ไขคำตอบข้อหา กบฎ

ไขคำตอบข้อหากบฏ

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ ล้มล้างอำนาจบริหาร แห่งรัฐธรรมนูญ หรือ ให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

 

หลักกฎหมายข้อหากบฏที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน แม้แต่นักรัฐศาสตร์ยังยึดติดกับการปฏิวัติในอดีตที่ต้องเกิดจากกองทหารติดอาวุธหนักเท่านั้น โดยไม่เข้าใจองค์ประกอบของกฎหมายอย่างลึกซึ้งแล้วออกมาพูดเป็นวรรคเป็นเวรทางทีวี ในอดีตการประหารหัวหน้ากบฎนั้นกระทำทันทีด้วยคำสั่งคณะปฏิวัติโดยอาศัยองค์ประกอบจากกฎหมายอาญาและไม่ผ่านการพิจารณาของศาลปกติ มิได้ใช้กฎหมายฉบับนี้โดยตรง แต่บรรดาลิ่วล้อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ลงโทษกำลังพลของฝ่ายแพ้เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนที่คิดก่อกบฏ

ครั้งนี้ข้อหากบฏถูกนำไปใช้กับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งออกคำสั่งบุกรุกสถานที่ราชการและสถานีทีวีของรัฐโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนกระทั่งมีการออกหมายจับแกนนำทั้งเก้าจากศาล แต่นักวิชาการบางคนทักท้วงว่า มันไม่ควรจะเป็นข้อหากบฏเพราะมิได้ใช้อาวุธหนักและไม่ถือเป็นการปฏิวัติ หากพิจารณาข้อกฎหมายอาญาข้างต้น จักเห็นว่ากฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใด” ซึ่งหมายความว่า คนหนึ่งหรือหลายคนไม่จำกัดว่าต้องเป็นทหารเท่านั้น พลเรือนย่อมทำความผิดมาตรานี้ได้ คำว่า “ใช้กำลังประทุษร้าย” หมายถึงการทำร้ายบุคคลหรือทำลายล้างทรัพย์สินโดยพละกำลัง โดยอาวุธ ก็ได้ โดยต้องมีเจตนาพิเศษ คือ มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างรัฐบาลซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้  แม้ยังทำไม่สำเร็จหรือล้มล้างรัฐบาลไม่ได้ ก็ถือเป็นความผิดฐานก่อกบฏ หากพวกเขาทำกบฏสำเร็จ แม้จะมีความผิดฐานนี้ แต่ผู้ชนะย่อมมีอำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองได้

ส่วนอีกคำถามหนึ่ง คือ แกนนำทั้งเก้ามิได้บุกเข้าสถานที่ราชการ เหตุไฉนจึงถูกตั้งข้อหากบฎได้ คำตอบ คือ แม้ไม่ได้ลงมือกระทำผิดด้วยมือหรืออยู่ต่างสถานที่ก็ตาม แต่เป็นผู้ออกคำสั่ง วางแผน รับรู้ขั้นตอน ประกาศยอมรับผลงานนั้น จัดเตรียม คัดเลือก คนหรืออาวุธเพื่อไปกระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมสร้างความผิดนั้น กฎหมายอาญาเรียกว่า ตัวการร่วม จักต้องรับโทษตามความผิดนั้นด้วย อันเป็นไปตามข้อกฎหมายอาญา มาตรา 83 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถ้าเป็นการยุยง ส่งเสริม จ้างวานให้กลุ่มคนบุกรุกสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามกฎหมาย ก็ยังถือเป็นความผิดฐานผู้ใช้ที่ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการเมื่อผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้นสำเร็จแล้ว ตามที่กฎหมายอาญา มาตรา 84 บัญญัติว่า  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ

