ดุลพินิจในหมอกควัน

ดุลพินิจในหมอกควัน

เขียนโดย  แก้วมณี

 

การเลือกตั้งทั่วไปภายใต้การควบคุมของหัวหน้าคณะปฏิวัติและทีมงานผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ทุกคนทราบความเห็นจากประชาชนว่าต้องการให้พรรคใดเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ คณะปฏิวัติ และ นักการเมืองบางกลุ่มทั้งโบราณและใหม่เอี่ยม กำลังใช้อิทธิพลทั้งในที่ลับและที่แจ้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่างทรง โดยไม่สนใจประชามติอันเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่รัฐบาลของคณะปฏิวัติเป็นผู้ออกกฎและดูแลการเลือกตั้งนั้น ซึ่งเท่ากับไม่ยอมรับกติกาของตนเองและความเห็นชอบจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คล้ายกับนักกีฬาที่แพ้ทั้งที่กรรมการพยายามช่วยแล้ว แต่ไม่ยอมรับผลแพ้และพยายามดั้นด้นแย่งรับเหรียญแห่งชัยชนะด้วยการผลักไสผู้ชนะตัวจริงให้พ้นแท่นไป อันมิใช่วิสัยนักกีฬาที่ดี คณะปฏิวัติเคยแจ้งจุดประสงค์ของการทำลายรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยว่า ต้องการให้สังคมมีศีลธรรมที่ดี จรรยาบรรณนักการเมืองอยู่ในขอบเขตอันควร บัดนี้ ผลการเลือกตั้งได้บอกคำตอบจากประชาชนแล้วว่า ต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้กติกาของคณะปฏิวัติอย่างไร การดิ้นรนผลักดันให้ผู้แพ้ขึ้นเป็นรัฐบาลด้วยสารพัดวิธีโดยอิทธิพลมืดของผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติและคณะปฏิวัติจักถือเป็นพฤติกรรมของผู้มีศีลธรรมสูงส่งได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคารพกติกาของตน และเคยสอนให้ผู้อื่นเคารพกติกาบ้านเมืองไว้

การใช้กฎหมายเลือกตั้งเป็นอาวุธกำจัดศัตรูทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนลงคะแนนเสียงและภายหลังยิ่งดุเดือดขึ้น เนื่องเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการเลือกตั้งชุดนี้ถือกำเนิดจากคณะปฏิวัติ กฎหมายเลือกตั้งตราขึ้นโดยตัวแทนคณะปฏิวัติซึ่งมีเนื้อหาสนับสนุนให้ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลผสมเป็นหลัก ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองด้วยการยอมให้รวมตัวเป็นพรรค แต่ไม่ต้องเชื่อฟังมติพรรค อันขัดต่อทฤษฎีพรรคการเมืองแบบสากลที่ต้องเข้มแข็งด้วยความสามัคคีเห็นชอบเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อส่งผลต่อรัฐบาลให้แข็งแกร่งในการบริหารบ้านเมือง พรรคของไทยในยุคหลังปฏิวัติจึงอ่อนไหวง่ายและไม่มั่นคงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 60 ปี มันจึงกลายเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลองลึกของการเมืองไทยอันเกิดจากความปรารถนาของคณะปฏิวัติที่ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยของไทยก้าวหน้าเยี่ยงอารยชน ซึ่งจักส่งผลให้การทหารมีอิทธิพลจำกัดขึ้น หากประชาธิปไตยก้าวหน้า อำนาจประชาชนสูงขึ้น การปฏิวัติจะทำได้ยากขึ้นหรือหายสูญไปในที่สุดดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมาแล้ว เมื่อผลเลือกตั้งออกมาไม่เป็นดังที่ฝ่ายตนต้องการ จึงเกิดการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อทำลายศัตรูการเมืองโดยผ่านการใช้ดุลพินิจของผู้ตัดสินคดีเลือกตั้งซึ่งตนแต่งตั้งขึ้น ดังนั้น บุคคลเหล่านั้นจะยอมใช้ดุลพินิจตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลมากน้อยเพียงใด เครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมืองจะมีประสิทธิภาพเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะบุคคลเหล่านั้นเป็นหลักว่า จะยึดถือหลักการและความเป็นธรรม หรือ ตอบแทนพระคุณที่แต่งตั้งหรือเชื่อฟังคำสั่งผู้มีอิทธิพลอย่างเคร่งครัด

