พันธมิตรกับการปฏิวัติครั้งใหม่

กลุ่มพันธมิตร กับ สัญญาณเตือนปฏิวัติครั้งใหม่

 

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาอันเป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้งซึ่งประเทศตะวันตกหรือบางชาติเอเชียบอยคอตไม่ติดต่อการค้ากับไทย และ ความเชื่องช้ากับอ่อนด้อยฝีมือบริหารประเทศจากอดีตข้าราชการเกษียณและสูงวัย อีกทั้งคณะปฏิวัติมุ่งเน้นกำจัดรัฐบาลเดิมเป็นหลัก ทำให้เกิดความยากเข็ญในหมู่ประชาชนที่ไม่กล้าแจ้งแถลงไขหรืออ้อนวอนต่อรัฐบาลเผด็จการ จึงต้องทนรับความทุกข์ไว้ เมื่อได้รัฐบาลเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งคณะปฏิวัติเป็นผู้ร่างใช้บังคับกับคนไทย จึงเป็นความหวังที่จะได้ทำงานขจัดเหตุแห่งทุกข์ของคนไทย ขั้นตอนการแต่งตั้งรัฐบาลใช้เวลานานพอควร จึงเพิ่งเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่และเริ่มการทำงานอย่างเป็นทางการได้ไม่ถึงสองเดือนสมบูรณ์ สัญญาณเตือนการปฏิวัติครั้งใหม่ก็ดังขึ้นแล้ว

หากมองย้อนกลับไปก่อนการปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 และทบทวนอย่างมีสติแล้ว จักพบสัญญาณเตือนการปฏิวัติดังมาก่อน แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย มันมิใช่มาจากรัฐบาลสมัยนั้นมีความประพฤติตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรใช้วาทะศิลป์ยัดเยียดข้อกล่าวหาให้รัฐบาลแล้วเรียกร้องให้ประชาชนมาเดินขับไล่ข้างถนนโดยสื่อมวลชนไทยร่วมมือกันปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลมิให้ประชาชนรับทราบหรือที่เรียกว่า เป่าหูจากทุกสื่อซึ่งเวลานั้นไม่ชอบรัฐบาลที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือความนอบน้อมสื่อมวลชนอย่างที่ตนต้องการ ขัดขวางการบริหารประเทศซึ่งในขณะนั้นยังมีเศรษฐกิจดี แล้วประกาศเชิญชวนให้ทหารปฏิวัติบ่อยครั้ง ทั้งที่ตนใช้ชื่อพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย แต่กลับเรียกร้องอำนาจเผด็จการและไม่ยอมใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาโดยอ้างว่าหลายหน่วยงานถูกครอบงำโดยรัฐบาล แต่ไม่ยอมเอ่ยถึงอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอิสระและมีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมโดยไม่เคยถูกแทรกแซงเลย นอกจากนั้นนักวิชาการบางคนให้ข้อมูลบิดเบือนโดยแทรกอารมณ์ส่วนตัวอย่างไร้จรรยาบรรณ ทั้งที่ความเห็นหรือมุมมองทางวิชาการต่อปัญหาหนึ่งอาจแตกต่างกันได้ เมื่อรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับตนก็พาลใช้โอกาสซ้ำเติมเพื่อสั่นคลอนรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

เมื่อทหารส่องปืนข่มขู่ประชาชนให้ยอมรับการปฏิวัติและไล่กำจัดสมาชิกรัฐบาลเดิมหรือผู้ให้การสนับสนุนพรรครัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม บรรดานักวิชาการที่อ้างตนเป็นนักประชาธิปไตยหรือกลุ่มพันธมิตรที่แต่งชื่อให้เกี่ยวโยงกับประชาธิปไตยกลับนิ่งเฉย ยังแถลงยุติบทบาทที่อ้างว่าเฝ้าแผ่นดินให้เป็นประชาธิปไตย บางคนยังได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระหรือสภาการเมืองหรือรัฐบาลเผด็จการภายใต้ร่มเงาปฏิวัติอีกด้วย อันที่จริงหลักประชาธิปไตยพื้นฐาน คือ รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่คนในกลุ่มดังกล่าวแสดงพฤติกรรมแตกต่างจากอุดมการณ์ที่พร่ำบอกประชาชนเพื่อให้หลงใหลและเชื่อฟังพวกเขาว่าทำเพื่อประชาธิปไตย แต่กรรมหรือการกระทำบอกเจตนาที่แอบแฝงไว้ ถ้าสังเกตให้ดีจักเห็นว่าพวกเขากำลังเริ่มต้นการปฏิวัติครั้งใหม่ด้วยข้ออ้างเดิมว่า รัฐบาลใหม่ คือ อำนาจเดิมที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งที่เจ้านายของพวกเขาได้จำกัดสิทธิ์และบทบาทของสมาชิกรัฐบาลเดิมนับร้อยกว่าคนโดยอาศัยอำนาจตุลาการไปแล้ว บุคคลในรัฐบาลใหม่ล้วนมาจากคนรุ่นใหม่ที่หลายคนแทบไม่เคยทำงานบริหารประเทศมาก่อน อีกทั้งเพิ่งเริ่มต้นทำงานได้ไม่ถึงสองเดือน ก็ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มอำนาจเดิมที่ต้องถูกกำจัดโดยเร็ว แล้วเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเดินข้างถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้านเกี่ยวกับราคาสินค้า ราคาน้ำมัน การวางแผนสร้างโครงข่ายคมนาคมที่ยังอยู่ในกระดาษ

