ภาษีกับค่าปรึกษากฎหมาย

ค่าปรึกษากฎหมาย กับ ภาษี

 

เขียนโดย  ลีลา LAW

 

ประเทศไทยในปีพ.ศ. 2540 2544 อยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเป็นลูกหนี้ไอ เอ็ม เอฟ คนตกงานเพิ่มขึ้น กิจการเจ๊ง การค้าขายชะงัก จำนวนหนี้เสียเพิ่มสูงสุด เป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตต่อการคลังของประเทศ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับรายได้ไม่สามารถเก็บเงินเข้าคลังได้ตามเป้าหมาย เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และอื่นๆ  รัฐไม่มีเงินใช้สอยสะดวกมือ โครงการของรัฐชะงักทั้งหมดเพราะขาดเงินหมุนเวียน ภาระหนี้สินสูงมากของชาติ จึงกดดันไปยังหน่วยงานรัฐให้เร่งเก็บรายได้เพิ่ม แต่ละหน่วยงานพยายามสนองนโยบายของรัฐด้วยการค้นหาช่องทางเก็บเงินเข้ารัฐให้มากที่สุด สภาพเศรษฐกิจในเวลานั้นยอดการส่งออกชะงักเพราะผู้ผลิตไม่กล้าส่งสินค้าด้วยไม่ไว้วางใจลูกค้า ส่วนผู้สั่งสินค้ามีสภาพการเงินไม่คล่องตัว ทำให้ภาษีศุลกากรเก็บต่ำกว่าเป้าตัวเลขของรัฐอย่างไม่มีทางกระเตื้องได้ ส่วนกรมสรรพสามิตซึ่งมีแหล่งรายได้จากสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเหล้าบุหรี่ย่อมได้รับผลกระทบต่อรายได้ให้ต่ำลงเพราะการเงินของประชาชนไม่คล่องและประหยัดเพิ่มขึ้นเพราะหลายคนตกงาน กิจการปิดร้างหรือถูกยึด หน่วยงานสุดท้ายที่เป็นความหวังของรัฐ คือ กรมสรรพากร ซึ่งแหล่งรายได้มาจากคนทำงานหรือกิจการที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่เพ่งเล็งไปยังรายได้ประเภทต่างๆ ภาษีจากคนรับเงินเดือนลดต่ำลงตามสภาพเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเรื่องแก้ไขยาก จึงมองจากแหล่งอื่น เช่น ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรซึ่งเวลานั้นเมืองไทยยังไม่สนใจรายได้ประเภทนี้ ทำให้เก็บภาษีได้น้อย กิจการค้าอื่นๆ ก็รับผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน รายได้จากวิชาชีพอิสระต่างๆได้รับผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจด้วย เช่น วิศวกร สถาปนิก งานบัญชี ทนายความ แพทย์ และอื่นๆ แต่ละงานจะได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกัน กรมสรรพากรเพ่งเล็งสองวิชาชีพที่คาดการณ์ว่าจะเป็นแหล่งรายได้ในการเพิ่มภาษีโดยอาศัยการตีความอักษรเพื่อบังคับให้แยกประเภททนายหรือแพทย์บางส่วนไปยังอนุมาตราย่อยที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นความขัดแย้งกันเมื่อแต่ละฝ่ายมองข้อเท็จจริงคนละอย่าง และหน่วยงานรัฐเลือกส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเป็นหลักในการตีความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีซึ่งเคยอยู่ในอนุมาตราหนึ่งให้ไปอยู่ในอีกอนุมาตราซึ่งเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยกรมสรรพากรมิได้แก้ไขกฎหมายให้ชัดเจน แต่ใช้การตีความภายในองค์กร ผู้เสียภาษีจึงต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม

นโยบายของรัฐที่ขาดแคลนเงินคลังในการใช้สอยตามปกติทำให้กรมสรรพากรเลือกขยายฐานภาษีจากแหล่งรายได้เดิมซึ่งรวดเร็วกว่า โดยใช้วิธีตีความอักษรแทนการแก้ไขกฎหมายที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากตัวแทนประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภาก่อน ความขัดแย้งเกิดขึ้นและต้องเข้าสู่กระบวนการทางคดีเมื่อผู้เสียหายไม่ยอมรับการตีความหาประโยชน์ใส่ตนของหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ในการเก็บภาษีจากวิชาชีพอิสระซึ่งกรมสรรพากรเคยตีความอักษรไว้ฝ่ายเดียว ดังที่เกิดขึ้นใน คำพิพากษาฎีกาที่ 8214/2549  ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) บัญญัติให้เงินได้จากวิชากฎหมายเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระและเป็นเงินได้ประเภทหนึ่งต่างหากจากเงินได้ประเภทอื่น โจทก์สำเร็จการศึกษาวิชากฎหมาย มีเงินได้ที่รับมาจากการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จึงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ซึ่งหามีบทบัญญัติว่าการประกอบอาชีพกฎหมายจะต้องว่าความหรือฟ้องร้องคดีด้วยไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายรวมกันเป็นคณะบุคคลประกอบวิชาชีพกฎหมาย

