คนไทยกับกลาโฆม

คนไทยคนหนึ่ง กับ กลาโหม

เขียนโดย  ลูกแก้ว

 

 

ผลการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 และเป็นการเลือกตั้งที่รัฐบาลซึ่งมาจากการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นผู้ดูแลสนามเลือกตั้งด้วยตัวเอง ในที่สุดคนไทยก็ได้ผู้นำรัฐบาลซึ่งต้องทำงานบริหารประเทศฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจตกต่ำอันเกิดจากการต่อต้านคณะปฏิวัติซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยชาติตะวันตกด้วยการไม่เจรจาการค้าหรือชะลอการให้สินเชื่อในการพัฒนาประเทศไว้ กอปรกับราคาน้ำมันโลกผันผวนและการบริหารประเทศทำอย่างเชื่องช้าเพราะทีมบริหารต่างเกษียณจากงานราชการเป็นหลักจึงเคยชินและยึดติดกับระบบงานเก่า โดยมุ่งเน้นกำจัดศัตรูการเมืองมากกว่าภาวะปากท้องของชาวบ้าน ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจมิได้ถูกแก้ไขอย่างทันกาล  การตกงานและการค้าขายทำได้น้อยลงเพราะคู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อไว้เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญไทย แม้จะตราขึ้นภายใต้อำนาจปฏิวัติก็ตาม ณ วันนี้การเมืองและเศรษฐกิจไทยสามารถดำเนินต่อไปได้หลังจากหยุดชะงักเป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงเป็นความหวังใหม่ของชาติในยามวิกฤต

การเลือกผู้นำกระทรวงต่างๆเป็นที่สนใจของประชาชนและนักข่าวอย่างมาก โดยเฉพาะกระทรวงที่มีกระแสข่าวค่อนข้างแรงมาก คือ กระทรวงกลาโหม เนื่องเพราะนายทหารชั้นสูงบางท่านซึ่งมีส่วนร่วมในการปฏิวัติหรืออยู่ในตำแหน่งใหญ่ของกระทรวงนี้ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ว่า ผู้นำคนต่อไปควรมาจากนายทหารด้วยกันเท่านั้นด้วยข้ออ้างว่าเข้าใจความต้องการของทหาร  มันจึงสร้างความคลางแคลงใจแก่ประชาชนคนไทยที่ไม่มียศทหารว่า อาจมีเหตุผลซ่อนเร้นที่นายทหารหรือกองทัพต้องการเลือกผู้นำองค์กรเอง อันถือเป็นการใช้อภิสิทธิ์เหนือกระทรวงอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ฝักใฝ่คณะปฏิวัติหรือมีส่วนร่วมในการทำลายรัฐธรรมนูญหรือระบอบประชาธิปไตยไม่สมควรเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง และ เหตุใดต้องสร้างแรงกดดันเมื่อผู้นำรัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลกระทรวงกลาโหมทั้งที่มิใช่ทหาร ในอดีตเคยมีนายกฯคนธรรมดา ไร้ยศทหาร ดูแลกระทรวงกลาโหมได้อย่างราบรื่นมาแล้ว แต่เหตุใดกลับต่อต้านหรือตั้งข้อรังเกียจความเป็นคนไทยไร้ยศทหารในฐานะผู้นำคนใหม่ที่ผ่านการเลือกตั้งซึ่งจะดูแลกองทัพด้วยตัวเองอย่างชัดเจน

ปกติกองทัพถือเป็นองค์กรที่มีวินัยสูงสุดและเคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้นอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ครอบครองอาวุธร้ายแรงมากที่สุดในประเทศ จึงเป็นองค์กรที่มีพลังอำนาจสูง แต่ความมีวินัยเคร่งครัดและมุ่งมั่นในวิชาชีพอันทรงเกียรติทำให้ทหารอยู่ในกรอบขอบเขตอันควรเสมอ ประวัติศาสตร์ของประเทศที่บันทึกไว้หลายครั้งผู้นำทหารบางคนเกิดความทะยานอยากและใฝ่สูงในอำนาจทางการเมืองโดยไม่ต้องการให้ประชาชนคัดเลือกหรือตรวจสอบตนตามระบอบประชาธิปไตย จึงใช้ความมีวินัยของทหารนำกองทัพเข้าแทรกแซงการเมืองด้วยการใช้อาวุธของกองทัพเพื่อสนองกิเลสตัณหาส่วนตัว พวกเขาไม่สนใจความทุกข์ยากของปวงชนที่เป็นผลพวงจากการปฏิวัติและความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง แค่ต้องการได้ใช้อำนาจสูงสุดหลังจากเบื่อหน่ายการรับบัญชาตามระดับสายงานทางกฎหมายในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง

