามใบสั่งของพวกเขา อย่าปล่อยให้โมหะจริต โทสะ ครอบงำจิตใจต่อไปอีก ภัยร้ายรุกเข้ามาใกล้เก้าอี้ของผู้นำสามอำนาจซึ่งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยแล้ว ควรเตรียมแผนรับมือหรือกำจัดกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศใหม่โดยอ้างอำนาจของประชาชนซึ่งผิดแผกไปจากหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะใช้สิทธิของตนผ่านผู้แทนราษฎรในการใช้อำนาจบริหารหรืออำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น มิใช่เข้ามาชิงอำนาจกับผู้แทนราษฎรด้วยตัวเองดังเช่นที่พวกเขาสร้างความเข้าใจผิดแก่คนกลุ่มหนึ่ง

 

***************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s