ส่วนข้อกล่าวหาว่าโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐโดยเอื้อประโยชน์ทางคดีความต่อสมาชิกรัฐบาลเดิม พวกเขาพูดต่อสาธารณชนแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่คดีความไปสู่ศาลแล้วซึ่งอำนาจตุลาการยังเป็นอิสระ รัฐบาลใหม่ไม่มีทางก้าวก่ายได้กลับไม่เอ่ยถึงเลยเพราะข้อมูลส่วนนี้จะทำให้ขาดพลังยุแหย่ เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งถูกย้ายไปล้วนทำหลังจากแจ้งความเห็นเกี่ยวกับผลเลือกตั้งและพ้นหน้าที่ของเขาแล้ว แต่ไม่มีใครพูดในแง่นี้ให้ประชาชนรับทราบ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการขัดขวางการแสดงความเห็นของคนไทยบางกลุ่มอันขัดต่อหลักประชาธิปไตยถูกย้ายเพื่อมิให้แสดงพฤติกรรมเดิมอีก พวกเขาบอกเน้นข้อกล่าวหาการโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นธรรม แต่ไม่เล่าให้หมด เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนที่รับฟังข้อมูลมีโอกาสคิดพิจารณาด้วยสติ แต่อยากให้เชื่อฟังพวกเขาอย่างเดียว คือ มีสมอง แต่ไม่ควรคิด แค่เชื่อฟังเท่านั้น หลังการปฏิวัติมีการย้ายเจ้าหน้าที่รัฐในหลายหน่วยงานด้วยข้ออ้างเพื่อความเหมาะสม ทั้งที่เหตุผลแท้จริง คือ ต้องการกำจัดเจ้าหน้าที่เดิมที่เคยสนองนโยบายของรัฐบาลเดิมด้วยจิตหวาดระแวง แต่กลุ่มพันธมิตรและนักวิชาการบางคนไม่เคยต่อสู้เพื่อเขาเหล่านั้นซึ่งทำงานตามหน้าที่เท่านั้น พวกเขานิ่งเฉยและปล่อยให้มีการโยกย้ายด้วยอำนาจเผด็จการ แม้แต่สื่อมวลชนก็ไม่เอ่ยถึงความเป็นธรรมที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นควรได้รับ ทั้งนี้เพราะหวั่นกลัวอำนาจคณะปฏิวัติหรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งเริ่มเปลี่ยนสลับเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลเดียวกันคือต้องการให้ทำงานสนองนโยบายของตนโดยไม่ต้องเคลือบแคลงใจว่าจะถูกแทงข้างหลังจากตัวแทนคณะปฏิวัติ พวกเขารุมกันโจมตีและอ้างเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อใช้สติไตร่ตรองและคิดทบทวนพฤติกรรมในอดีตกับวันนี้จะเห็นความแตกต่างและคล้ายคลึงกันได้

การใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ แต่การใช้สิทธิ์เสรีภาพที่ขาดเหตุผลอันควรซึ่งเกิดจากคำพูดยุแยงเป่าหูด้วยข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือดัดแปลงไป ก่อเรื่องเดือดร้อนแก่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งกำลังต่อสู้กับภาวะข้าวยากหมากแพงด้วยการล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เพิ่งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาให้ประชาชน พยายามสร้างชนวนเหตุให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้งด้วยการใส่สารพัดข้อกล่าวหาให้รัฐบาลใหม่ หลังจากพรรคพวกของตนพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งล่าสุด มันบ่งบอกเจตนาร้ายต่อแผ่นดินของคนไทย มิใช่ยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ถือเป็นตัวแทนคณะปฏิวัติซึ่งมุ่งทำลายประชาธิปไตยของคนไทย ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรครั้งใหม่ที่เรียกร้องให้ประชาชนประท้วงขับไล่รัฐบาลใหม่เริ่มซ้ำรอยปีพ.ศ. 2549ไปตามลำดับเดิม อีกไม่นานจะได้ยินการเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องเกิดขึ้นหลังการปลุกระดมอารมณ์คนสักพัก ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะทำงานดีหรือเลว มันเป็นภารกิจของคนกลุ่มนี้ในการจุดชนวนสร้างเหตุผลให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้ง ประเทศไทยจะเดินไม่พ้นความมืด ถ้าคนไทยขาดสติและตกเป็นเหยื่อการปลุกระดมโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งอีก จักนำพาความทุกข์ยากและชีวิตลำเค็ญให้คนไทยมากหลาย มันเป็นการสร้างบาปให้แผ่นดินร่วมกับกลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งแขวนป้ายว่ารักชาติ แต่มีจิตใจอำมหิตทำร้ายประชาธิปไตยและยึดเสรีภาพของคนไทยด้วยการสนับสนุนการปฏิวัติเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องโดยใช้แค่ลมปากพ่นเป่าหูคนอื่น สมาชิกบางคนในกลุ่มมีเงินทองไปเที่ยวต่างประเทศเดือนละหลายครั้ง ดื่มเหล้าชั้นดี สูบไปป์มีระดับ ไม่มีวันตกงาน ไม่ต้องพะวงกับราคาน้ำมันแพงแม้มีรถหรูใช้งานทุกวัน บางคนเป็นคนล้มละลาย แต่มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือโดยไม่ต้องทำงาน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์กับภาวะข้าวยากหมากแพงหรือตกงาน

แหล่งเงินทุนในการจัดกิจกรรมประท้วงไล่รัฐบาลเป็นสิ่งที่น่ากังขาอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะจัดงานใด ล้วนต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ถ้าบอกว่ามาจากมูลนิธิ ก็ต้องค้นให้ลึกว่าทำประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร เงินบริจาคมาจากแหล่งใด ผู้บริหารมูลนิธิมีความน่าไว้วางใจเพียงใด มันจะช่วยให้มองเห็นความน่าเชื่อถือหรือจุดประสงค์ของแหล่งเงินทุนได้ คนไทยควรรักษาประชาธิปไตยด้วยการใช้สติรับฟังข้อมูลข่าวสารรอบด้าน และไม่ควรเชื่อถือสื่อมวลชนทุกแขนง แต่คัดกรองพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเพื่อเห็นเจตนาซ่อนแฝงและมิให้ตกเป็นเหยื่อโง่ทำลายความสงบสุขของแผ่นดินบ้านเกิดที่กำลังบอบช้ำจากการปฏิวัติหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา จงระวังอย่าให้ประวัติศาสตร์อัปยศเกิดขึ้นซ้ำรอย เมื่อสัญญาณปฏิวัติดังเรียกร้องมาจากกลุ่มพันธมิตรซึ่งถือได้ว่าเป็นร่างทรงหรือตัวแทนคณะปฏิวัติที่จำต้องหมดอำนาจไปเพราะรัฐธรรมนูญของตัวเอง แต่พร้อมจะฟื้นชีพเมื่อมีชนวนเหตุให้เป็นข้ออ้างเคลื่อนทหารพร้อมอาวุธออกเริงร่าอีกครั้ง ตอนนี้คนไทยมีเสรีภาพจะเลือกว่า อยากกลับไปอยู่ในเงามืดหรือเดินตามแสงสว่างไปสู่โลกภายนอก ลองใช้สติปัญญาไหวพริบคิดพิจารณาอย่างมีเหตุผลว่า รัฐบาลใหม่ควรมีเวลาทำงานแท้จริงมากกว่านี้หรือไม่ การปรับย้ายบุคลากรเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาชาติและลดความหวาดระแวงใจกัน ถือเป็นเหตุผลอันควรเพียงใดเมื่อเทียบกับการทำงานของคนทั่วไปในองค์กรต่างๆ ก่อนจะเชื่อฟังคำสั่งขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจปฏิวัติที่ไม่อยากจากเวทีการเมืองซึ่งกลิ่นอำนาจหอมหวลอย่างยิ่ง แต่รังเกียจการคัดสรรหรือเลือกตั้งจากประชาชนซึ่งถือเป็นความมักง่ายราคาแพงที่มีสิทธิเสรีภาพของคนไทยเป็นเดิมพัน

 

***************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s