เขาเธอ เขาฉัน อดีตของเรา

เขาเธอ  เขาฉัน

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

คดีปราสาทเขาพระวิหารถูกนำไปใช้ปลุกระดมคนให้ต่อต้านและขับไล่รัฐบาลของปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเพิ่งเข้ารับหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนได้เพียงสี่เดือน โดยไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน เนื่องจากคดีนี้ผ่านมาถึง 46 ปีแล้วคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งไม่เข้าใจประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่ไม่เสาะหาข้อมูลจากหนังสือมาก่อน จึงหลงคารมเชื่อว่า ณ วันนี้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทย และกำลังจะสูญเสียมันให้เขมร แม้แต่นายทหารเกษียณบางคนยังมีอาการหลงชาติว่า ต้องต่อสู้ด้วยกำลังเพื่อรักษาเขาพันปีนี้ไว้ โดยหลุดออกไปอยู่ในโลกจินตนาการและไม่รับรู้ความจริงว่าปราสาทเขาพระวิหารนี้มิใช่ของไทยตามคำพิพากษาของศาลโลกที่คู่พิพาทในคดีต้องเคารพคำตัดสินนี้เฉกเช่นเดียวกับคำตัดสินคดีในศาลไทยที่แม้แต่นักโทษประหารชีวิตยังต้องยอมรับเพราะถือว่าเป็นการพิจารณาตามตัวบทกฎหมายของสังคมแล้ว

คดีพิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์ปราสาทเขาพระวิหารนั้นเกิดขึ้นในสมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ตอนนั้นไทยครอบครองเขาพันปีนี้ตามสิทธิ์สืบทอดจากบรรพชนไทย เมื่อเขมรตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมอันตรงกับรัชกาลที่ 5 ของไทยจึงใช้สิทธิ์เขียนแผนที่อาณาเขตของเขมรใหม่ สมัยก่อนการกำหนดอาณาเขตที่เป็นภูเขานั้นจะใช้สันปันน้ำเป็นหลักซึ่งเขาพระวิหารจะเป็นของไทยตามหลักนี้ แต่ฝรั่งเศสเขียนแผนที่ใหม่โดยลากเส้นครอบคลุมเขาพันปีที่มีปราสาทเก่าแก่นี้ให้อยู่ในเขตของเขมร ช่วงการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสการเมืองไทยยังอยู่สภาวะสับสนวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกันและต้องพยายามป้องกันประเทศมิให้เป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส จึงไม่ใส่ใจกับแผนที่ใหม่ของฝรั่งเศส แต่ไทยยังคงกองกำลังทหารเฝ้ารักษาเขาพระวิหารไว้ เรื่องเก่าแก่นี้จึงคาราคาซังเรื่อยมา ต่อมาฝรั่งเศสแพ้สงครามในเวียดนามและต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ด้วยความบอบช้ำทำให้หมดอิทธิพลในฐานะเจ้าอาณานิคมไปด้วย ผู้นำเขมรในเวลานั้นคือ เจ้าสีหนุ ต้องการใช้คดีนี้สร้างบารมีและเชื่อมั่นในอิทธิพลของฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีกทั้งยังมีอำนาจครอบงำในศาลโลก โดยเฉพาะเขมรเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อน จึงเชื่อว่าฝรั่งเศสต้องสนับสนุนคดีนี้แน่ เขมรฟ้องคดีเรียกร้องกรรมสิทธิ์ปราสาทเขาพระวิหารไปที่ศาลโลกด้วยความมั่นใจในชัยชนะจากหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่ฝรั่งเศสทำไว้และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับชนชาติขอมหรือเขมรในปัจจุบัน

