ข้อกล่าวหายอดฮิต

ข้อกล่าวหายอดฮิต

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

รัฐบาลจากการเลือกตั้งเริ่มทำงานได้เพียงสองเดือนเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรซึ่งเคยเป็นตัวชนวนและชักชวนให้มีการปฏิวัติประเทศใหม่โดยล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแล้วเขียนฉบับใหม่ขึ้นมาจากทีมทำงานที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติและมีจุดประสงค์ในการร่างฉบับใหม่อย่างชัดแจ้งว่าต้องใช้กำจัดหรือสกัดกั้นนักการเมืองจากพรรครัฐบาลเดิมอย่างเต็มที่ แล้วเคลือบด้วยน้ำตาลฉาบหน้าไว้ว่าทำเพื่อประชาชน เพิ่มอำนาจให้ประชาชน แต่แอบแฝงการทำลายดุลย์อำนาจตามหลักประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิง ผู้ร่างตั้งสมมติฐานก่อนการร่างฉบับใหม่ว่า นักการเมืองจากการเลือกตั้งคือ คนเลวทรามที่สุด แต่ขาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งไม่ได้ ผู้ได้รับการแต่งตั้งและฝ่ายตุลาการคือ คนที่มีคุณธรรมสูงส่งที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนดุลยภาพของอำนาจที่ต้องคานกันไว้ให้เอียงไปทางฝ่ายตุลาการและบุคคลที่รับการแต่งตั้งเป็นหลัก ดังนั้น ฉบับใหม่จึงกำหนดให้ฝ่ายตุลาการสอดแทรกเข้าทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองในหลายองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับงานบริหาร ทำให้ฝ่ายตุลาการที่ควรทำหน้าที่เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่ข้อพิพาทของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่เข้าไปเกี่ยวพันหรือมีส่วนได้เสียด้วย กลายเป็นคนที่ทำงานทั้งสามฝ่ายและสวมบทบาทดังกล่าวหรือรวบทั้งสามอำนาจไว้โดยทางตรงหรือโดยอ้อม อันส่งผลต่อความโน้มเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือความไม่เป็นธรรมได้เพราะพรรคพวกมีส่วนทำงานบริหารประเทศด้วย บางมาตรายังให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตุลาการสูงสุดและไม่เป็นธรรมต่อบุคลากรด้านงานยุติธรรมอื่นด้วย มันจึงเห็นเจตนารมณ์ที่ทำลายดุลยภาพของสามองค์กรหลักของประเทศที่ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่ายงานของแต่ละฝ่ายเกินขอบเขตเพื่อรักษาดุลย์แห่งอำนาจตามหลักประชาธิปไตย แต่กลับนำอำนาจสองอย่างไปรวบไว้ให้ฝ่ายตุลาการเท่านั้นโดยใช้สารพัดวิธีทั้งสอดแทรกหรือทำงานในนามองค์กรอิสระ ทั้งที่บ้านเมืองจะอยู่อย่างมั่นคงได้ต้องอาศัยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บริหารประเทศอย่างสอดคล้องกัน ถ้าเอนเอียงไปเน้นที่กฎหมายทุกตัวอักษร ความแข็งกระด้างจะเกิดขึ้นและเป็นการทำลายตัวเองอย่างรวดเร็ว หากใช้หลักรัฐศาสตร์เข้าเสริมจุดอ่อนของหลักนิติศาสตร์ที่แข็งเกินไป จะเกิดจุดสมดุลย์ที่กลายเป็นความมั่นคงและยืดหยุ่นในการบริหารประเทศ อันส่งผลให้บ้านเมืองเจริญไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนฝ่ายตุลาการต้องรักษาความถูกต้องของกฎหมายอย่างแม่นยำ การลดหย่อนหรือโอนอ่อนทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น มิอาจใช้หลักรัฐศาสตร์เข้าเกี่ยวข้องเลย แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เน้นให้บ้านเมืองใช้ความกระด้างแข็งกร้าวเป็นหลักบริหารเพราะเน้นทำลายทุกการกระทำหรือทุกคนที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลเดิม

กลุ่มพันธมิตรอยากมีส่วนในการบริหารบ้านเมืองตั้งแต่ก่อนปฏิวัติและหลังปฏิวัติก็ได้รับการสนองความต้องการด้วยการส่งเสริมบางคนเข้าร่วมคณะรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศตอบแทนการทำงานกันไปแล้ว แต่การพ่ายแพ้ของพรรคหุ่นเชิดของคณะปฏิวัติในสนามเลือกตั้งล่าสุดสร้างความไม่พอใจและหวาดระแวงแก่ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติอย่างมาก จึงต้องเรียกใช้บริการของกลุ่มพันธมิตรอีกครั้ง แทนที่พวกเขาจะสลายตัวไปหลังจากได้รัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขามิได้คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญซึ่งนักการเมืองทุกคนกำลังอยู่ในกรอบนั้น แต่เรียกร้องให้คนออกไปชุมนุมเพื่อบีบคั้นให้ได้ทุกสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่เคารพตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้งด้วยอ้างว่านักการเมืองทุกคนซื้อเสียง ยกเว้นพรรคหุ่นเชิดที่มีความใสบริสุทธิ์ที่สุด พวกเขาไม่กล้าให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินพฤติกรรมและเจตนารมณ์แท้จริงด้วยการตั้งพรรคการเมืองแล้วส่งตัวแทนเลือกตั้ง เยี่ยงเดียวกับที่พรรคลัทธิเหมาของเนปาลกระทำในการเลือกตั้งล่าสุด และชาวเนปาลได้ออกเสียงเลือกตั้งตามที่ต้องการด้วยชัยชนะของผู้แทนจากพรรคลัทธิเหมา มันเป็นความกล้าหาญและจริงใจที่จะต่อสู้อย่างบริสุทธิ์แล้วให้ประชาชนตัดสินใจเลือกนโยบายและให้ความเชื่อถือแก่พรรคใด มันคือหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้ปัญญาลึกซึ้งไตร่ตรองเลย กลุ่มพันธมิตรต้องการบริหารประเทศตามลัทธิความเชื่อของตน แต่ไม่กล้าลงสนามแข่งขันทั้งที่คราวที่แล้วคนถือกติกา คือ คณะปฏิวัติซึ่งสร้างโอกาสมีค่าที่จะมีชัยชนะเด็ดขาดได้ไม่ยาก เหตุผลเดียว คือ พวกเขาไม่กล้าลงสนามที่มีกติกาชัดเจนและเป็นธรรม แต่ชอบแหกกฎและอ้างตนเป็นคนบริสุทธิ์ที่สุดของประเทศไทย พวกเขาเน้นใช้อคติของคนและความหมั่นไส้ของมนุษย์ชักจูงให้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคำพูดของเขาอย่างง่ายดาย เพราะทุกคนต่างมีกิเลสและความหลงตนติดตัวไว้ แต่บางคนสามารถควบคุมสิ่งนี้ให้อยู่ในขอบเขตอันควรได้ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อร่วมเป็นคนไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองและดึงประเทศให้ตกต่ำลงท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง คงไม่ลืมว่ากลุ่มพันธมิตรล้วนเป็นพนักงานรัฐหรือเศรษฐีที่ล้มละลายแล้วรวยได้ ไม่ต้องไปทำงานก็มีเงินเดือนหรือเงินใช้สอยเต็มที่ อันแตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ที่กลุ้มใจกับราคาอาหารที่พุ่งสูงมากวันนี้