บัดนี้ กฎหมายเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในชัยชนะของผู้อยู่เบื้องหลังงานปฏิวัติในการสร้างรัฐบาลร่างทรงโดยมีนักการเมืองที่กระหายตำแหน่งในกระทรวงต่างๆมากกว่าเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีความเป็นนักการเมืองหรือรัฐมนตรีอันพึงมีในระบอบประชาธิปไตย เราจักสังเกตได้ว่าข่าวสารที่เปิดเผยออกมาว่า ใบสั่งกำจัดฝ่ายตรงข้ามกันจากผู้มีอิทธิพลซึ่งกำหนดรัฐบาลที่ปรารถนาไว้แล้วต้องการใช้กฎหมายกำจัดศัตรูทางการเมืองด้วยใบแดงจากเหล่ากรรมการให้มากที่สุด รวมทั้งการยุบพรรค จึงมีการแสวงหาเหตุตามกฎหมาย สร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อให้ยุบพรรคที่ได้เสียงข้างมากและมิใช่ฝ่ายเดียวกับเจ้าของใบสั่ง ถ้าหลุดรอดไปอยู่ในมือตุลาการ ก็จะมีอีกหน่วยคอยกำจัดในขั้นตอนนั้น ซึ่งเป็นขบวนการกำจัดอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อส่งมอบชัยชนะเปื้อนมลทินแก่พรรคการเมืองฝ่ายตน มันแสดงว่าจอมบงการเบื้องหลังคนนี้หรือกลุ่มนี้มีอิทธิพลแผ่ขยายไปหลายส่วนในเสาหลักการบริหารประเทศไทยทั้งสามฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ อย่างน่ากลัวมาก

หากพิจารณาพฤติกรรมระหว่างการหาเสียงที่มีภัยคุกคามนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคณะปฏิวัติ เช่น ขัดขวางการหาเสียง การใช้คนในเครื่องแบบหลากสีข่มขู่ชาวบ้านมิให้ฟังการหาเสียง การใช้อิทธิพลบีบคั้นให้เลือกพรรคของตน การร้องเรียนฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาเท็จ และอื่นๆ เมื่อผลเลือกตั้งออกมาว่าฝ่ายตรงข้ามกันได้คะแนนเสียงมากพอจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ แผนใหม่จึงเริ่มขึ้นที่การแจกใบแดงใบเหลืองจากคณะกรรมการโดยมีใบสั่งกำจัดผู้ชนะของพรรคเป้าหมายและพรรคที่บังอาจไปรวมตัวเป็นรัฐบาล ทุกพฤติกรรมที่เป็นข่าวว่ามีใบสั่งเริ่มแสดงจำนวนตรงตามที่พรรคโบราณประกาศไว้ราวกับมีดวงตาทิพย์เห็นกระจ่างทั้งที่สำนวนคดีและเหล่ากรรมการยังไม่ได้อ่านสำนวนหรือประชุมกันเลย มันบ่งบอกว่า พวกเขาทราบผลล่วงหน้าแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องสูญเสียคนไปจำนวนเท่าใด ข่าวใบสั่งจากผู้มีอิทธิพลบางคนบางกลุ่มจึงสร้างความกังขาแก่ประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการกลุ่มนี้อย่างมาก โดยเฉพาะคดีร้องเรียนว่าที่ผู้แทนของพรรคโบราณซึ่งถูกจับคาเงินก้อนใหญ่ แต่กลับได้เพียงใบเหลืองเตือนภัยเพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบาโดยไม่สนใจรอยยิ้มขบขันของชาวบ้านต่อดุลพินิจครั้งนี้ ขณะที่อีกฝ่ายถูกกล่าวหาแบบเดียวกันด้วยข้ออ้างว่าจับได้คาหลักฐาน กลับถูกแจกใบแดงทันทีและทำให้พรรคของพวกเขาสูญเสียที่นั่งไปตามใบสั่งของผู้มีอิทธิพล

