คดีสิ้นสุดเมื่อใด ?

คดีสิ้นสุดเมื่อใด ?

 

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

คดีปราสาทพระวิหารเป็นข่าวดังมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่คำสัมภาษณ์จากนักวิชาการ นักวิจารณ์ นายทหาร นักการเมือง สร้างความสับสนแก่ประชาชนอย่างมากว่า ประเทศไทยยังเป็นเจ้าของปราสาทพันปีอยู่ หรือ ยังมีสิทธิ์ฟ้องทวงคืนสถานที่นั้นได้ อันเกิดจากการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนโดยจงใจหรือไม่รู้ข้อกฎหมายที่แท้จริง ทั้งนี้ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคู่ต่อสู้ทางการเมืองหรือหวังโค่นล้มรัฐบาลโดยไม่สุจริตใจ

สิ่งที่หลายคนไม่เคยรับทราบมาก่อน คือ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลแล้ว คดียังไม่สิ้นสุดจนกว่าจักพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ฎีกาหรือเป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุดแล้ว มันเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายทั่วโลกซึ่งทุกประเทศยอมรับกัน กฎหมายไทยนำหลักดังกล่าวมาใช้บังคับในประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้น คดีความจักสิ้นสุดด้วยเหตุผลตามกฎหมาย คือ พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาไปแล้ว เช่น ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว คู่ความมีเวลาในการอุทธรณ์โต้แย้งไม่เกิน 1 เดือน ถ้าพ้นเวลาดังกล่าวแล้ว ถือว่า ต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคดีเป็นอันสิ้นสุด คู่ความฝ่ายใดไม่อาจโต้แย้งได้อีกต่อไป เป็นต้น นอกจากนั้นเงื่อนไขของการอุทธรณ์ฎีกาอาจเป็นเหตุทำให้คู่ความมิอาจใช้สิทธิ์ของตนได้ทำให้คดีต้องสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ฎีกาด้วย

คำพิพากษาของศาลสูงสุดเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คดีต้องสิ้นสุด คู่ความทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามโดยมิอาจโต้แย้งได้อีก เช่น คดีพิพาทโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนกระทั่งถึงศาลฎีกา ไม่ว่าศาลฎีกาจะพิพากษาคดีอย่างไร คู่ความทุกฝ่ายจำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยดี เพราะถือว่าคดีสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ เป็นต้น กฎหมายอาจกำหนดให้คำพิพากษาในบางข้อพิพาทสิ้นสุดที่ศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ หากคดีความดำเนินไปถึงศาลดังกล่าวและมีคำพิพากษาแล้ว ไม่ว่าคู่ความจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามคำตัดสินนั้น

หากพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีปราสาทพระวิหารจนกระทั่งมีคำพิพากษาของศาลโลกว่า ประสาทพันปีนั้นเป็นของเขมร โดยให้เวลาขอทบทวนการพิจารณาคดีได้ภายใน 10 ปี ซึ่งเป็นระเบียบของศาลโลกที่คดีจะสิ้นสุดตามเวลาและไม่มีศาลชั้นสูงสุดให้ดำเนินคดีต่อไป ถ้าพ้นเวลาดังกล่าวโดยไม่มีฝ่ายใดใช้สิทธิร้องขอให้ทบทวนคดี ย่อมถือว่า คดีสิ้นสุดลงแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับคำตัดสินนั้น นอกจากนั้นเชื่อได้ว่าต้องมีเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีที่สร้างความลำบากใจแก่รัฐบาลไทยในอดีต เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลของจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ทนายความในศาลโลก) ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเปรม ท่านชวน หรือนายกฯในระบบเผด็จการอีกหลายท่าน ไม่มีท่านใดใช้สิทธิ์ทบทวนคดีนี้แม้แต่ท่านเดียว ทั้งที่หลายท่านมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศหรือเป็นที่เคารพรักของประชาชน มิใช่ว่าพวกท่านไม่รักชาติ แต่อาจมาจากเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ทบทวนคดีและพยานหลักฐานใหม่ที่อาจไม่มีน้ำหนักมากพอในการหักล้างความเห็นของศาลโลกก็ได้ อีกทั้งเพื่อความสงบของบ้านเมืองในอนาคต ทุกท่านจึงเลือกปล่อยให้เวลาล่วงเลยพ้นกำหนด 10 ปีไป ตามหลักกฎหมายสากลถือว่า คดีพิพาทนี้เป็นอันสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์แล้ว