หลักกฎหมายเรื่องตัวการร่วม ผู้ใช้ ล้วนไม่จำเป็นต้องไปลุยสนาม แสดงตัวเป็นผู้นำในระหว่างทำความผิดเลย ดังเช่นคดีข่มขืนในอดีตศาลเคยลงโทษอาญาแก่ผู้หญิงในฐานะตัวการร่วม เมื่อเธอรู้เห็นและช่วยเหลือให้สามีข่มขืนหญิงอื่น ทั้งที่เธอไม่มีทางจะข่มขืนผู้หญิงได้ตามหลักสรีระวิทยา แต่ศาลเห็นว่าเธอเป็นตัวการด้วย จึงลงโทษจำคุกเยี่ยงเดียวกับสามี ความผิดฐานก่อกบฏที่แกนนำถูกกล่าวหานั้น จึงไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำด้วยตัวเองเสมอ แค่มีส่วนสำคัญในความผิดฐานนั้นเช่น สั่งการ วางแผน ประกาศความสำเร็จของงาน เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ถือเป็นตัวการร่วมหรือผู้ใช้ก็ได้ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล การตั้งข้อกล่าวหาของตำรวจมิได้หมายความว่า พวกเขาเป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาแล้ว แกนนำพันธมิตรฯกลับแสดงความกลัวอาญาแผ่นดินต่อการกระทำของตนที่เห็นชัดและตระหนักแก่ใจว่า เป็นความผิดอาญา โดยให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา  ใช้ร่างกายและเสื้อผ้าของผู้อ่อนแอเป็นโล่กำบังตนไว้ ดังเช่นคนขี้ขลาด ไม่สมกับเป็นชายชาติชาตรีที่บิดามารดาสั่งสอนว่า ต้องมีใจกล้าหาญ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ให้เกียรติและปกป้องผู้อ่อนแอ เช่น หญิง เด็ก คนชรา เป็นต้น

