จิตอคติกับอำนาจ

จิตอคติ กับ ผู้ตัดสินคดี

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ข่าวเมื่อหลายวันก่อนที่เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของผู้มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินข้อพิพาทท่านหนึ่งซึ่งเอ่ยพาดพิงถึงนักการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชิงว่าเป็นผู้ร้าย พฤติกรรมเลวทราม เป็นโจร เกินกว่าจะทำเรื่องนั้นได้ เชื่อว่า ต้องสร้างความหวาดหวั่นใจแก่คนทั่วไป เนื่องจาก การเป็นกรรมการหรือผู้ตัดสินคดีความต่างๆต้องมีคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือ การปราศจากอคติและยึดถือความเป็นกลางเคร่งครัด การสันนิษฐานว่าทุกคนบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดแจ้งชัด อีกด้านหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีของบุคคลนี้ คือ การประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า มีอคติต่อบุคคลในข้อพิพาทซึ่งตนอยู่ในองค์คณะชี้ขาดด้วย จะทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นคำตอบในคดีที่เขารับผิดชอบได้ไม่ยากนัก

จิตอคติเกิดขึ้นจากการปักใจเชื่อมั่นที่บุคคลหนึ่งมีต่ออีกบุคคลหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างแน่วแน่ โดยมีการแสดงออกต่อสาธารณชนหรือต่องานในหน้าที่ บางครั้งจะยึดถือตัวตนเป็นคนดีที่สุดในโลกแล้วประเมินคนที่เข้ามาอยู่กระบวนการหรืออำนาจของตนว่า ชั่วช้าเลวทรามที่สุด เช่น กรรมการตัดสินข้อพิพาทในสนามกีฬา จักเข้าข้างฝ่ายที่ตนชอบหรือเชียร์อยู่ ผู้ตัดสินคดีจะเอนเอียงไปช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยใช้กฎหมายหรือระเบียบเป็นเครื่องมือเพราะความเชื่อส่วนตัว เจ้านายชอบลูกน้องช่างประจบ ย่อมให้รางวัลแก่เขาเป็นพิเศษโดยไม่ดูผลงานหรือความซื่อสัตย์ เป็นต้น คนมีจิตอคติจักควบคุมสติหรืออารมณ์ส่วนตัวไม่ได้เลย จึงแสดงออกทางวาจาหรือความประพฤติผ่านตำแหน่งหน้าที่ สุดท้ายจะส่งผลกระทบกับคนภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในวงการตัดสินข้อพิพาทจึงมักได้รับการสอนสืบทอดกันมาแต่โบราณว่า ต้องกำจัดจิตอคติก่อนพิจารณาข้อเท็จจริงหรือหลักฐาน จึงให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความได้

ถ้าลองคิดสมมติว่าคนไทยคนหนึ่งต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีซึ่งผู้ตัดสินคนหนึ่งหรือหลายคนมีจิตอคติเชื่อว่า เขาเป็นคนเลวทรามที่สุดในโลก มุมมองตั้งแต่แรกอาจปิดกั้นการรับรู้เหตุผลที่ถูกนำเสนอเบื้องหน้าด้วยความเอนเอียงไปทางความเชื่อส่วนตัว ทั้งที่รู้กันดีว่า คนชั่วอาจทำความผิดหนึ่ง แต่อาจไม่ได้ทำอีกหนึ่งความผิดก็ได้ แต่กลับถูกเหมาแต่แรกว่าทำความผิดเบื้องหน้าทันทีเพียงเพราะความเชื่ออย่างมีอคติของผู้ตัดสิน ความยุติธรรมจึงไม่อาจเกิดขึ้นในการพิจารณาได้ ในกระบวนพิจารณาคดีทั่วไปบัญญัติให้สิทธิ์คัดค้านคนตัดสินได้ แต่มีเงื่อนไขจำกัด เช่น มีความพัวพันใกล้ชิดกับคู่ความ มีส่วนได้เสียกับคดี เป็นญาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้ไม่มีการคัดค้านเพราะผู้ตัดสินมีจิตอคติต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเนื่องจากพิสูจน์ยากว่าเขามีสภาพจิตเช่นนั้น นอกจากนั้น ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักเก็บซ่อนจิตอคติไว้อย่างแนบเนียน เมื่อเขาควบคุมความเอนเอียงทางจิตไม่ได้ขณะพิจารณาความ จักส่งผลต่อการตัดสินของเขาที่ไม่มีวันให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใดได้ เขาจักไม่ยอมรับว่าตนหมดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้ให้ความยุติธรรมตามหน้าที่อันทรงเกียรติ