ตามกฎหมายสากลนั้นศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ต่อเมื่อสองประเทศยินยอมรับอำนาจพิพากษาคดีด้วย นายกฯในเวลานั้นได้รับคำยืนยันจากทนายคนหนึ่งซึ่งมีประวัติการศึกษาชั้นยอดจากชาติตะวันตกว่า ไทยชนะคดีนี้อย่างแน่นอนเพราะนักรบบรรพชนไทยครอบครองเขาพันปีมานานตามหลักประวัติศาสตร์และถ้าใช้สันปันน้ำตามที่ถือกันทั่วไปในการแบ่งเขตแดนสำหรับภูเขา ไทยย่อมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ทำให้ผู้นำตอบรับการพิจารณาคดีในศาลโลกแล้วปลุกระดมคนไทยให้ช่วยเหลือเงินทุนในการสู้คดีกันคนละ 1 บาทเพื่อใช้เป็นค่าจ้างทนายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กอปรกับทนายคนนี้ยืนยันต่อสาธารณชนว่า ไทยเป็นเจ้าของเขาพระวิหารนี้และชนะคดีอย่างแน่นอน ทำให้ผู้นำและคนไทยเชื่อถือประวัติการศึกษาจากต่างแดนของเขาจึงเชื่อมั่นตามคำพูดนั้นเต็มที่และร่วมใจกันบริจาคเงินเพื่อสู้คดีนี้ ระหว่างการพิจารณาคดีทนายคนนั้นได้ยอมรับความถูกต้องของแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตอนเป็นเจ้าอาณานิคมเมื่อเทียบกับแผนที่ของไทยซึ่งทำห่างจากฉบับของฝรั่งเศสนานมากทั้งที่มีความแตกต่างกันด้านระวางเขตแดน กอปรกับอิทธิพลแอบแฝงของฝรั่งเศสทำให้คำพิพากษาของศาลโลกในปีพ.ศ. 2505 ประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารกลายเป็นของเขมรตามพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ คือ แผนที่ของฝรั่งเศสซึ่งไทยรับรองความถูกต้องไว้ในศาล อันเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ไทยต้องพ่ายแพ้คดีตามหลักกฎหมายสากลที่ว่า นิ่งเฉยคือ การยอมรับโดยปริยาย เนื่องจากช่วงที่ฝรั่งเศสเขียนแผนที่ใหม่ ผู้ปกครองไทยในเวลานั้นมิเคยทักท้วงใดๆอย่างเปิดเผย แต่ทำนิ่งเฉย ศาลโลกจึงใช้หลักกฎหมายปิดปากกับผู้นิ่งเฉยว่าเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่ซึ่งทำล่าสุดตามหลักวิชาการเขียนแผนที่ แต่ขีดเส้นเขตแดนตามใจเจ้าอาณานิคม ทำให้เขมรชนะคดี ทั้งที่ไทยครอบครองเขาแห่งนี้ในฐานะผู้ชนะสงครามในอดีตมาแต่บรรพชนนับร้อยปีแล้ว โดยไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์สงครามระหว่างไทยกับเขมร

ผู้นำไทยในเวลานั้นจำยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วยการยกปราสาทเขาพระวิหารให้เขมร คนไทยต้องหลั่งน้ำตากับการพิจารณาคดีครั้งนั้นอย่างมากที่ต้องสูญเสียสมบัติของชาติที่บรรพชนไทยเก็บรักษาไว้ด้วยความกล้าหาญ แต่กลับพ่ายแพ้คดีเพราะเชื่อถือคำแนะนำจากทนายซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์คดีระหว่างประเทศมาก่อนในชีวิตว่า ถ้าต้องการให้ชาวโลกเชื่อว่าไทยเป็นชาติเจริญแล้ว ก็ควรทำตามกติกาสากลด้วยการยอมรับคำตัดสินคดีที่มิได้ต่อสู้ตามหลักกฎหมายอย่างเดียว แต่ยังมีเบื้องหลังด้านอิทธิพลของฝรั่งเศสซึ่งเวลานั้นเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการสนับสนุนให้เขมรแย่งเขาพระวิหารไปจากไทยได้ อันที่จริงแล้วหลังคำตัดสินของศาลโลกยังมีกติกาอีกว่า ไทยสามารถใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีหรืออุทธรณ์คดีใหม่ได้ภายใน 10 ปี โดยต้องมีการนำสืบพยานใหม่เพิ่มเติมที่มีน้ำหนักมากพอจะเปิดพิจารณาทบทวนคดีได้ เชื่อกันว่าคำแนะนำของทนายคนนั้นทำให้ผู้นำเวลานั้นไม่ใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดี ต่อมาทนายคนนั้นก็เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารปกครองประเทศไทยด้วย แต่เขาก็ไม่ใช้สิทธิ์ขอทบทวนคดีเพื่อทวงเขาพระวิหารคืนจากเขมรโดยปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงปัจจุบันนับได้ 46 ปี ดังนั้น หลังจากพ้นเวลาที่กฎหมายสากลกำหนดไว้ไทยจึงหมดสิทธิ์ทวงปราสาทเขาพระวิหารทางศาลโลกได้อีกตลอดกาล หลายคนต้องอยากรู้แน่ว่าใครคือทนายฝ่ายไทยในการต่อสู้คดีและยืนยันกับสาธารณชนว่า ไทยต้องชนะคดีนี้ เขาคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของไทย เชื่อกันว่า ตอนที่ท่านเป็นผู้นำประเทศ ก็ไม่ต้องการขอทบทวนคดีเพราะไม่สามารถเอาชนะหลักกฎหมายหรือพยานหลักฐานใหม่ไม่มีมากพอจะพลิกคดีได้ คดีนี้จึงเงียบหายไปกับกาลเวลาและหัวหน้าพรรคที่สืบทอดต่อมามิอยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเพราะเป็นรอยเปื้อนในประวัติศาสตร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