การเป็นรัฐบาลทำงานตามหน้าที่แค่สองเดือนก็เปรียบคล้ายคนฝึกหัดงานที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานตามคำโฆษณาหาเสียง ก็ถูกกลุ่มพันธมิตรและพรรคหุ่นเชิดภายใต้คำบงการของผู้อยู่เบื้องหลังคณะปฏิวัติที่ไม่ชอบใจผลการเลือกตั้งและยังหวังจะนำอำนาจบริหารบ้านเมืองไปส่งมอบให้พรรคหุ่นเชิดอยู่ ถ้าสังเกตให้ดีจักพบว่า หลังการเลือกตั้งองค์กรที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งไว้ทำงานมุ่งเน้นทำลายรัฐบาลอย่างแข็งขันด้วยความเร่งด่วนเท่าที่กฎหมายเขียนเปิดช่องไว้ล่วงหน้า ตอนที่เขียนรัฐธรรมนูญเสร็จใหม่คณะปฏิวัติจัดตั้งองค์กรอิสระตามกฎหมายและตามอำนาจเพื่อให้ประชาชนลงมติรับกฎหมายใหม่นี้โดยไม่ได้เน้นเนื้อหาของมัน แต่บอกกึ่งบังคับว่า รับกฎหมายไปก่อน แล้วไปแก้ไขง่ายๆทีหลังเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ถ้าไม่รับมติ พวกเขาจะอยู่ปกครองต่อไป ประชาชนหลายคนหลงเชื่อคำพูดนั้นจึงลงมติรับรองฉบับใหม่เพื่อหวังไล่รัฐบาลเผด็จการออกไปให้เร็วที่สุด ขณะที่อีกพวกหนึ่งซึ่งมีคะแนนเสียงน้อยกว่าไม่มากกลับลงมติไม่รับ เพราะพิจารณาถ้วนถี่แล้วว่า แม้ไม่รับฉบับใหม่ ก็ต้องเอาฉบับเก่าไปใช้หรือแก้ไขเล็กน้อยเพื่อใช้งานโดยเร็วตามแรงบีบคั้นจากต่างประเทศและความยากแค้นของประชาชนซึ่งเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติและถูกต่อต้านจากรัฐบาลต่างประเทศ เมื่อตัวแทนประชาชนโดยผู้แทนต้องการเปลี่ยนปรับรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นและลดผู้ได้รับการแต่งตั้งหรืออำนาจของเขาให้น้อยลงอันเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย คนกลุ่มที่บอกว่ารับไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขตามที่ชอบทีหลังกลับต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยสารพัดข้ออ้างที่ใช้ประชาชนเป็นโล่กำบังเจตนารมณ์ในการรักษาอำนาจของผู้ได้รับการแต่งตั้งไว้ในการกำจัดบุคคลตามใบสั่งให้สำเร็จและข่มขู่ประชาชนว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหม่ ทั้งที่สถานการณ์ของประเทศและเศรษฐกิจแตกต่างและไร้ข้ออ้างที่เหมาะสมจะปฏิวัติอีกครั้ง โดยไม่เอ่ยถึงบทเรียนน่าอนาถช่วงปฏิวัติที่ชาวโลกไม่ต้อนรับหรือยอมเจรจาทางการค้ากับรัฐบาลเผด็จการของไทยถึงหนึ่งปีเต็ม ถ้าไม่ใช่การสะสมความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจหรือการเกษตรของรัฐบาลเดิม ทำให้มีเงินคลังสะสมสูงพอควร ความวินาศทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในอาการหนักกว่านี้แน่