ความแตกต่างระหว่างประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ และ มาตรา 40 (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือ  อัตราการหักค่าใช้จ่ายซึ่งการรับทำงานให้หักเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ส่วนเงินได้จากวิชาชีพอิสระหักได้ร้อยละ 60  หากผลักให้ทนายความหรือแพทย์ไปอยู่ในประเภทรับทำงานให้ รัฐจะได้ภาษีสูงขึ้นมากเพราะทั้งสองอาชีพต่างเป็นที่รู้กันดีว่ารายได้ค่อนข้างดีและมั่นคง แต่การพิจารณาคดีต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักความเป็นธรรมด้วย  ศาลพิจารณาแยกความแตกต่างและวัตถุประสงค์ของทั้งสองอนุมาตราว่า แม้ทั้งสองอนุมาตราจะเป็นการรับทำงานให้ผู้อื่น แต่มาตรา 40 (6) บัญญัติให้เงินได้จากวิชากฎหมายเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระและแยกต่างหากจากเงินได้ประเภทอื่น โดยไม่มีบทบัญญัติว่าการประกอบอาชีพกฎหมายจะต้องว่าความหรือฟ้องร้องคดีเท่านั้น เงินที่ได้รับมาจากการใช้ความชำนาญในวิชากฎหมายหรือวิชาที่กำหนดเฉพาะไว้ในบทบัญญัติแล้ว เช่น แพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวะ สถาปนิก พยาบาล เป็นต้น จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) และเงินได้นั้นต้องมีจำนวนไม่แน่นอน อันขึ้นอยู่กับปริมาณงาน ลูกค้า หรือผลงานด้วย ส่วนการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) นั้นมิได้บัญญัติหรือมีข้อจำกัดว่า ต้องใช้ความรู้ความชำนาญในวิชาใดเป็นการเฉพาะ และ เป็นเงินได้ที่ได้รับในจำนวนแน่นอน มิได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือผลงานเป็นสำคัญ เช่น ค่าตอบแทนแพทย์ที่ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นรายเดือนซึ่งไปรักษาผู้ป่วยที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ณ สถานพยาบาลของการไฟฟ้าฯ โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนป่วยแต่ละเดือน ถือเป็นรายได้ตามมาตรา 40 (2) การรับทำงานให้ซึ่งต้องหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 40 ตามคำพิพากษาฎีกา(ประชุมใหญ่)ที่ 502/2526 เป็นต้น

คำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับการจัดประเภทเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40 (2) หรือ 40 (6) ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า งานนั้นต้องเป็นงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญในวิชาที่กำหนดในมาตรา 40 (6) หรือไม่ เช่น กฎหมาย แพทย์ วิศวะ สถาปนิก ผู้สอบบัญชี เป็นต้น ค่าตอบแทนหรือรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือผลงานหรือไม่ จักสังเกตได้ว่า วิชาชีพอิสระที่กฎหมายบัญญัติแยกไว้จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะทางทั้งสิ้นและรายได้มีความไม่แน่นอน มากหรือน้อยแล้วแต่ปริมาณงานหรือลูกค้า อันแตกต่างจากมาตรา 40 (2) ที่กฎหมายเขียนไว้เพียงว่าเงินได้จากการรับทำงานให้เท่านั้น หมายความว่า ไม่จำกัดว่าต้องใช้ความรู้เฉพาะทางด้านวิชาชีพเป็นการเฉพาะจึงไม่ระบุประเภทความรู้ไว้และรายได้จะไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน แต่มีจำนวนแน่นอนทุกเดือนหรือทุกครั้งที่ทำ  กฎหมายจะให้คุณหรือโทษแก่บุคคลใดต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจน การตีความของหน่วยงานรัฐจำต้องยึดถือหลักพิจารณาคดีของศาลฎีกาด้วย ดังกรณีศึกษาข้างต้นเกี่ยวกับวิชาชีพกฎหมายซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่างานของทนายความจะต้องฟ้องดำเนินคดีในศาลอย่างเดียว การให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าของทนายความหรือนักกฎหมายถือเป็นการใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง จึงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพกฎหมาย อีกทั้ง คำว่า วิชาชีพ ตามพจนานุกรมไทย หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ ความชำนาญ เมื่อรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงานหรือลูกค้าจึงขาดความแน่นอน และ กฎหมายบัญญัติแยกวิชาชีพอิสระด้วยการกำหนดประเภทไว้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าค่าปรึกษากฎหมายต้องเป็นรายได้ตามมาตรา 40 (6) หลักพิจารณาคดีนี้สามารถนำไปปรับใช้กับวิชาชีพอิสระอื่นที่มีปัญหาจากการตีความของหน่วยงานรัฐได้ ทั้งนี้ พึงตระหนักด้วยว่า การตีความต้องอาศัยข้อเท็จจริง ณ เวลานั้นและเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย มิใช่ทำเพื่อหวังตัวเลขสูงเกินเป้าหมายอันมีผลให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นได้ง่าย แต่ผู้เสียภาษีต้องแบกรับความอยุติธรรมไว้ฝ่ายเดียว ทั้งที่หน้าที่ของรัฐคือให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน มิใช่เอาเปรียบประชาชนโดยอาศัยอำนาจรัฐ

 

 

***************************

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s