รัฐยึดกิจการ กับ ตลาดเสรี

ตลาดเสรี VS ยึดกิจการ

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาด้วยแนวคิดตลาดเสรีตั้งแต่โบราณกาลแล้วซึ่งใครใคร่ค้า ก็ค้าขาย ใครใคร่ซื้อ ก็ซื้อได้ แต่ละยุคสมัยมีการพัฒนาระบบคิดให้เข้ากับวิทยาการในสมัยนั้น กรุงเทพฯถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศในการค้าขายและนำเงินตราเข้าประเทศเพื่อหล่อเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านในรูปของเงินภาษีซึ่งแปรสภาพเป็นงบประมาณไปใช้พัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง การศึกษาสูงทำให้การค้าขายในเมืองหลวงมีการพลิกแพลงและพัฒนาหลากหลายอันส่งผลให้การนำเข้าและส่งออกของไทยทะยานสูงขึ้นต่อเนื่อง กิจการค้าขายมีหลายรูปแบบและซับซ้อนเพิ่มขึ้น เมื่อบ้านเมืองเจริญมากเทียบเท่าประเทศทางตะวันตก ทำให้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งโดยเฉพาะเพื่อทำกำไรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองต่อสู้แข่งขันกับกิจการของเอกชน อันเป็นหลักเบื้องต้นด้านเศรษฐกิจการตลาด โดยการใช้ศักยภาพขององค์กรเป็นอาวุธ ไม่สามารถทำตัวเป็นเสือนอนกินเหมือนหลายสิบปีก่อนได้

รัฐวิสาหกิจของไทยที่มีรัฐบาลถือหุ้นใหญ่มักจะเป็นกิจการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเมื่ออดีตเกือบร้อยปียังไม่มีเอกชนใดสามารถทำได้ จึงต้องเริ่มต้นที่ฝ่ายราชการก่อน เมื่อเวลาผ่านไปแนวคิดด้านการตลาดและความเจริญที่เกิดขึ้นสร้างกลไกการตลาดและระบบการแข่งขันที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยมีหลักคิดว่าเมื่อมีคนทำกิจการใดมาก จะทำให้ราคาใช้บริการเป็นธรรมและระบบบริการดีขึ้นอันส่งผลให้ประชาชนใช้ของราคาถูกลง บริการดีขึ้น หากย้อนกลับไปสู่รุ่นปู่ยาตายายพ่อแม่ของหลายท่านจะทราบดีว่า รัฐวิสาหกิจของไทยมีอำนาจกำหนดราคาใช้บริการตามใจชอบ เมื่อไรก็ได้ โดยแค่อ้างเหตุผลว่า เพื่อความเหมาะสม และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้พรรคการเมืองของตนได้ง่าย