เมื่อกลุ่มพันธมิตรไม่สามารถแสวงหาความผิดที่ชัดเจนพอจะฟ้องเอาความผิดทางศาลได้เพราะรัฐบาลพยายามป้องกันมิให้พวกซากเดนของการปฏิวัติซึ่งจ้องทำลายรัฐบาลโดยใช้รัฐธรรมนูญใหม่ทำงานได้สะดวกใจและด้วยเวลาเพียงสองเดือน จึงยังเป็นการทำงานต่อเนื่องจากคณะปฏิวัติและยังไม่ริเริ่มงานใหม่ หากฟ้องหรือร้องเรียนจะไปกระทบต่อผู้ส่งเสริมพวกตน จึงหันไปหาวิธีดั้งเดิมที่เคยกระทำไว้ต่อรัฐบาลก่อนการปฏิวัติ คือ ตั้งข้อหาว่าเจตนาทำลายล้างสถาบันสำคัญของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา กษัตริย์ แล้วดึงภาพข่าวต่างประเทศมาเป็นข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลต้องการล้มล้างสถาบันสำคัญเหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในเนปาล จากนั้นก็พูดปลุกระดมให้ชาวบ้านเชื่อว่า รัฐบาลกำลังล้มล้างสถาบันนั้น ทั้งที่ทุกช่องข่าวก็ลงข่าววิกฤตของสถาบันกษัตริย์ในเนปาลจากความเห็นของผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคลัทธิเหมา คนไทยมองเป็นข่าวหนึ่งที่รับรู้กันไว้ในฐานะเป็นเพื่อนร่วมโลก แต่ให้ความสนใจกับราคาข้าวถุงที่แพงขึ้นและราคาน้ำมันสูงไม่หยุดมากที่สุด กลุ่มพันธมิตรแถลงข่าวตั้งข้อกล่าวหาทันทีว่า รัฐบาลต้องการล้มล้างสถาบันสำคัญโดยแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นการบิดเบือนจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการให้การบริหารบ้านเมืองเข้มแข็งตามหลักสากลและไม่ให้บางกลุ่มใช้รัฐธรรมนูญทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ที่เขียนสอดแทรกไว้ที่ฉบับใหม่ ถ้าคนไทยไม่ใช้สติยั้งคิดก็ต้องเชื่อตามที่พวกเขาบอกเล่าเป็นฉากไว้

ข้อกล่าวหาล้มล้างสถาบันสำคัญของชาตินิยมใช้กันหนักขึ้นเมื่อไม่สามารถมองหาความผิดอื่นไปกล่าวหาศัตรูทางการเมืองได้ ทำให้ข้อกล่าวหาประเภทนี้ขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนการไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาตินั้นเป็นเรื่องใหญ่และมีโทษประหารชีวิต จึงไม่นำไปใช้กล่าวหากันพร่ำเพรื่อและต้องมีหลักฐานน่าเชื่อถือเพียงพอ แม้การไต่สวนลงโทษยังต้องกระทำด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วย เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสีกันอันเป็นหลักที่กษัตริย์ในอดีตพิจารณาเคร่งครัดอย่างมากเพราะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติด้วย ทำให้การลงโทษด้วยข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันเห็นไม่บ่อยมาก แต่ปัจจุบันนี้กลุ่มพันธมิตรกับนักการเมืองบางคนใช้ข้อกล่าวหาไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติบ่อยครั้งจนฟังชินหู เมื่อมีข้อกล่าวหานี้ให้ได้ยินก็เป็นที่รู้กันว่า พวกเขาหมดปัญญาหาความผิดอื่นสาดใส่ศัตรูการเมืองแล้ว จึงหยิบยื่นข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันเพราะพูดสบายปาก ไม่มีกฎหมายกำหนดโทษชัดเจนในเรื่องความไม่ภักดี จะให้เป็นกบฏตามกฎหมายอาญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีท่าทีชัดเจนขนาดนั้น จะใส่ร้ายยัดเยียดหลักฐานก็ทำได้ไม่ถนัดเพราะขาดอำนาจแท้จริงและเป็นเพียงกลุ่มที่ไม่มีกฎหมายรองรับอีกทั้งนายใหญ่ยังไม่กล้าทุ่มเทมากพอจะสร้างหลักฐานกบฏขึ้น จึงทำได้เพียงกล่าวอ้างว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติ ข้อกล่าวหาไม่ภักดีจึงกลายเป็นข้อหาง่ายๆที่กลุ่มพันธมิตรนำไปใช้หาประโยชน์ใส่ตนอย่างสนุกปากและช่วยในการปลุกระดมคนให้หลงเชื่อง่ายที่สุด การใช้ข้อกล่าวหานี้บ่อยครั้งและทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของความไม่ภักดีลงอย่างมาก

ความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของประเทศไทย คือ ชาติ ศาสนา และ กษัตริย์ มีความหมายลึกซึ้งและเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศไทยมานานหลายร้อยปีนับแต่ประเทศไทยถือกำเนิดขึ้น แม้จะไม่กำหนดเป็นกฎหมายลงโทษผู้ไม่ภักดีต่อสถาบันดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่สอดแทรกไว้ในความผิดหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนั้น เนื่องเพราะความรู้สึกนี้อยู่ในจิตสำนึกของคนไทยอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติเป็นกฎหมายไว้ ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรและนักการเมืองบางคนใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทำลายศัตรูการเมืองของตนอันเป็นการทำลายความหมายแท้จริงและความศักดิ์สิทธิ์ของมันลง เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย เหตุไฉนการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของประเทศ คนไทยควรตั้งสติฟังการชี้แจงจากผู้แทนที่ผ่านการเลือกตั้งของตนว่าจักปรับปรุงข้อกฎหมายใด และส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย โดยคำนึงถึงอนาคตการเมืองของไทยตามหลักประชาธิปไตย และพิจารณาที่มาของฉบับเดิมว่ามาจากการปฏิวัติที่ต้องเขียนเพื่อรักษาประโยชน์และคนของตนไว้ตามหลักกิเลสคนที่ว่าไม่มีใครลงทุนทำงานโดยไม่ต้องการค่าตอบแทนหรือความมั่นคงในชีวิต จึงไม่แปลกที่คณะปฏิวัติจะทำสิ่งนั้นได้ ในทางตรงกันข้ามการปรับปรุงรัฐธรรมนูญทำโดยผู้แทนราษฎรไม่ได้ โดยมีหุ่นเชิดหรือผู้นิยมการปฏิวัติคอยขัดขวางไว้และคอยทำลายล้างฝ่ายบริหารที่มาจากเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ แต่หุ่นเชิดของตัวเองพ่ายแพ้ มันแสดงว่าบรรดาหุ่นเชิดหรือคณะปฏิวัติไม่เคารพกฎหมายที่เขียนด้วยตัวเอง ผู้มีสติปัญญาและความรู้ไม่ควรเชื่อถือคนกลุ่มนั้นและย่ำเท้ากลายสภาพเป็นนักประท้วงข้างถนนที่ไม่เคารพกฎหมายแต่ชอบใช้พลังของคนกลุ่มใหญ่บีบคั้นผู้อื่น มันแตกต่างจากอันธพาลข้างถนนอย่างใด การเชื่อฟังคำสั่งของกลุ่มพันธมิตรในยามที่ประเทศกำลังประสบภาวะน้ำมันแพง ข้าวราคาสูง ค่าครองชีพสูง โดยไม่ใช้สติไตร่ตรองก่อนจะเพิ่มปัญหาให้รัฐบาลซึ่งเพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาของชาติและจำต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลของการทำงาน หากกลุ่มพันธมิตรตัดสินรัฐบาลล่าสุดด้วยเวลาแค่สองเดือนให้ไล่ออกตามใบสั่งของผู้บงการงานปฏิวัติ มันจะไม่เป็นการยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 60 ล้านคน