การต่อสู้คดีทั่วไปหรือในศาลโลกย่อมมีโอกาสแพ้ชนะคดีกันได้เพราะต้องเป็นไปตามดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีและการสืบพยานหลักฐาน มันเป็นหลักทั่วไปที่ทนายทุกคนตระหนักแก่ใจดี การสืบพยานตามหลักกฎหมายสากลแบบตะวันตกมักยึดลายลักษณ์อักษร ขณะที่ชาติเอเชียส่วนใหญ่ไม่นิยมบันทึกเป็นอักษรชัดเจน ทำให้พยานขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงเบื้องหลังของศาลโลกที่อาจเอื้ออาทรต่อชาติอาณานิคมของตน ขณะที่ไทยต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวและทนายของไทยขาดความรู้ด้านกฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้งเพียงพอ จึงทำให้ไทยพ่ายแพ้คดี ทั้งที่ไทยยึดครองเขาพระวิหารด้วยกองทัพอันแข็งแกร่งในเวลานั้น อีกทั้งทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารก็อยู่ในฝั่งไทยอย่างแท้จริงและไม่เคยมีผู้ใดปฏิเสธเรื่องนี้ แม้แต่เขมรในวันนี้ก็ตาม หลักกายภาพของปราสาทเขาพระวิหารบอกชัดว่าควรเป็นของไทย  การพิจารณาในศาลโลกสำหรับคดีนี้ในอดีตมิได้ขึ้นอยู่กับหลักกฎหมาย หลักประวัติศาสตร์ หลักความเป็นธรรม เท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับอำนาจเบื้องหลังที่แฝงในศาลโลกด้วย เมื่อไทยอยู่ในเวทีโลกและยอมรับการพิจารณาของศาลโลกมาแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505 จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหลักกรรมสิทธิ์ในปราสาทเขาพระวิหารที่ต้องเป็นของเขมรได้ คดีนี้ควรถือเป็นบทเรียนของคนไทยในวันข้างหน้า มิให้ผู้ใดใช้ความอ่อนด้อยประสบการณ์หรือไม่เข้าใจหลักกฎหมายสากลของคนไทยหรือดูแคลนอิทธิพลมืดแฝงอยู่ในศาลโลกประกอบการพิจารณาก่อนเข้าต่อสู้คดีในศาลโลก ถ้าต้องมีการแย่งชิงผืนดินของบรรพชนไทยกันอีก นอกจากนั้นคนไทยต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ปราสาทเขาพระวิหารมิใช่ของไทย แต่เป็นของเขมร เมื่อเขาเป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิ์จัดการใดๆในทรัพย์สินของเขาได้

