เงินที่ถูกลืมของกลุ่มพันธมิตร

กรมสรรพากร กับ เงินบริจาคของกลุ่มพันธมิตร

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

 

กลุ่มพันธมิตรฯจัดชุมนุมตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 – 2551โดยมีจุดประสงค์ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเพื่อปฏิรูปการปกครองใหม่ที่เน้นการแต่งตั้งตามความเห็นชอบจากแกนนำพันธมิตรฯซึ่งเคยมีคำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยว่า เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายการชุมนุม เช่น ค่าไฟ ค่าปั่นไฟ ค่าเช่ารถ ค่าเช่าเต็นท์ ค่าอาหาร ค่าป้าย ค่าแรงของกองกำลังเถื่อนติดอาวุธ ค่าน้ำมัน เป็นต้น มีแหล่งที่มาจากที่ใด คำตอบที่ได้ยินจากแกนนำ คือ เงินบริจาคจากผู้ชุมนุม กอปรกับมีภาพข่าวที่แสดงว่าบุคลากรในกลุ่มเดินถือกล่องรับเงินไปขอเรี่ยไรจากผู้ชุมนุม บ้างก็ตั้งกล่องรับเงินไว้ บ้างตั้งแผงขายเสื้อยืด หมวก เข็มกลัด ร่ม ธงสี โดยแจ้งว่าใช้เป็นทุนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อันสร้างข้อกังขาขึ้นว่า กลุ่มพันธมิตรฯมีอำนาจในการขอเรี่ยไรเงินหรือรับบริจาคเงินได้อย่างไร อีกทั้งรายได้จากการขายสิ่งของสัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นเงินที่ต้องนำไปเสียภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรทำนิ่งเฉยไม่เก็บภาษีจากบรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรที่รับผลประโยชน์และใช้จ่ายจากเงินส่วนนี้อันเป็นการขัดต่อกฎหมายในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

ปกติวัดวาอารามนั้นมีสิทธิรับบริจาคเงินจากคนไทยด้วยการตั้งกล่องรับเงินในบริเวณวัดได้เพราะกฎหมายให้สิทธิไว้ แต่ห้ามการนำกล่องออกไปเดินเรี่ยไรนอกวัดและยังถือเป็นการผิดวินัยสงฆ์ด้วย ส่วนเอกชนที่ต้องการขอรับบริจาคเงินหรือสิ่งของจากประชาชนมีระเบียบทางราชการกำหนดไว้ว่า ต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานรัฐก่อน โดยผู้ยื่นคำขอต้องเป็นองค์กรมหาชนหรือบริษัทนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ชัดเจนด้วย จึงตั้งกล่องรับเงินหรือเดินเรี่ยไรเงินตามสาธารณสถานได้ ส่วนการเสียภาษีนั้นกฎหมายกำหนดชื่อองค์กรรัฐหรือเอกชนว่า องค์กรใดได้รับยกเว้นภาษี เงินบริจาคที่ได้รับไว้ก็ไม่ต้องนำไปยื่นเสียภาษีด้วย เมื่อพิจารณาเงินบริจาคที่กลุ่มพันธมิตรกล่าวอ้างว่า ผู้ชุมนุมอุทิศให้เขาเพื่อสนับสนุนการชุมนุม จึงต้องดูว่า ผู้รับเงินและใช้จ่ายเงิน คือ แกนนำกลุ่มพันธมิตรที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เป็นองค์กรที่กฎหมายยกเว้นภาษีเงินบริจาคหรือไม่ เงินบริจาคหรือที่เรี่ยไรไว้หรือรายได้จากการขายสิ่งของสัญลักษณ์กลุ่มพันธมิตร ถือเป็นเงินรายได้ประเภทที่ 8 ของประมวลรัษฎากรซึ่งต้องนำไปเสียภาษีให้รัฐหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแม่ค้าพ่อค้าเร่หรือตั้งแผงขายของไว้ซึ่งกรมสรรพากรเคยแจ้งเตือนว่า รายได้จากการขายสินค้าถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีให้รัฐ เงินค่าขายสินค้าของกลุ่มพันธมิตรจะแตกต่างจากการขายสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าได้อย่างไร