กระบวนการพิจารณาข้อเรียกร้องตามหลักสากลนั้นจะเริ่มต้นที่สำนวนคดีก่อนโดยตำรวจหรือคณะอนุกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมหลักฐานและแจ้งข้อวินิจฉัยของตนไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ หลังจากรับสำนวนคดีแล้วจะพิจารณาว่าควรสอบถามเพิ่มเติมด้วยตนเองหรือสั่งให้คณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้ ดังนั้น สำนวนคดีจะอ่อนหรือแน่นหนาล้วนต้องมาจากคณะอนุกรรมการ ส่วนชุดใหญ่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาตามสำนวนคดีเท่านั้น คำตัดสินของชุดใหญ่ต้องมาจากประสบการณ์ ความรู้ ไหวพริบ ฉลาดเท่าทัน จิตใจที่เปี่ยมอุดมการณ์และคุณธรรม จึงสามารถใช้ดุลพินิจที่เป็นธรรมได้ การสร้างหลักฐานเท็จ การให้ความเป็นธรรมแท้จริง การสอดไส้หรือดึงหลักฐานออกเพื่อทำให้สำนวนแน่นหนาหรืออ่อนลง ต้องกระทำที่คณะอนุกรรมการเป็นหลัก ส่วนชุดใหญ่อาจเกิดความลำเอียงหรือตาบอดกะทันหันเมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของบางคนหรืออุดมการณ์ด้านดีส่วนตัวอ่อนลง จักส่งผลต่อดุลพินิจในการพิจารณาสำนวนคดีได้อย่างมาก ดังนั้น พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอิทธิพลจึงอยู่ในความเสี่ยงสูงเมื่ออนาคตไปอยู่ในดุลพินิจใต้หมอกควันที่ปกคลุมเมืองไทยโดยไม่ยอมเลือนจางไปกับสายลมแห่งกาลเวลา ประชามติของประชาชนไร้ความหมายไปแล้วภายใต้กติกาของคณะปฏิวัติที่อ้างว่ามีศีลธรรมสูงยิ่ง แต่กลับมีพฤติกรรมแอบแฝงน่ารังเกียจเมื่อไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชนและดื้อรั้นจะสร้างรัฐบาลร่างทรงขึ้นมาโดยมุ่งกำจัดฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไม่ละอายใจ

เมื่อสร้างกติกาเลือกตั้งขึ้น ผู้เล่นเกมทุกฝ่ายอยู่ภายใต้การดูแลของตน หากฝ่ายตรงข้ามกับตนชนะ นักกีฬาที่ดีควรยอมรับผลแพ้ชนะที่กรรมการซึ่งพยายามช่วยเหลือแล้วแต่จำต้องตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะตามความสามารถแท้จริงอย่างไม่เต็มใจนัก การใช้อิทธิพลแย่งชิงเหรียญแห่งชัยชนะไปคล้องให้กับฝ่ายตนนั้น ถือเป็นนักกีฬาไร้ศักดิ์ศรี ส่วนกรรมการที่กระทำเช่นนั้นก็น่าสมเพชอย่างยิ่ง ผู้ใหญ่ชราบางคนในเมืองไทยกำลังชี้นำให้เกิดภาพการแย่งเหรียญแห่งชัยชนะไปมอบแก่ผู้แพ้โดยใช้อิทธิพลและบารมีเพื่อสร้างรัฐบาลร่างทรงขึ้น หากพิจารณาให้ถ่องแท้จักมองเห็นว่า มีกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จอมบงการไม่สามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมได้ทั้งหมดโดยดูจากผลเลือกตั้งที่ปรากฏออกมา คือ คนไทยทั้งหกสิบกว่าล้านคน และพวกเขาเป็นคนดูที่รักสงบและอดทนชมคู่ต่อสู้บนเวทีห้ำหั่นชิงอำนาจกันเองด้วยความสมเพช แล้วหวังว่าผู้คนบนเวทีเหล่านั้นจักสำนึกตนและกลับมาทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติสักวันหนึ่งก่อนที่ประเทศจักล่มสลายเพราะการแก่งแย่งอำนาจของพวกเขา คนไทยจำต้องมองภาพพฤติกรรมทำลายคู่แข่งอย่างไร้จรรยาบรรณอีกนานเท่าไรก่อนจะได้ประชาธิปไตยแท้จริงมาเป็นของคนไทยอีกครั้ง บางทีคนที่น่าสงสารมากที่สุด คือ คนไทย นี่เอง

 

************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s