ณ ปัจจุบันนี้บางท่านเสนอให้นำกองทหารบุกยึดปราสาทพันปีนี้กลับมาเป็นของไทยอีกครั้งตามประวัติศาสตร์ร้อยปีของไทย ข้อเสนอนี้ฟังดูสะใจดี แต่มิได้คำนึงถึงความเป็นประเทศร่วมโลกกับคนอื่นและไม่ต้องการยึดถือกฎหมายที่คนทั้งโลกเชื่อถืออยู่ มันจักทำให้ไทยกลายเป็นประเทศป่าเถื่อนและต้องถูกขับออกจากสมาคมโลกและอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงเพราะยึดถือประวัติศาสตร์ ทั้งที่เมื่อปีพ.ศ.2505 ไทยกับเขมรยอมรับจะใช้กฎหมายโลกยุติความขัดแย้งกันแล้ว เมื่อไทยไม่ชนะคดีก็พาลใช้กำลังแข็งขืนเอาชนะเพื่อนบ้าน ถ้าเวลานั้นผู้นำใช้กำลังทหารกระทำตามข้อเสนอนี้ บ้านเมืองไทยอาจไม่สงบร่มเย็นเหมือนปัจจุบันนี้ก็ได้ แต่อาจมีบรรยากาศคล้ายกับประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์

ในอดีตกาลการก่อสงครามมีจุดประสงค์ 2 อย่าง คือ ต้องการดินแดนและทาสแรงงาน ในวันนี้สงครามขยายดินแดนเป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศใดคิดกันแล้ว แม้แต่ไทยก็ไม่เคยประสงค์อยากได้ผืนดินของผู้ใดอีก ส่วนทาสแรงงานนั้นไทยก็ไม่ได้ขาดแคลน แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็หลั่งไหลมาทำงานในไทยอย่างมากโดยสมัครใจ ดังนั้น สาเหตุในการก่อสงครามแย่งชิงสำหรับยุคไซเบอร์จึงไม่มีอีกต่อไป คดีปราสาทพระวิหารไม่มีการขอทบทวนภายในเวลาที่ศาลโลกกำหนดโดยวิจารณญาณของผู้นำบ้านเมืองในเวลานั้นซึ่งบางท่านมาจากการปฏิวัติที่มีอำนาจเต็มเปี่ยม บางท่านก็มีความรู้ด้านกฎหมายสูงล้ำ บางคนมีเกียรติภูมิเป็นที่เคารพของประชาชนอย่างสูง มันทำให้คดีโบราณนี้สิ้นสุดลงตามหลักกฎหมายไปแล้วว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรตามคำพิพากษาของศาลโลก ถ้าศึกษาตามประวัติศาสตร์สงครามไทยกับเขมรแล้ว ไทยทำสงครามยึดดินแดนเขมรด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นร้อยปีแล้วจนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ ไทยเลือกใช้หลักกฎหมายโลกแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับปราสาทพันปีนี้ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลโลก ไม่ว่าจะพ่ายแพ้เพราะความอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์หรือการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในศาลโลกก็ตาม คนไทยควรใช้สติปัญญาเลือกระหว่างความสงบสุขของบ้านเมืองหรือสงครามสนองตัณหาของบางกลุ่มโดยใช้ปราสาทพันปีเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่า การไม่เคารพคำตัดสินที่สิ้นสุดไปแล้วของศาลโลกและใช้สงครามแย่งชิงปราสาทแห่งนั้น ไทยอาจต้องถูกขับออกจากแผนที่โลกหรือองค์กรระหว่างประเทศในฐานะเป็นดินแดนป่าเถื่อน ไร้กฎหมาย การปล่อยให้คดีนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำและเป็นบทเรียนเตือนใจ แล้วพัฒนาบ้านเมืองตามอาณาเขตแดนในปัจจุบันให้เข้มแข็งและเจริญเติบโตเต็มที่ น่าจะเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่งสำหรับยุคไซเบอร์

การประสานประโยชน์ในความเป็นประสาทพันปีของเขมรซึ่งมีเนื้อที่บางส่วนเกี่ยวพันกับไทยเพื่อให้คนไทยหาประโยชน์หรืออยู่อย่างสงบสุขร่วมกับชาวเขมร ควรเป็นเรื่องที่คนไทยรุ่นนี้พึงกระทำมากที่สุด การยุแยงให้ใช้กองทัพทหารไปต่อสู้แย่งชิงมันจากเพื่อนบ้านซึ่งศาลโลกตัดสินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขมรแล้วด้วยข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ แสดงว่าคนไทยกำลังเดินถอยหลังไปนับร้อยปี แทนที่จะมุ่งหน้าสู่อนาคตสดใสและอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชากรโลกทุกทวีป ความรักชาติเป็นเรื่องที่ดี แต่การคลั่งไคล้หลงใหลกับประวัติศาสตร์นับร้อยนับพันปีและอยากเรียกร้องหวนเวลาในอดีตกลับคืนมา ถือเป็นเรื่องน่ากลัวที่อาจทำลายประเทศให้แหลกสลายไปได้ คนไทยพึงใช้สติในการมองปัญหาอย่างลึกซึ้งและเป็นปัจจุบันกาล จักไม่ตกเป็นเครื่องมือสนองตัณหาของนักการเมืองบางกลุ่มในการแย่งชิงตำแหน่งผู้ปกครองบ้านเมืองหรือทำลายความมั่นคงของชาติ

 

************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s