อีกกรณีหนึ่งคือ เงินบริจาคที่สำนักสันติอโศกอ้างว่าเป็นเงินอุทิศจากผู้ชุมนุมที่ต้องการช่วยเหลือกลุ่มของเขา เป็นเงินที่ต้องตีความว่า สำนักสันติอโศกมีสิทธิรับเงินบริจาคหรือไม่ถ้ามิใช่วัดวาอารามในพุทธศาสนา โดยเฉพาะตั้งกล่องรับเงินนอกสำนักของเขา พวกเขายื่นคำขอเรี่ยไรหรือขอรับบริจาคจากหน่วยงานรัฐหรือไม่ เนื่องจากเงินบริจาคมีจำนวนมากในกล่องรับเงินแต่ละวัน ถ้าเป็นเงินจำนวนน้อย อาจตีความว่าเป็นเงินบริจาคให้ขอทานซึ่งคนไทยทั่วไปทำได้ คนขอทานก็มีสิทธิรับได้เพราะถือเป็นความเอื้อเฟื้อทางสังคมตามหลักพุทธศาสนา เพียงแต่ห้ามคนขอทานไปนั่งรับเงินตามที่สาธารณะซึ่งทำลายภาพพจน์ของประเทศเท่านั้น แต่ไม่นานนี้จะมีกฎหมายคุ้มครองการขอทานในที่สาธารณะซึ่งจะช่วยให้คนขอทานไม่ต้องหลบหนีตำรวจอีกต่อไป เงินในกล่องรับเงินของสำนักสันติอโศกที่รับไว้นอกสำนักถิ่นฐานของตน ควรถือเป็นเงินรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษีในฐานะคนไทยหรือไม่ จึงต้องใช้หลักกฎหมายพิจารณาให้ชัดเจนเพื่อความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะพวกเขานำเงินเหล่านี้ไปส่งเสริมการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเพื่อล้มล้างอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญไทยรับรองไว้อันเป็นความผิดฐานก่อกบฎ

การขายสินค้าสัญลักษณ์กลุ่มพันธมิตรฯ เงินบริจาคในกล่องรับเงินของกลุ่มพันธมิตรฯหรือสำนักสันติอโศก ล้วนมีที่มาชัดเจนและมีภาพปรากฏในจอทีวีรวมกับคำสัมภาษณ์ของแกนนำกลุ่มฯ พวกเขาใช้วิธีหาเงินเหล่านี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 โดยไม่เคยแจ้งว่ามีรายได้เท่าใด เงินที่เหลือนำไปใช้หรือเก็บไว้ที่ใด ปัจจุบันนี้ก็ใช้วิธีหาเงินแบบเดียวกันอีก กรมสรรพากรซึ่งตามเรียกเก็บเงินภาษีจากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าโดยสุจริต แต่ละเว้นการเก็บภาษีจากเงินรายได้ที่สร้างความปั่นป่วนแก่สังคมและกระทบต่อการทำมาหากินของพ่อค้าแม่ค้ามานานหลายปีแล้ว จึงควรคิดทบทวนและเรียกเก็บภาษีจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อเงินรายได้ที่ตนนำไปใช้จ่ายเพื่อการชุมนุมขับไล่รัฐบาลตามประมวลรัษฎากร มิฉะนั้น จะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตนอันมีโทษอาญาด้วย อีกข้อสังเกตหนึ่งซึ่งกรมสรรพากรควรค้นหาและเรียกภาษีให้เป็นธรรมด้วย คือ รายได้ที่อยู่เบื้องหลังของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต้องตามล่าหาเงินเหล่านั้นที่ไปอยู่ในกระเป๋าของพวกเขาและมิได้แถลงเปิดเผยตัวเลขแน่ชัดไว้ มันสร้างความไม่เท่าเทียมกันแก่คนในสังคม ทั้งที่ทุกคนทราบดีว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานฟรี และต้องมีเงินทุนในการจัดชุมนุมทุกครั้ง กรมสรรพากรจึงต้องแสวงหาแหล่งเงินทุนและรายได้ของพวกเขาเพื่อตามเก็บภาษีเข้ารัฐ สร้างความเป็นธรรมให้คนในสังคม

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้นักการเมืองหรือผู้นำประเทศเสียภาษีจากรายได้และทรัพย์สินให้ถูกต้อง แต่กลับละเว้นรายได้ของตัวเองด้วยสารพัดข้ออ้าง ทั้งที่ตามหลักกฎหมายแล้วเงินที่ได้รับไว้เพื่อค่าใช้จ่ายในการชุมนุม เมื่อไม่มีกฎหมายยกเว้นภาษีไว้ ก็ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแก่รัฐเยี่ยงเดียวกับคนไทยอื่น ถ้าถือตนว่าเป็นบุคคลยกเว้นที่เป็นวีรบุรุษกู้ชาติตามที่ชอบกล่าวอ้าง ก็ต้องมีกฎหมายรองรับให้ไม่ต้องเสียภาษีด้วย คนไทยจึงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งอย่างมีสติและไม่มองข้ามเงินจำนวนนี้ไป เพียงแค่พวกเขาไม่เอ่ยถึงมันเท่านั้น กรมสรรพากรไม่ควรละเลยเก็บภาษีจากรายได้ของกลุ่มพันธมิตรฯด้วยความหวั่นเกรงว่า อาจถูกพวกเขายุแยงกลุ่มคนมาทำลายสถานที่ของตน แล้วเมินการใช้กฎหมาย อันเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เรียกเงินภาษีจากคนไทย แต่ละเว้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรด้วยความกลัวที่เขาใช้จำนวนคนที่หลงใหลเขาไปทำลายสถานที่ราชการหลายครั้งตามอำเภอใจ จึงกลัวจะเป็นเหยื่อไปด้วย คนไทยทั้งหลายควรเรียกร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรปฏิบัติตามกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีเดียวกันด้วย อย่าปล่อยพวกเขาซึ่งหนีภาษีให้ลอยนวลไปได้

 

*************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s