รัฐวิสาหกิจหนึ่งซึ่งถือเป็นตัวอย่างแห่งความอดสูใจที่คนไทยในอดีตไม่เคยลืม คือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผูกขาดเรื่องโทรศัพท์ทั้งประเทศมาเกือบร้อยปี ไม่ว่าประเทศจะเจริญหรือถดถอย ใครขอโทรศัพท์จะได้รับคำตอบอย่างเดียว คือ รอคู่สายก่อน ขยายแล้วจะแจ้งให้ทราบ บางบริษัทหรือบางคนต้องรอโทรศัพท์หนึ่งเครื่องด้วยเวลา 9 ปี ทำให้เกิดธุรกิจมืดในการซื้อขายคู่สายด้วยราคาหลายหมื่นบาทต่อหนึ่งหมายเลข สาเหตุที่พวกเขาต้องยอมทุ่มเทเงินทองเพื่อซื้อหมายเลข คือ ธุรกิจหรือการติดต่อของบุคคลจะเกิดขึ้นหรือดำเนินต่อไปไม่ได้ถ้าขาดโทรศัพท์ ส่วนคนที่ขายหมายเลขล้วนเป็นบุคลากรในองค์การฯซึ่งเปลี่ยนสถานภาพการเงินกันง่ายๆ เป็นเศรษฐีย่อยๆในเวลาไม่กี่เดือน มันจึงเป็นรัฐวิสาหกิจไทยระดับต้นที่คนอยากเข้าเป็นพนักงานมากที่สุดในสมัยนั้น องค์การฯนี้ได้รับงบประมาณสูงต่อเนื่องทุกปีด้วยข้ออ้างว่า จะใช้ขยายคู่สาย แต่เกือบร้อยปีประชาชนก็ไม่เคยใช้สะดวกใจเลยด้วยข้ออ้างว่า ขาดคู่สาย แต่มีเงินใต้โต๊ะ คู่สายก็มารอหน้าบ้านแล้ว ความอัดอั้นใจสั่งสมกันมานานในกลุ่มประชาชนจนกระทั่งนักการเมืองยุคหนึ่งเปลี่ยนแปลงองค์การฯนี้เพื่อจุดประสงค์เดียว คือ โทรศัพท์ต้องมีสนองความต้องการของประชาชนอย่างเพียงพอและส่งเสริมบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น แต่ไม่ให้องค์การฯเสียหายจากรายได้มากนัก โดยขายสัมปทานทำโทรศัพท์ส่วนหนึ่งให้เอกชน ส่วนองค์การฯทำโทรศัพท์เองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็นั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชน บทพิสูจน์ข้ออ้างในอดีตขององค์การฯนี้เห็นชัดแค่หนึ่งปีที่เอกชนได้รับสัมปทานโทรศัพท์ด้วยการสร้างคู่สายและโครงข่ายต่างๆเองตามหลักเกณฑ์เดียวกับขององค์การฯ เขาทำโปรโมชั่นให้ประชาชนติดตั้งโทรศัพท์และแถมเครื่องแฟกซ์ นอกจากนั้นยังรับประกันติดตั้งรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องรอสิบปี ค่าติดตั้งก็ถูกกว่าขององค์การฯ ประชาชนมีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อการขอหมายเลขใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน แทนที่จะเป็น 10 ปีเหมือนที่พ่อแม่เคยพบเจอจากงานบริการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

การขยายหมายเลขของเอกชนพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งเลขหมายแทบไม่พอติดตั้ง จึงต้องขอแบ่งเลขหมายที่อยู่ในครอบครองขององค์การฯมาจัดสรรใช้งานกัน ส่วนเลขหมายขององค์การฯไม่อยู่ในความสนใจของประชาชนอีกเพราะยังติดระเบียบราชการและระยะเวลายาวนานมาก แล้วยังมีการเรียกเงินใต้โต๊ะเพราะเคยชินอยู่ การซื้อขายเลขหมายใต้โต๊ะที่เจ้าหน้าที่บางคนเคยได้รับในอดีตถูกกำจัดหมดสิ้นเพราะวิธีทำงานของเอกชน อันเป็นกลไกการตลาดเบื้องต้นที่ใครมีความสามารถทำ ก็ทำไป คนซื้อก็เลือกซื้อตามใจชอบ ราคาใช้บริการครั้งละ 3 บาท ซึ่งเมื่ออดีตองค์การฯเคยขอขึ้นราคาเป็นครั้งละ 5 บาทก่อนมีการให้สัมปทานแก่เอกชนด้วยข้ออ้างว่าต้นทุนสูงทั้งที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสูงขึ้นทุกปี องค์การฯหรือบริษัททีโอทีในปัจจุบันและบริษัทเอกชนต่างได้กำไรกันถ้วนหน้าโดยไม่ต้องขึ้นราคาด้วยค่าใช้บริการครั้งละ 3 บาทเท่านั้น ส่วนบริษัททีโอทีเพิ่งรู้สึกตัวว่าการนั่งกินค่าสัมปทานอย่างเดียวเป็นการเสียรู้แก่เอกชน เพราะการที่ประชาชนเลือกใช้โทรศัพท์จากการติดตั้งของเอกชนสร้างรายได้เสริมที่คิดไม่ทันไว้ คือ เอกชนเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้วพักไว้ก่อนนำส่วนแบ่งให้เจ้าของสัมปทาน เขาสามารถนำเงินจำนวนนั้นไปสร้างรายได้ก่อน ขณะที่บริษัททีโอทีต้องนั่งรอส่วนแบ่งจากเอกชนตามวันเวลาที่ตกลงกันไว้ แล้วโทรศัพท์ในโควต้าของตนก็ไม่มีประชาชนให้ความสนใจทำให้รายได้ลดลงเรื่อยๆ สภาพกลายเป็นว่าประชาชนใช้โทรศัพท์ของเอกชนเป็นหลัก รายได้ไหลเข้าเอกชนต่อเนื่อง แม้ค่าติดตั้งลดลงจากอดีตและมีของแถมแจก เอกชนก็ยังไม่เคยบอกว่ากิจการขาดทุน ทั้งนี้เพราะโทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตคนและกิจการไปแล้ว ถ้าบริษัทใดครองใจผู้ใช้ก็จะมีรายได้ต่อเนื่องและแทบไม่มีใครยกเลิกใช้เลขหมายกัน แถมลูกค้าของบริษัททีโอทีเดิมพอใจกับบริการและสิ่งจูงใจของเอกชนก็ยอมเปลี่ยนเลขหมายไปใช้ของเอกชนด้วย เมื่อบริษัททีโอทีรู้สึกตัวว่าเสียเปรียบทางการค้าให้แก่เอกชนทั้งที่มีปัจจัยดีและมีลูกค้าดั้งเดิมมาก่อนจำนวนมาก มันก็สายเกินไปแล้วเพราะตลาดโทรศัพท์เริ่มอิ่มตัวจากการทำงานเชิงรุกของเอกชน การสูญเสียลูกค้าดั้งเดิมไปเกือบทั้งหมด บริษัททีโอทีในวันนี้จึงต้องกอดเลขหมายในโควต้าของตนอย่างเดียวดายและนั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชนที่แบ่งปันให้ตามข้อตกลงเท่านั้น วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรรุ่นต่อมายังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะยังมีความเป็นราชการสูงที่นั่งรอรับประโยชน์มากกว่าทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างรายได้ให้องค์กรและสังคมควบคู่กันไป นี่เป็นสภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อสาธารณประโยชน์แห่งหนึ่งซึ่งมีเอกชนทำงานประเภทเดียวกันเปรียบเทียบกันได้และพิสูจน์หลายบทเรียนผ่านกาลเวลาให้คนไทยสัมผัสกันหลายชั่วอายุคนแล้วว่า การนอนรับเงินสัมปทานเฉยๆกับการทำมาหากินเองซึ่งอาจสร้างผลกำไรสูงจากศักยภาพของตนได้มากขึ้น อย่างไหนจะสร้างประโยชน์ให้องค์กรมากกว่ากัน

แนวคิดการแปลงบางรัฐวิสาหกิจให้เลี้ยงตัวเองได้โดยใช้ศักยภาพขององค์กรกับประโยชน์ของแนวคิดตลาดเสรีเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด คือ ค่าบริการเป็นธรรม กับ การใช้บริการอย่างเสมอภาค จึงเริ่มดำเนินการในหลายสิบปีที่ผ่านมาเนื่องเพราะงบประมาณของรัฐบาลมีจำกัดจะให้แบกรับภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายในทุกรัฐวิสาหกิจต่อไป ย่อมทำไม่ได้อีกแล้ว จึงมีนโยบายแยกประเภทรัฐวิสาหกิจออกเป็นหลายจุดประสงค์ เช่น เพื่อทำกำไรเลี้ยงตัวเองให้ได้ เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริงที่ต้องรับการอุดหนุนทั้งหมด เพื่อการศึกษากึ่งค้ากำไรกึ่งสาธารณะ เป็นต้น บริษัท ปตท. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจประเภททำกำไรเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการค้าขายน้ำมันและลงทุนหาแหล่งน้ำมัน รวมทั้งยังทำงานให้รัฐบาลในการคานอำนาจด้านราคาขายปลีกกับบริษัทเอกชนโดยใช้กลไกการตลาดเป็นหลัก มิใช่การใช้อำนาจผูกขาดกำหนดราคาน้ำมันตามอำเภอใจแล้วใช้เงินงบประมาณเผาผลาญน้ำมันเพื่อเอาใจประชาชนและรักษารัฐบาลให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปเหมือนในอดีต นอกจากนั้นยังสามารถนำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ไปลงทุนขุดหาน้ำมันหรือแหล่งพลังงานอื่นเพื่อมาใช้ในประเทศและขายต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินภาษีของชาติ แต่กลายเป็นผู้ต้องจ่ายภาษีให้ประเทศจำนวนสูงมากและช่วยรักษาประโยชน์ให้คนไทยทางอ้อมด้วย