ภาพการก่อกบฏในอดีตของไทยล้วนมาจากฝ่ายทหารที่มีกำลังอาวุธพร้อมสรรพและเป็นฝ่ายชนะเสมอ แต่พลเรือนก่อกบฏมีมานานแล้ว เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศสกระทำโดยพลเรือนที่มีอาวุธ เช่น ท่อนไม้ ปืนสั้น มีดสั้น ของใช้ในครัวเรือน ปืนลม เป็นต้น แล้วบุกเข้าทำลายคุกบาสเตียน พระราชวังของกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งเปลี่ยนโฉมการปกครองของประเทศไปอย่างเด็ดขาด หรือ กบฏลัทธิเหมาในเนปาลซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพลเรือนที่ไม่พอใจระบอบกษัตริย์และต้องการล้มล้าง แต่พ่ายแพ้ต่อความเข้มแข็งของกองทัพรัฐบาล จนกระทั่งกบฏลัทธิเหมาต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการต่อสู้ใหม่โดยเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งของชาติ ในที่สุดพวกเขาได้ชัยชนะและเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรม จากนั้นจึงใช้อำนาจตามกฎหมายล้มล้างระบบกษัตริย์ที่มีอายุนานนับหลายร้อยปีของเนปาลได้สำเร็จตามอุดมการณ์ของตนโดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือฆ่าล้างผลาญกันอีก มันจึงเป็นคำตอบได้ว่า การก่อกบฏนั้นมาจากฝ่ายพลเรือนได้ ส่วนอาวุธนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นปืนอานุภาพสูง ปืนใหญ่ ระเบิด เครื่องบิน แต่วัสดุทุกชนิดเมื่อมิได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ของมันและสามารถทำร้ายบุคคลหรือทำลายทรัพย์สินได้ ย่อมถือเป็นอาวุธในการประทุษร้ายทั้งสิ้น เช่น ไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟ ธนู หน้าไม้ ก้อนน้ำแข็ง ท่อน้ำ สาก ครก เป็นต้น ศาลเคยตัดสินคดีลงโทษจำคุกจำเลยฐานขว้างก้อนน้ำแข็งใส่ดวงตาของผู้อื่นจนบอดสนิทในงานสงกรานต์ โดยถือว่าก้อนน้ำแข็งที่ใส่ในถุงเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ผู้ชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะคำพูดยุยุงและการไม่พูดให้กระจ่างของเหล่าแกนนำ รวมทั้งนักวิชาการ พวกเอ็น จี โอ บางส่วนพูดให้สับสน ว่า ทำเนียบรัฐบาลเป็นของคนไทยที่มีสิทธิ์จะเข้าไปทำลายล้างเมื่อใดก็ได้ การบุกเข้าบ้านตัวเองมิใช่ความผิดต่อกฎหมาย อันที่จริงแล้วเสรีภาพในการชุมนุมตามสาธารณสถาน โดยสงบ ปราศจากอาวุธได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ถ้าจะจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายต่างหาก มันหมายความว่า การจำกัดเสรีภาพกระทำได้ แต่ต้องตราขึ้นเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและได้รับอนุมัติจากกษัตริย์ตามขั้นตอนแล้วเท่านั้น ทำเนียบรัฐบาลมิใช่สมบัติของคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐบาลมีหน้าที่ดูแล ปกป้องไว้แทนแผ่นดิน อันทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการใช้สถานที่หรือปกป้องมิให้ผู้ใดบุกรุกเข้าทำลายหรือครอบครองอย่างเด็ดขาด ถ้าพูดในภาษาชาวบ้านคือ ทำเนียบรัฐบาล เป็น บ้านของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐบาลจึงมีสิทธิ์ในการออกระเบียบควบคุมการเข้าออกของบุคคลหรือรถยนต์ได้ คนไทยคนใดที่ต้องการใช้สถานที่หรือเข้าไปในนั้นจักต้องปฏิบัติตนตามระเบียบดังกล่าวของเจ้าบ้าน การใช้กำลังบุกรุกเข้าไปในสถานที่ของรัฐบาลจึงไม่ต่างจากการเข้าไปในบ้านของคนอื่นโดยไม่มีสิทธิ์ กลุ่มพันธมิตรฯประกาศต่อสาธารณชนว่าจะยึดทำเนียบรัฐบาลเพื่อล้มล้างอำนาจบริหารและใช้การปกครองใหม่ของตน แล้วก็นำกำลังคนพร้อมอาวุธบุกเข้ายึดสถานที่ดังกล่าว ลองนึกถึงภาพบ้านของประชาชนสักคนหนึ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่ชอบหน้าหรือเดินผ่านแล้วเห็นว่าสวยดี จึงบุกรุกเข้าไปยึดครองแล้วบอกว่า อยากได้คืนให้บุกมาไล่ เจ้าของบ้านอย่างท่านจะเห็นว่าการกระทำนี้คือ การใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐบาลจึงมีอำนาจในการปกป้องทำเนียบหรือบ้านของตนเยี่ยงเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่เลือกใช้วิธีทางศาลเป็นหลักซึ่งมีขั้นตอนมากและยาวนานพอควร ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯขัดขืนด้วยข้ออ้างที่ไม่ใช่กฎหมายอีกต่อไปหรือเรียกกันว่า ดื้อแพ่ง ถ้าคนจรหมอนหมิ่นบุกเข้าบ้านของท่านด้วยความฮึกเหิมและชอบบ้าน ท่านจะทนนิ่งเฉยให้ถูกยึดครองได้อย่างไรเมื่อยังมีความเป็นมนุษย์ เชื่อได้ว่า ทุกคนต้องเลือกใช้กฎหมายขับไล่ผู้บุกรุกก่อนดังเช่นที่รัฐบาลกำลังทำอยู่