นักการเมืองหรือทหารล้วนมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้ คือ ความเป็นคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน ต่างกันแค่ทำงานคนละวิชาชีพซึ่งมีลักษณะงานและความรับผิดชอบที่ไม่เหมือนกัน กองทัพหรือทหารมีหน้าที่ใช้ประสบการณ์และความรู้พิเศษปกป้องประเทศมิให้ศัตรูต่างชาติรุกรานเขตแดนด้วยกลยุทธทางทหารและอาวุธ ส่วนนักการเมืองใช้ความรู้ด้านบริหารจัดการเพื่อทำนุบำรุงชาติให้เข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร โดยจัดหาอาวุธทันสมัยและส่งเสริมความรู้ใหม่เพื่อพัฒนากองทัพ  ประชาชนต้องอยู่ดี มีสุข ถ้วนหน้า หากเปรียบเทียบให้มองเห็นชัดขึ้น คือ ทหาร เป็น ฝ่ายบู๊ ส่วนนักการเมือง คือ ฝ่ายบุ๋น ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันอย่างเข้มแข็ง บ้านเมืองจึงเจริญรุ่งเรืองได้ และ ขาดฝ่ายใดมิได้เช่นกัน

หลายประเทศในโลกตะวันตกหรือบางชาติในเอเชียผู้นำกระทรวงกลาโหมมาจากบุคคลธรรมดา มิได้มียศทางทหาร ก็สามารถบริหารกระทรวงให้เจริญรุ่งเรืองด้วยนโยบายความมั่นคงที่เหมาะสม ดูแลสวัสดิการทหารอย่างดี จัดงบประมาณซื้ออาวุธตามความต้องการของกองทัพ หน้าที่ของผู้นำกระทรวงกลาโหมเน้นด้านนโยบายเป็นหลัก มิใช่บัญชาการรบ และประสานงานกับรัฐบาลเพื่อการทำงานอย่างราบรื่นระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้ออกนโยบาย ดังนั้น จึงไม่มีหลักวิชาการใดที่บังคับว่า เจ้ากระทรวงกลาโหมต้องมาจากฝ่ายทหารเท่านั้น งานนโยบายเป็นเรื่องที่คนไทยคนใดก็สามารถทำงานนี้ได้ ถ้าทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนไปโดยมุ่งเน้นว่าทำงานเพื่อความเจริญของชาติบ้านเมือง มิใช่ใฝ่หาพวกเดียวกันเพื่อง่ายต่อการแบ่งปันผลประโยชน์ส่วนตัว ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาหลายยุคแล้ว คือ หลังการปฏิวัติทุกครั้งงานแรกที่ต้องทำ คือ การจัดซื้ออาวุธให้กองทัพซึ่งลือกันว่ามีผลประโยชน์นอกระบบแจกจ่ายแก่นายทหารอย่างทั่วถึงเพื่อเป็นบำเหน็จในการทำงานสำเร็จ ถ้าทหารยังมีวินัยเคร่งครัดและเคารพกฎหมายบ้านเมือง ก็ไม่ควรเลือกผู้นำกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง ทั้งที่กฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ แต่รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้นายกรัฐมนตรีต้องเลือกรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆเพื่อบริหารงาน ไม่มีข้อยกเว้นกับกระทรวงกลาโหม ดังคำพูดที่ว่า กองทัพเป็นของประชาชน มิใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ตัวแทนคนไทยจากการเลือกตั้งแม้ไร้ยศทหารย่อมมีสิทธิบริหารกระทรวงกลาโหมได้ การเกี่ยงและแบ่งแยกคนไทยธรรมดาคนหนึ่งกับนายทหารคนหนึ่งคล้ายกับการแบ่งชั้นวรรณะกัน น่าจะเป็นการก้าวล้ำเกินบทบาทหน้าที่ของทหารอันทรงเกียรติและเป็นสิ่งที่ทหารมิควรกระทำต่อคนไทย บ้านเมืองจะเข้มแข็งได้ด้วยความสามัคคี การเข้าใจและทำงานตามหน้าที่ของตนด้วยความสุจริต การข่มขู่หรือกดดันใดๆต่อตัวแทนประชาชนหรือการคิดปฏิวัติอีกครั้ง เมื่อไม่ได้สมปรารถนา เป็นเรื่องที่ทหารซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกันไม่ควรกระทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะท่ามกลางความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนที่ไม่ต้องการกลุ่มติดอาวุธบริหารประเทศอีกแล้ว

 

************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s