บัดนี้ ไทยก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง ประชากรมีการศึกษาสูง ย่อมตระหนักแก่ใจดีว่า การเคารพกฎหมาย คำตัดสินของศาล แม้จะไม่พอใจหรือไม่เป็นดังใจ จักทำให้บ้านเมืองสงบสุข ประเทศชาติสงบร่มเย็น หากฝ่าฝืนและทำตามอำเภอใจด้วยการเรียกร้องเขาพระวิหารให้เป็นของไทยอีกด้วยการใช้พละกำลังและไม่เคารพคำตัดสินของศาลโลก ย่อมนำความวิบัติมาสู่บ้านเมืองด้วยโมหะจริตส่วนบุคคล นอกจากนั้น การรับฟังคำบอกเล่าที่ไม่ครบถ้วนถึงสาเหตุแห่งการสูญเสียทางประวัติศาสตร์ไทยหรือความหลงชาติสุดโต่ง บ่งชี้ให้ชาวโลกมองคนไทยด้วยความสมเพชว่า คนไทยยังป่าเถื่อนและไม่เคารพกฎระเบียบของโลกที่ทุกชาติต้องเชื่อฟังและกระทำตามอย่างเคร่งครัด เราต้องไม่ลืมว่าเวลาที่อยู่ในศาลโลกนั้น ทนายซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายไทยกระทำหรือยอมรับสิ่งใดมีผลเท่ากับคนไทยยินยอมรับเช่นเดียวกัน ดังนั้น ไทยจึงต้องยอมรับคำตัดสินของศาลโลกโดยปริยาย

การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหารซึ่งคำตัดสินของศาลโลกระบุไว้ชัดว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของเขมร อีกทั้งหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันชัดว่า ไม่มีการล่วงล้ำดินแดนของไทย จึงเป็นเรื่องของเขมรโดยแท้ การที่ต้องได้รับคำยืนยันจากไทยเพื่อประกอบข้อพิจารณาของคณะกรรมการฯว่า ไม่มีการคัดค้านเนื่องจากเป็นสถานที่ติดชายแดน จึงควรได้รับคำรับรองจากเพื่อนบ้านด้วย อันเป็นระเบียบปฏิบัติทั่วไป คนไทยต้องเคารพสิทธิ์ของเขมร เพื่อนบ้านในวันนี้ อย่ายึดติดกับประวัติศาสตร์เกินไปจนกลายเป็นหลงชาติ ลืมหลักกฎหมายที่ทุกคนต้องเคารพเชื่อฟังอันส่งผลให้สังคมสงบสุข ไม่มีสงครามฆ่าล้างผลาญให้ต้องทนทุกข์ทรมานกัน ถ้าเปลี่ยนประวัติศาสตร์แล้วต้องมีสงคราม เหตุไฉนจึงไม่ช่วยกันสร้างสังคมที่สงบสุขเท่าที่ผืนดิน ณ วันนี้ซึ่งเป็นของคนไทยและไม่มีผู้ใดปฏิเสธกรรมสิทธิ์ได้ แทนที่จะทวงหนี้ประวัติศาสตร์ย้อนหลังไม่สิ้นสุด ถ้าวันหนึ่งชนเผ่าหนึ่งในดินแดนของจีนเคลื่อนย้ายกันมาตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติม ณ ประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นบรรพชนไทยตามที่เล่าสืบทอดกันมาในประวัติศาสตร์ไทย  จีนเกิดอยากทวงผืนดิน ณ จุดที่ประเทศไทยตั้งอยู่ด้วยเหตุทางประวัติศาสตร์ว่าชนเผ่าของเขาครอบครองผืนดินนี้ ก็ควรเป็นของจีนเพราะจีนมีประวัติศาสตร์หลายพันปีที่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใบลานของไทยถูกเผาเป็นเถ้าตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองและสมัยกรุงศรีอยุธยาล่มแล้ว อีกทั้งตอนนี้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกด้วย แต่ไทยยังเป็นประเทศเล็กๆ โลกใบนี้คงวุ่นวายสับสนกันมาก คนไทยจะอยู่สงบสุขได้อย่างไรกับสงครามแย่งชิงด้วยข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย การยึดหลักความพอเพียงและปัจจุบันกาลน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของคนไทยที่รักความสงบมากที่สุดในเวลานี้ อย่าขุดประวัติศาสตร์เพื่อมาล้างผลาญฆ่าคนกันอีกเลย ควรปล่อยให้อดีตไหลไปตามกาลเวลา แล้วจดจำเป็นบทเรียนเตือนใจมิให้ทำผิดพลาดซ้ำอีก

 

**************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s