นักวิชาการหรือวุฒิสมาชิกที่เคยแสดงตนเป็นแนวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯพยายามสร้างความสับสนแก่ผู้ชมภาพการใช้กำลังของกลุ่มพันธมิตรฯให้เข้าใจว่า การบุกทำลายสถานีทีวีรัฐและการยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และขอแกมขู่ว่าให้รัฐบาลถอนข้อกล่าวหากบฎหรือหมายจับแกนนำทั้งหมด โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่ให้ความเป็นธรรม แต่พวกเขาไม่ละอายใจต่อผู้ต้องหาคดีต่างๆที่อยู่ในห้องขังซึ่งอยู่ระหว่างการรอดำเนินคดีในศาล บางคนยังอยู่ในระหว่างรวบรวมหลักฐานความผิด แต่กลุ่มพันธมิตรฯมีทั้งภาพและเสียงที่เข้าข่ายความผิดหลายมาตราเห็นคาตา ถ้ารัฐบาลปล่อยให้กระทำกันต่อไป เท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อหน้าที่รักษาความสงบในบ้านเมือง จึงเลือกใช้อำนาจศาลตามขั้นตอนปกติซึ่งใช้เวลานานพอควรอันสร้างความเสียหายแก่สถานที่อย่างมากดังที่เห็นในข่าวทีวีแล้ว พวกเขายังขู่จะถอดถอนรัฐบาลที่จับกลุ่มพันธมิตรฯด้วย มันบ่งบอกว่าพวกเขาไม่วางตัวเป็นกลางและพิจารณาตามข้อเท็จจริง หรือไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาของศาล แต่ยึดเอาพวกพ้องของตนเป็นหลัก อีกทั้งไม่สนใจความสงบในบ้านเมือง แล้วยังเถียงข้างๆคูๆว่า การยึดทำเนียบรัฐบาลโดยใช้กำลังทำลายสิ่งกีดขวางเข้าไป เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า การใช้เสรีภาพต้องไม่ขัดขวางหรือทำลายล้างสิทธิของผู้อื่นด้วย จึงเป็นเรื่องที่กฎหมายคุ้มครอง

ข้ออ้างของกลุ่มพันธมิตรฯที่ว่า การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นการใช้เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้ จักต้องคิดถึงหลักกฎหมายบ้านเมืองซึ่งจำกัดเสรีภาพบางอย่างของคนไทยไว้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาที่มีวัตถุประสงค์ควบคุมให้สังคมมีความสงบสุข รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุมที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ ทำโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ เท่านั้น เมื่อใดที่ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในบ้านเรือน อาคาร ของผู้อื่นหรือของแผ่นดินที่รัฐมีหน้าที่ดูแลและครอบครองอยู่ ถือเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาทันที การใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจักสิ้นสุดลงเมื่อย่างเท้าล้ำเข้าไปในสิทธิ์ของผู้อื่น เราจึงต้องแยกส่วนการกระทำออกจากกันให้เด็ดขาด จึงเข้าใจหลักกฎหมายที่ใช้รักษาความสงบในบ้านเมืองได้ กฎหมายไม่เคยส่งเสริมให้ผู้ใดใช้เสรีภาพพร่ำเพรื่อและรุกล้ำสิทธิ์ของคนอื่น ดังนั้น เมื่อการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลเป็นความผิดต่อกฎหมาย ผู้กระทำต้องรับผิดในส่วนนี้ การใช้เสรีภาพประท้วงในที่สาธารณะถือเป็นสิทธิ์พึงกระทำได้ บรรดาแกนนำพันธมิตรฯมิใช่คนไร้การศึกษา มีฐานะการเงินที่ดี ประสบการณ์ชีวิตยาวนาน ย่อมเข้าใจหลักกฎหมายนี้ดี เพียงแต่ต้องการพลังมวลชนปกป้องชีวิตของตัวเองไว้ จึงไม่บอกกล่าวความจริงแก่ผู้ชุมนุมทำให้หลายคนต้องติดบ่วงกรรมรับโทษไปด้วยเมื่อยึดถือผู้นำจิตวิปริตเป็นสรณะ