หนึ่งปีที่ผ่านมาท่ามกลางการปฏิวัติล่าสุดนักเอ็น จี โอ กลุ่มหนึ่งมีแนวคิดโน้มเอียงขัดกับแนวคิดตลาดเสรีซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยมาช้านาน พวกเขาป้อนแนวคิดของตนเข้าสมองของคนไทยว่า ต้องยึดรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพไปทำมาหากินแบบเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ ด้วยข้ออ้างว่าจะเสียเอกราชของชาติหรือจะใช้ของแพง จึงควรควบคุมราคาโดยรัฐ หรือเป็นการขายชาติ พวกเขาต้องการยึดบริษัทอสมท. บริษัท ไอทีวี  (กิจการสื่อสาร) บริษัท ปตท. บริษัท ทีโอที กลับคืนมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้งและรับเงินงบประมาณอย่างเดียว ไม่ต้องทำมาค้าขายแข่งกับเอกชน แต่ให้ผูกขาดงานทั้งหมดไว้โดยรัฐ หยุดยั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมิให้หาทุนทำกิจการจากตลาดหลักทรัพย์ ทำให้การพัฒนาองค์กรหยุดยั้งไปเพราะขาดเงินทุน เนื่องจากรัฐบาลประสบปัญหาการเงินอย่างมากจึงไม่อาจสนับสนุนเงินจำนวนมหาศาลได้และไม่ต้องการก่อหนี้สินเพิ่มในเวลาข้าวยากหมากแพง หากคิดทบทวนอย่างมีสติจะเห็นว่า การขอไฟฟ้าของเอกชนทำได้ลำบากมาก มีขั้นตอนหยุมหยิม การติดตั้งตรวจสอบล่าช้ามาก ส่งผลต่อการพัฒนากิจการและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอันเป็นผลจากระบบราชการ บางครั้งเอกชนจำต้องใช้กำลังภายในและเงินพิเศษเพื่อให้เรื่องไฟฟ้าผ่านพ้นโดยเร็วและเปิดกิจการได้ ถือเป็นวงจรปกติที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจไทยมานานและเป็นที่รู้กันดี แต่มักไม่ยอมรับความจริงกัน แม้แต่พวกเอ็น จี โอ บางคนก็ไม่กล้าเอ่ยถึงความจริงเรื่องนี้ว่ามันมีสภาพคล้ายกับองค์การโทรศัพท์ในอดีตมากขึ้นทุกวัน การขึ้นราคาค่าไฟที่รัฐวิสาหกิจคิดคำนวณกันเองโดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชน ทั้งที่พื้นฐานการผลิตไฟฟ้าล้วนมาจากแผ่นดินไทยที่คนไทยเป็นเจ้าของและยังได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของคนไทยจำนวนมาก แต่ไม่เคยมีส่วนรับรู้ต้นทุนแท้จริงของค่าไฟเลย นอกจากนั้น ความผูกขาดเรื่องไฟฟ้าเพียงเจ้าเดียวทำให้สามารถขึ้นราคาค่าไฟตามอำเภอใจ ประชาชนไร้ทางเลือกในการใช้บริการที่ให้ราคาเป็นธรรมได้ ถ้ามองไปทางประเทศตะวันตกจะเห็นเสรีภาพด้านการตลาดของการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและของรัฐ ทำให้ราคาเกิดความสมดุลย์และเป็นธรรมตามหลักการตลาดพื้นฐาน เมื่อมีสินค้ามาก คนซื้อมีสิทธิ์เลือกเต็มที่ ราคาจะไม่มีวันสูงขึ้นตามอำเภอใจ โดยอยู่ในกติกาที่รัฐกำหนดไว้ ตัวอย่างขององค์การโทรศัพท์น่าจะเป็นบทเรียนชี้ให้เห็นประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนได้รับอย่างชัดเจนเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองไปสู่การแข่งขันการตลาดระหว่างรัฐและเอกชน ประชาชนมีโทรศัพท์ใช้ทุกครัวเรือนในราคาเป็นธรรม เหตุไฉนประชาชนจะเลือกใช้ไฟฟ้าของเอกชนหรือของรัฐ ภายใต้กติกาการตลาดเป็นธรรมโดยรัฐไม่ได้ ความรักชาติมิได้มาจากการยึดทุกกิจการที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้สอยเป็นของรัฐ จึงถือว่ารักชาติ แต่มันเป็นการคลั่งชาติอย่างขาดสติและไม่เห็นแก่ประโยชน์หรือความทุกข์ของประชาชนอย่างแท้จริง