จรรยาบรรณบางข้อของผู้ตัดสินเป็นเพียงนามธรรมที่ใช้ควบคุมพวกเขาไว้เพราะหน้าที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าพวกเขามีเลือดเนื้อ จิตใจ ย่อมมีความรัก โลภ โกรธ หลง  เยี่ยงเดียวกับมนุษย์ เพียงแต่ความรู้และการอบรมในหน้าที่จำเพาะช่วยให้พวกเขาแยกแยะหรือควบคุมกิเลสเหล่านั้นได้ดีกว่าคนธรรมดา หลายคนย่อมหลงพลาดกับอารมณ์เหล่านี้กันได้ ถ้ามันเกิดขึ้นในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับคนหนึ่ง ย่อมส่งผลทำลายอนาคตของเขาไปด้วยจิตอคติส่วนตัวแล้วใช้อำนาจหน้าที่ตามความเชื่อที่มีอคติแฝงอยู่เกินขอบเขต ถ้าทุกคนยอมรับจิตอคติของตนได้ ก็น่าจะสละอำนาจตัดสินความที่ต้องกระทำต่อบุคคลที่ตนมีจิตอคติด้วย อย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติต่อตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้นั้น แต่การยอมรับจิตอคติต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางสังคมของตัวเอง จึงไม่เคยมีผู้ใดยอมรับจิตอคติด้วยความเห็นแก่ตัว ทำให้ผู้รับการตัดสินจากบุคคลเหล่านี้ต้องรับเคราะห์ซ้ำซ้อน นอกเหนือจากบทกฎหมายแล้ว ยังต้องเผชิญกับจิตอคติของผู้ตัดสินด้วย จึงกลายเป็นคนน่าเห็นใจที่ต่อสู้อย่างไร้หนทางชนะหรือยากต่อการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากความเชื่ออย่างมีอคติของผู้ตัดสินซึ่งมีอำนาจสูงสุดที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องยอมรับโดยกฎหมาย

คนที่อยู่ในตำแหน่งตัดสินชีวิตหรืออนาคตของผู้อื่นจึงควรรักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด มิใช่ปล่อยให้อารมณ์ ความเชื่อส่วนตัว มีผลต่อหน้าที่อันทรงเกียรติและความยุติธรรมที่คู่ความพึงได้รับจากที่พึ่งสุดท้ายตามความเชื่อของคนทั่วไป การแสดงความเห็น ความประพฤติ ถ้อยวาจา ของหนึ่งในองค์คณะของการตัดสินข้อพิพาทในที่สาธารณะเป็นการบอกเจตนาของตนต่อคู่กรณีและประชาชนว่า จิตอคติเกิดขึ้นแล้วในบุคคลนั้น ย่อมจะหาความเป็นธรรมไม่ได้จากเขา เมื่อที่พึ่งสุดท้ายเริ่มเอนเอียงและถูกกิเลสครอบงำไว้ จึงไม่มีความหวังใดจะร้องหาความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ได้เลย เมื่อกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คำตัดสินของเขาย่อมเป็นไปตามจิตอคติเพราะเขายังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและกิเลส อีกทั้งยังหมดสภาพในการควบคุมกิเลสในใจแล้ว ถ้าเมืองไทยมีผู้ใหญ่ลักษณะเช่นนี้มากๆ แทบจะมองไม่เห็นอนาคตสดใสของคนไทยได้เลย เพราะจักสร้างความวุ่นวายหนักขึ้นแก่ทุกวงการด้วยอำนาจและจิตอคติของเขาเอง โดยเฉพาะการใช้อำนาจสนองกิเลสความเชื่อที่หมกมุ่นกับอคติด้วยการฆ่าแพะให้ทุกคนกลัวอำนาจของตน อันเป็นตัวอย่างของคนคลั่งอำนาจที่เกิดขึ้นในวิชาชีพใดก็ได้ งานชี้เป็นชี้ตายชีวิตและอนาคตของผู้อื่นมิใช่ข้อยกเว้นว่าจะไม่ต้องพบพานคนมีจิตอคติอยู่ในองค์คณะตัดสินชี้ขาด ดังสัจธรรมที่ว่า โลกใบนี้ต้องมีทั้งคนดีคนชั่วอยู่ร่วมกัน แต่คนดีต้องมีมากกว่าและควบคุมคนชั่วได้ ทั้งนี้ มิใช่การถือตนอย่างหลงใหลและป่าวประกาศว่าเป็นคนดีเพียงคนเดียวในสังคมโลก แล้วบอกกับสาธารณชนว่า ทุกคนคือคนชั่วที่ต้องอยู่ในความควบคุมและตัดสินของเขา เพราะความจริงแล้วเขานั่นแหละคือ คนชั่วที่สุดในแผ่นดิน

 

*****************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s