เมื่อมีหมายศาลขับไล่ออกจากสถานที่ราชการ ผู้ใดยังขัดขืนไม่ยอมออก หรือ เดินเข้าไปร่วมสนับสนุนในทำเนียบรัฐบาลที่ได้รับการคุ้มครองจากศาล ถือเป็นความผิดที่ต้องรับโทษทั้งอาญาและแพ่งร่วมกับแกนนำพันธมิตร การที่พวกเขาเรียกคนอยู่นอกรั้วทำเนียบฯเข้าไปด้านใน มิใช่ความหวังดี แต่ประสงค์ร้ายให้ท่านติดบ่วงโทษร่วมกันด้วยหวังว่าคนจำนวนมากจักช่วยสร้างเวลาและโอกาสหนีหรือต่อรองกับศาลให้มีโทษเบาลงหรือเป่าให้หายไป ผู้ชุมนุมจำนวนมากจึงเป็นเครื่องมือต่อรอง มิใช่มิตรรักของแกนนำแต่อย่างใด อันที่จริงตำรวจผ่อนปรนกับผู้ชุมนุมอย่างมากเพราะเห็นว่าเป็นคนหลงผิดจากคำยุยงของแกนนำพันธมิตรฯ โดยละเว้นการจับกุมผู้อยู่ในทำเนียบฯตามอำนาจของหมายศาลและยอมให้กลับบ้านได้โดยไม่เอาความผิดใดๆ ทั้งที่การกระทำของตำรวจเสี่ยงต่อการฟ้องคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีโทษจำคุกและต้องถูกไล่ออกจากงาน

เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจพยายามผ่อนปรนให้ผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่เพื่อมิให้ต้องมีประวัติต้องโทษติดตัว หมดอนาคต ขณะที่ผู้ชุมนุมควรใช้สติคิดตรองให้หนักว่า สมควรอุทิศชีวิตเพื่อแกนนำพันธมิตรฯที่ไม่มีเจตนาดีต่อผู้ชุมนุมเยี่ยงมิตรที่หวังดี แต่ใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐเพื่อเอาตัวรอดจากคดีต่างๆหรือเพื่อให้ได้รับการประกันตัวเป็นอิสระ ขณะที่กองกำลังเถื่อนของพันธมิตรฯต้องถูกขังโดยไม่ให้ประกันตัวทั้งที่ทำตามคำสั่งของพวกเขา มันคือความอยุติธรรมที่แกนนำพันธมิตรฯมีให้แก่คนที่ทุ่มเทชีวิตและอนาคตเพื่อความปรารถนาในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ถ้ารัฐบาลปล่อยให้แกนนำพันธมิตรฯทำตามอำเภอใจต่อไป เราอาจได้เห็นเหตุการณ์เยี่ยงเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยได้ไม่ยากเลย การใช้กฎหมายเข้าจัดการตามขั้นตอน ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ถ้าแกนนำพันธมิตรฯเชื่อมั่นว่า มิใช่กบฏ ศาลจะเป็นผู้ประกาศความบริสุทธิ์ของท่านอย่างแน่นอน ตอนนี้ท่านเหล่านั้นไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรมแล้วหรือ ? การใช้กำลังบุกทำลายรื้อสถานีทีวีรัฐ การบุกรุกยึดทำเนียบรัฐบาล การให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา ปกป้องตัวเองจากหมายจับของศาล น่าจะเป็นคำตอบของกลุ่มพันธมิตรฯโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดแล้วว่า กลัวความผิดและไม่อยากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยซึ่งเคยเรียกร้องให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับตนยึดมั่นนักหนา ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านควรระมัดระวังการแสดงท่าทีสนับสนุนพฤติกรรมยึดสถานที่ราชการของกลุ่มพันธมิตรอันเป็นความผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะด้วยวาจา การปรากฎตัวในที่ชุมนุมหรือในทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงความเห็นใจ สนับสนุน ให้กำลังใจ แก่ผู้ชุมนุมหรือแกนนำ ก็ตาม เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย แต่ควรดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า ดังเช่น โจรปล้นบ้าน นักการเมืองไม่ควรช่วยให้โจรปล้นบ้านสำเร็จ แต่ควรเกลี้ยกล่อมให้โจรเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือรับโทษตามความผิดโดยสงบ มิฉะนั้น ก็เท่ากับประพฤติตนเป็นโจรร่วมปล้นบ้านด้วย เป็นต้น ถ้าคนมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุขอย่างแน่นอน กลุ่มพันธมิตรฯเป็นพวกมีอภิสิทธิ์ที่ควรได้รับยกเว้นจากกฎหมายหรือ ? นักการเมืองและคนไทยน่าจะตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก ถ้าอยากให้ประเทศไทยมีความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง

 

****************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s