รัฐบาลมีหลายบทบาทในการบริหารประเทศทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงสามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้เพราะมีบุคลากรรับผิดชอบงานเหล่านั้นอย่างชัดเจน การพัฒนาบ้านเมืองหรือการเมืองจึงไม่จำเป็นต้องทำแค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น  รัฐบาลอาจเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมกับการเมืองได้ แล้วยังจัดการชะล้างซากเดนของการปฏิวัติให้ออกไปจากสังคมไทยในเวลาเดียวกันได้ ตามหลักสากลแล้วประชาธิปไตยไม่มีทางอยู่ร่วมกับการปฏิวัติได้ จึงเห็นได้ว่าเมื่อเกิดการปฏิวัติเมื่อไร สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้ง จะถูกทำลายเป็นสิ่งแรกเสมอ จากนั้นจะเขียนกฎระเบียบของตัวเองขึ้นใช้บังคับกับผู้แพ้ มันเป็นรูปแบบที่ต้องเกิดขึ้นกับการปฏิวัติและประชาชนภายใต้การบริหารแบบเผด็จการ อันส่งผลผลักดันให้บ้านเมืองล้าหลัง ไม่ว่าผู้ปฏิวัติจะมีข้ออ้างสวยหรู แต่เวลาในอดีตพิสูจน์ความลำบากยากแค้นที่ประชาชนต้องได้รับจากการปฏิวัติ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามปิดบังผลในทางไม่ดีไว้ก็ตาม ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงอันสืบเนื่องจากผลการปฏิวัติที่ไม่ได้เตรียมประเทศให้รับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงและผลผลิตการเกษตรทั่วโลกลดลง เพราะพวกเขาหมกมุ่นกับการค้นหาวิธีกำจัดศัตรูการเมืองหรือการผ่องถ่ายงบประมาณไปตอบแทนคนที่ช่วยงานให้สำเร็จ ทำให้คนไทยต้องปรับตัวหนักมากในภาวะนี้โดยรัฐบาลเลือกตั้งจำต้องคิดพิจารณาอย่างถ้วนถี่กับมาตรการช่วยเหลือประคองปากท้องของคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตข้าวหายาก อาหารราคาแพง น้ำมันขึ้นไม่หยุด

เป็นที่รู้กันดีตั้งแต่ผลการเลือกตั้งประกาศให้ฝ่ายใดเป็นรัฐบาลก็มีความพยายามโค่นล้มตัวแทนประชาชนที่ชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยกฎหมายที่ตนร่างไว้ล่วงหน้าและคณะบุคคลที่แต่งตั้งไว้ก่อน มันเป็นแผนการที่วางไว้เพื่อป้องกันแผนแรกพลิกผัน จึงต้องใช้สิ่งที่สร้างไว้เพื่อสานเจตนารมณ์ต่อไป เป้าหมายสุดท้ายที่ผู้บงการงานปฏิวัติต้องทำให้สำเร็จคือ กำจัดศัตรูการเมืองให้ราบคาบ และ พรรคหุ่นเชิดต้องบริหารประเทศเพราะเป็นผู้ที่เชื่อฟังคำสั่งของเขามากกว่าทำเพื่อประชาชนและหลักประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงปากท้องของประชาชนที่ต้องพึ่งพาการทำงานของรัฐบาลในช่วงรอยต่อที่ใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว เมื่อใดที่ข้อกล่าวหาความไม่ภักดีใช้อย่างถูกกาลเทศะและศักดิ์สิทธิ์กว่านี้ คงทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นแน่นอน แต่การใช้อ้างพร่ำเพรื่อก็เป็นเรื่องที่ได้ยินแล้วต้องอมยิ้มขำด้วยเป็นที่รู้กันในสาธารณชนว่า ผู้กล่าวหาไม่มีความผิดปาใส่เขา ก็เลยยกข้อหาไม่ภักดีต่อสถาบันโยนใส่อย่างสนุกปาก คนกล่าวหาคงมีสมองเล็กแค่นี้เอง ถ้ามีคนประเภทนี้มาก ต้องเหนี่ยวรั้งชาติมิให้เจริญรุ่งเรืองแน่ หวังว่าประเทศนี้จะมีคนแบบนี้ให้น้อยที่สุดเพราะคิดและพูดกล่าวหาคนอื่นได้ข้อหาเดียวเท่านั้น สักวันหนึ่งเมื่อผู้ใดแย่งเข้าห้องน้ำไม่ได้ คงต้องกล่าวหาอีกฝ่ายว่า ไม่ภักดีคิดล้มล้างสถาบันสำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นข้อกล่าวหายอดฮิตแห่งยุคไซเบอร์แล้ว จักมีคำถามต่อไปว่าสถาบันสำคัญ ณ วันนี้ที่คนไทยต้องให้ความภักดีสูงสุด นอกเหนือจาก ชาติ ศาสนา และ กษัตริย์ คือ กลุ่มพันธมิตรหรือ ?

 

********************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s