การผูกขาดผลประโยชน์โดยรัฐทั้งหมดเป็นบ่อเกิดแห่งความล่มสลายของรัฐ เพราะประชาชนจะถูกบีบคั้นจากคนของรัฐเพื่อแลกผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อความอัดอั้นใจสั่งสมนานปีจักต้องระเบิดสักวันหนึ่ง หลายประเทศทางยุโรปและอเมริกาเคยมีประวัติศาสตร์ให้อ่านกันแล้ว จึงมีการพัฒนาแนวคิดใหม่ขึ้นเพื่อให้กิจการของรัฐมีขนาดเล็กลง แต่มากประสิทธิภาพในการควบคุมกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับสาธารณประโยชน์ ดังเช่น รถไฟ รถโดยสารสาธารณะ การไฟฟ้า โทรศัพท์ การผลิตน้ำ เป็นต้น รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้การแข่งขันในกิจการเหล่านี้อยู่ในกติกา ระเบียบ ของกฎหมาย และต้องไม่บิดเบือนการตลาด ประชาชนสามารถใช้บริการสาธารณะเหล่านั้นด้วยราคาเป็นธรรม ไม่จำเป็นที่รัฐต้องเป็นเจ้าของกิจการหรือแจกเงินภาษีของชาติอุดหนุนก็ได้ แต่ประชาชนได้รับความสุขสบายและความสะดวกกับบริการเหล่านั้น ขณะที่การผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไทยในกิจการ รถไฟ รถโดยสาร การไฟฟ้า การผลิตน้ำ สร้างความลำบากแก่ประชาชนในการใช้บริการและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนให้กิจการดำเนินต่อไปพร้อมกับแบกหนี้สินไว้โดยไม่มีสิทธิ์รับรู้ต้นทุนดำเนินงานของหน่วยงานเหล่านั้นเลย เมื่อใดที่จะขึ้นราคา ก็แจ้งแค่เหตุผลเดียว คือ ต้นทุนบริหารสูง จะให้คนใช้บริการเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ถามว่าตัวเลขต้นทุนมาจากไหน  ขาดทุนหรือกำไรแค่ไหน ทั้งที่บางทีอาจเป็นแค่กำไรน้อยลงก็แจ้งเพียงว่า ขาดทุนแล้ว แต่เพื่อรักษาตำแหน่งผู้บริหารไว้ จึงต้องรักษาตัวเลขรายได้ให้สูงมากที่สุด จึงเลือกเพิ่มราคาเท่านั้น แต่ประชาชนไม่มีทางรู้เหตุผลลึกๆนี้ได้เลยเพราะไม่มีโอกาสเห็นงบการเงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แต่เราสามารถดูงบการเงินของเอกชนได้ทุกปีเพราะกฎหมายกำหนดให้เปิดเผยต่อสาธารณชน

