คุณค่าของเศษสตางค์ไทย

เศษสตางค์ไทย

เขียนโดย  แก้วมณี

 

ประเทศไทยมีการใช้ธนบัตร 1000 บาท 500 บาท 100 บาท 50 บาท 20 บาท 10 บาท เงินเหรียญก็มี 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท เงินสตางค์ที่ใช้กันได้ คือ 75 สตางค์ 50 สตางค์ 25 สตางค์ เราจะเห็นเงินสตางค์ที่ไม่ตรงกับเงินหลักซึ่งใช้ในตลาดเงินปรากฏในใบเรียกเก็บเงินของบัตรเครดิต ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ แต่เมื่อจ่ายเงินจริง เราจะถูกปัดเศษสตางค์ให้กลายเป็นเงินบาทไปทุกครั้ง ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า การปัดเศษของการชำระบัตรเครดิตจะนำไปหักกับหนี้คราวต่อไปได้ เช่น หนี้เรียกเก็บ 102.66 บาท หากจ่าย 102.75 บาท ส่วนต่าง 0.09 บาท จะถูกหักกับหนี้คราวต่อไปทำให้เราจ่ายเงินน้อยลง เป็นต้น แต่การปัดเศษในการชำระค่าสาธารณูปโภคของรัฐนั้น จะไม่ส่งผลต่อการลดหนี้คราวต่อไป แล้วเศษสตางค์เหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน มันกลายเป็นคำถามคาใจมานานว่าหลักปัดเศษที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เศษสตางค์เหล่านั้นควรไปอยู่ในกระเป๋าของใคร จึงเป็นความถูกต้องชอบธรรมที่สุด

ในประเทศตะวันตกยังมีการใช้เงินเหรียญอย่างกว้างขวาง และเงินเหรียญเหล่านี้ส่งผลต่อการขึ้นค่าครองชีพที่ไม่เร็วด้วย หากนำเงินบาทไปเปรียบกับเงินต่างประเทศอาจดูว่าของเขาสูงกว่าไทยมาก แต่ต้องมองให้ลึกด้วยว่ารายได้ต่อประชากรของเขาก็สูงเช่นกัน ถ้าพิจารณาให้ลึกขึ้นไปอีกจะสังเกตเห็นว่าราคาสินค้าของเขาขึ้นอย่างช้าๆและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค อันแตกต่างจากเมืองไทย ตัวอย่างเช่น ค่าแก๊สแบบ 15 ก.ก.ขึ้นถังละ 7 บาท ค่าไฟ ค่าน้ำ มักขึ้นเป็นเศษสตางค์ เช่น 2 สตางค์ 5 สตางค์ 8 สตางค์ เป็นต้น ถ้านำแก๊สหรือไฟฟ้าหรือน้ำไปหุงข้าวขายเป็นจานสัก 50 จาน แต่ละจานตักให้ลูกค้า 1 ทัพพี ขายจานละ 20 บาทต่อกับข้าวหนึ่งอย่าง พ่อค้าแม่ค้าขึ้นราคาเป็นจานละ 25 บาท อย่าลืมว่าอัตราเงินคือ 100 สตางค์เป็น 1 บาท และ มิได้ขายให้ลูกค้าแค่คนเดียว คงมองเห็นต้นทุนและกำไรซ่อนแฝงในจานข้าว ผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบเพราะการไม่ยอมใช้เศษสตางค์ทำให้ราคาข้าวต่อจานสูงเกินต้นทุนอย่างมาก การค้าขายแล้วเอากำไรเป็นเรื่องทั่วไปที่สังคมยอมรับกันได้เพราะมิใช่มูลนิธิที่ต้องแจกจ่ายเพื่อการกุศลอย่างเดียว ถ้ารัฐบาลสนใจต้นทุนแท้จริงของข้าวในจานและควบคุมให้ราคาเป็นธรรมอย่างแท้จริง คนไทยอาจไม่ต้องเห็นการขึ้นค่าอาหารทีละ 5 บาท 10 บาท แต่ควรเห็นขึ้นทีละ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 100 สตางค์ ตามต้นทุนเฉลี่ยแท้จริง ซึ่งจะไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินเหตุและพ่อค้าแม่ค้าได้รับกำไรอันชอบธรรม

สิ่งที่น่ากังขาในใจมาช้านานอีกอย่างหนึ่ง คือ การปัดเศษสตางค์ของค่าสาธารณูปโภค ซึ่งไม่มีการเผยแพร่หลักการปัดเศษที่ถูกต้องโดยทางราชการ ทำให้ตัวแทนเก็บเงินหรือธนาคารปัดเศษแตกต่างกันไปตามใจชอบ ขณะที่พวกเขานำส่งเงินให้หน่วยงานรัฐตรงตามเศษสตางค์ที่รัฐเรียกเก็บ แล้วเก็บเศษสตางค์ที่ประชาชนจ่ายเกินไว้กับบริษัทเอกชน ถือว่ามีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใดต่อประชาชน ส่วนใหญ่ถ้าผู้บริโภคไปจ่ายเงินสดที่เคาน์เตอร์ของหน่วยงานสาธารณูปโภคจะถูกปัดเศษขึ้นเป็นหนึ่งบาท แต่ไม่มีการหักลดเศษสตางค์ส่วนเกินไปลดหนี้คราวต่อไปให้ผู้บริโภคด้วย อันแตกต่างจากการจ่ายเศษสตางค์ส่วนเกินเมื่อชำระหนี้บัตรเครดิต จะถูกหักลดหนี้คราวต่อไปด้วย หน่วยงานรัฐมีอำนาจชอบธรรมจากกฎหมายใดในการเก็บเศษสตางค์ส่วนเกินของประชาชนไว้ และไม่อาจใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเศษสตางค์ทอนให้ เช่น 1 สตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์ เป็นต้น เนื่องเพราะหน่วยงานรัฐสามารถหักทอนทางบัญชีเพื่อประโยชน์อันเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคได้เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน ถ้าต้องการได้เศษสตางค์ส่วนเกินก็ควรมีกฎหมายรองรับ มิฉะนั้น ก็ไม่ต่างจากโจรลักทรัพย์ของประชาชน หลายคนจึงเลี่ยงไปจ่ายค่าสาธารณูปโภคโดยบัตรเครดิตเพราะจะตัดยอดหนี้ที่เศษสตางค์ตรงตามที่หน่วยงานเรียกชำระและไม่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ

เมื่อกฎหมายให้ใช้เศษสตางค์ในระบบการเงินได้ และหลายประเทศทางตะวันตกใช้มันควบคุมค่าครองชีพให้เป็นธรรมต่อประชาชน หน่วยงานรัฐของไทยควรสนับสนุนให้มีการใช้มันอย่างกว้างขวาง ควบคุมต้นทุนสินค้าตั้งแต่ระดับล่างถึงบนให้ตรงตามความเป็นจริงโดยไม่ละเลยเศษสตางค์ ประกาศหลักเกณฑ์ปัดเศษสตางค์เมื่อชำระเงินสดให้ทุกหน่วยงานรัฐถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อความเป็นธรรมของประชาชน ถ้าจะไม่คืนเศษสตางค์ที่ไม่มีเหรียญทอน ควรจะหักลดหนี้ในคราวต่อไป มิใช่เพิกเฉยและเก็บไว้เอง แต่ควรแจ้งด้วยว่าเงินส่วนที่ไม่คืนอยู่ที่ใครและจะนำไปทำอะไรเพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานภาพเงินของตน

การขโมยเงินเศษสตางค์เคยเป็นคดีความใหญ่โตและคาดไม่ถึงมาแล้วในอดีต เมื่อพนักงานธนาคารคนหนึ่งปัดเศษสตางค์ในบัญชีของลูกค้าเข้าบัญชีของตน แค่ไม่ถึงสามปีก็มีเงินในบัญชีมากกว่าหนึ่งล้านบาท ความร่ำรวยเกิดขึ้นอย่างง่ายๆและอยู่นอกสายตาของคน เพราะมันเป็นเพียงเศษสตางค์ที่หลายคนไม่ใส่ใจ คำถามหนึ่งเกิดขึ้น คือ เขาทำได้อย่างไร ? ขอยกตัวอย่างเช่น การปิดบัญชีโดยรับเงินสด ถ้าคิดดอกเบี้ยหรือหักภาษีแล้ว มักเกิดเศษสตางค์ที่ไม่มีเงินเหรียญทอนให้ลูกค้าได้ จึงมีการปัดเศษให้ต่ำลงเป็นเงินบาทแทน เช่น เงินจำนวนเต็ม คือ 1000.20 บาท ก็จะถูกปัดลงเหลือจ่ายให้ลูกค้าเพียง 1000 บาท ส่วน 20 สตางค์ถูกปัดเข้าบัญชีของพนักงานธนาคารคนนั้น เมื่อทำเช่นนี้กับหลายคนย่อมเป็นจำนวนเงินพอกทวีขึ้นรวมกันเป็นเงินล้านบาทได้ เป็นต้น เราแค่นั่งปัดเศษสตางค์ก็มีเงินใช้จ่ายสบายมากกว่าคนทำงานทั่วไปที่ต้องใช้ความเหนื่อยยากแลกเงินเสียอีก

หากรัฐบาลส่งเสริมคุณค่าของเศษสตางค์ คนไทยสนใจความสำคัญของเศษสตางค์เพิ่มขึ้น เชื่อว่า ค่าครองชีพย่อมชะลอการเพิ่มสูงขึ้นได้และใกล้เคียงกับต้นทุนแท้จริงของสินค้า คนไทยจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการค้าของเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐที่เพิกเฉยต่อเงินทอนและมันตกไปอยู่ในกระเป๋าของหน่วยงานนั้นอย่างไม่เป็นธรรม เราจักสังเกตเห็นการประกาศขึ้นค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าน้ำ ล้วนทำเป็นเศษสตางค์ที่ไม่มีเหรียญทอน แต่เมื่อคิดราคาสินค้ากับประชาชนกลับปัดเศษสตางค์ขึ้นเป็นเหรียญบาทเสมอ ลองคิดถึงเงินส่วนเกินที่รัฐเก็บไป ถ้าเงินจำนวนนั้นอยู่ในกระเป๋าของคนไทยและรวมเป็นหนึ่งร้อยสตางค์ก็เท่ากับคนไทยมีเงินหนึ่งบาทแล้ว เมื่อเก็บออมทับถมไปก็ซื้อข้าวประทังหิวได้ เราต้องไม่ลืมว่าเศษสตางค์ส่วนเกินนั้นคือ เงินของผู้บริโภค มิใช่ของหน่วยงานรัฐหรือบริษัทเอกชนหรือพ่อค้าแม่ค้าคนใดคนหนึ่ง

 

**************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s