โทรศัพท์ น้ำ ไฟ ถนน พลังงานต่างๆ งานไอที เป็นรากฐานความเจริญของประเทศ ถ้าขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือทำเชื่องช้า จักส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตามหลักตลาดเสรีนั้นการมีผู้ผลิตหลายรายจักส่งผลด้านดีแก่ประชาชนในการเลือกใช้บริการ ค่าบริการ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาของรัฐที่ยืนบนพื้นฐานการค้าอย่างเป็นธรรม สภาพเสือนอนกินที่รัฐวิสาหกิจนำทรัพยากรชาติหรือทรัพย์สินของตนออกหาประโยชน์ แต่ยังรับเงินอุดหนุนจากเงินภาษีและประชาชนต้องจ่ายค่าใช้บริการแก่หน่วยงานนั้นอีก หลายหน่วยงานสร้างกำไรผูกขาดต่อเนื่องจนเคยชิน จึงขาดการพัฒนาอย่างแท้จริง รัฐต้องเพิ่มเงินอุดหนุนทุกปี สิ่งที่ได้รับจากอดีต คือ ความไม่สะดวกและบริการเชื่องช้าจากหน่วยงานทำให้เศรษฐกิจของไทยถูกถ่วงเวลาให้เจริญช้าลง ทั้งที่ศักยภาพของไทยมีสูงกว่าหลายชาติ แต่กลับพัฒนาช้ากว่าเวียดนามหรือมาเลเซีย ยุคปัจจุบันนี้รัฐวิสาหกิจควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากเสือนอนกินไม่ต้องทำมาหากินเองไปสู่การแข่งขันในตลาดเสรีร่วมกับเอกชนเพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นและความสามารถแท้จริงของบุคลากรในการทำงานเพื่อความเจริญขององค์กร แล้วยังเพิ่มหน้าที่พิเศษเพื่อสาธารณชน คือ การสร้างสมดุลย์ราคาให้เป็นธรรมต่อประชาชนโดยใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจที่มีรากฐานเข้มแข็งเป็นหลักเพื่อมิให้เอกชนผูกขาดราคาบริการไว้จนสร้างความเสียหายแก่สังคม แต่มิใช่รัฐวิสาหกิจผูกขาดไว้ฝ่ายเดียว สรุปคือ รัฐวิสาหกิจต้องมีหลายบทบาท คือ ทำมาค้าขายหากำไรเพื่อเสียภาษีให้รัฐ เลี้ยงดูตัวเองหรือลดการอุดหนุนจากภาษีของคนไทย และรักษาตลาดการค้าเป็นธรรมในฐานะตัวแทนประชาชนด้วย

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาจากการเป็นตลาดเสรีภายใต้กฎหมายบ้านเมือง การยึดกิจการที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจมาก่อนให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิม ถือเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองและไม่มองความเป็นจริงทางสังคมหรือโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การยืนหยัดอยู่กับอดีตนับร้อยปีเท่ากับพาประเทศถอยกลับไปในจุดเดิมที่ล้าหลัง วันนี้โลกไซเบอร์ที่คนติดต่อกันได้ด้วยการคลิกนิ้วเดียว การให้รัฐวิสาหกิจทำงานอยู่ในระบบการตลาดเสรีมากกว่านั่งรับเงินสัมปทานจากเอกชนอย่างเดียว ย่อมให้ประโยชน์แก่ประชาชนในการเลือกสินค้าใช้สอยในชีวิต อีกอย่างหนึ่ง ช่วยกำจัดเงินใต้โต๊ะซึ่งมีมายาวนานได้ประสิทธิภาพที่สุด ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับองค์การโทรศัพท์ในอดีต การยึดกิจการสนองหลักคิดส่วนตัวของคนกลุ่มหนึ่ง กับ หลักตลาดเสรีภายใต้กติกาดูแลของรัฐสนองประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลเป็นเพียงผู้ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างคู่แข่งทางการค้า จักช่วยลดภาระการเงินจากภาษีของประชาชนได้มากกว่ายึดกิจการมาทำเอง แล้วขูดรีดเงินใต้โต๊ะจากคนที่ต้องการใช้บริการเหล่านั้น เงินที่รัฐได้รับจากการจ่ายภาษีของกิจการน่าภูมิใจมากกว่าและมิใช่เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเจ้าหน้าที่หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่กลายเป็นเงินงบประมาณเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

 

*************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s