จองเวรล้าง

งานจองเวร

เขียนโดย แก้วมณี

 

ถ้าพลิกอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เหตุปฏิวัติเกิดขึ้นหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน อันส่งผลให้ประชาธิปไตยของไทยสั่นคลอนและเดินถอยหลังทุกครั้งหลังการปฏิวัติซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มนักวิชาการและประชาชน แต่บรรดานักปฏิวัติทุกยุคสมัยซึ่งคว่ำระบอบประชาธิปไตยลงภูมิใจกับการครองอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศ มันจึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจพวกเขาที่ครอบครองอาวุธร้ายเพื่อช่วงชิงอำนาจจากนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่นิยมการใช้ความรุนแรง แต่เน้นระบบเลือกตั้งจากประชาชนเป็นหลัก หากสังเกตเปรียบเทียบการปฏิวัติในอดีตกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2549 เช่น ปฏิวัติยุค รสช.กับท่านนายกฯชาติชาย หรือ สมัยจอมพลสฤษดิ์กับจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นต้น จักเห็นความแตกต่างกันอย่างหนึ่ง คือ การให้เกียรติแก่ผู้แพ้

ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือศาสนาอื่นๆล้วนมีหลักเดียวกัน คือ รักสงบ จิตเมตตา ให้อภัย การปฏิวัติน้อยครั้งมากที่ผู้ชนะจะสังหารฝ่ายผู้แพ้ชนิดล้างโคตรกัน และยังถูกสังคมประณามกลายเป็นบันทึกอัปยศของชาติและวงศ์ตระกูลของเขาด้วย แต่มักปล่อยให้ฝ่ายแพ้หนีลี้ภัย ไม่ทำร้ายครอบครัวของผู้แพ้ ไม่จองเวรและให้อภัยกัน ส่วนผู้แพ้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่จะกลับสู่การเมืองเมื่อประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยแท้จริงแล้วซึ่งถือเป็นหลักสากล การปฏิวัติล่าสุดสร้างรูปแบบแตกต่างจากนักปฏิวัติในอดีตซึ่งก็เป็นทหารเหมือนกัน คือ ปฏิบัติการจองล้างจองผลาญฝ่ายผู้แพ้และครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายที่มีศาสนาเป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ ด้วยการที่ผู้นำปฏิวัติบอกกล่าวต่อสาธารณชนว่า จะทำลายงานและการเงินของฝ่ายผู้แพ้ทุกรูปแบบไม่ว่าทางลับหรือเปิดเผย อีกทั้งห้ามฝ่ายผู้แพ้ทำกิจกรรมทางการเมืองโดยอาศัยอำนาจการปกครองบ้านเมืองทางนิติบัญญัติ การบริหาร และตุลาการ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา เมื่อลูกน้องทำงานเชื่องช้า ก็เปลี่ยนตัวเองไปคุมหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนหรือตัดสินคดีหรือแต่งตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำลายฝ่ายผู้แพ้ที่จะกลับเข้าสู่การเมืองตามหลักกฎหมายที่ฝ่ายปฏิวัติกำหนดเอง อันถือเป็นความอยุติธรรมอย่างเด่นชัดทั้งที่การปฏิวัติเกิดขึ้นด้วยสาเหตุว่ามีความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่ผู้นำกลับไม่ให้ความยุติธรรมแก่อีกฝ่ายที่มาตามกฎหมายและใช้อำนาจรัฐมุ่งทำลายล้างฝ่ายนั้น ผลักดันให้ฝ่ายของตนชนะทางการเมืองตามโพยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเนื่องจากเขาสามารถควบคุมนักการเมืองของฝ่ายปฏิวัติได้ ในทางกลับกันแรงกดดันจากฝ่ายปฏิวัติทำให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมจำต้องลุกขึ้นต่อสู้ปกป้องและต่อต้านการใช้อำนาจรัฐทำลายล้างสมาชิกครอบครัวและพันธมิตรอย่างอยุติธรรม แทนที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมเหมือนผู้แพ้ในอดีต สังคมการเมืองจึงไม่มีวันสงบสุขได้ตราบใดที่ฝ่ายอำนาจใหม่จ้องล้างผลาญจองเวรกรรมกับอำนาจเก่าที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริงและไม่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ได้ว่า อำนาจใหม่มาจากการปฏิวัติทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ผู้ใหญ่ใจแคบทั้งหลายในบ้านเมืองควรคิดทบทวนการกระทำและสิ่งที่จะทำต่อไปว่า ถ้าจะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองแท้จริงต้องริเริ่มจากความใจกว้าง มีเมตตา ไม่จองเวรล้างโคตรกัน รู้อภัย รู้แพ้ชนะ มิใช่ทำเพื่อความสะใจหรือตามแรงยุแยงหรืออิจฉาริษยาหรือคิดล้างแค้นกัน นักบริหารบ้านเมืองหรือกิจการต้องมีนิสัยใจกว้างเป็นพื้นฐาน จึงประสบความสำเร็จในงานหรือชีวิตได้ ผู้นำบ้านเมืองในอดีตส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จึงสร้างความรุ่งเรืองให้บ้านเมือง ยุคสมัยใดที่มีผู้นำใจแคบ วิสัยทัศน์ไม่กว้างไกล บ้านเมืองช่วงนั้นจะเงียบสงัด ประชาชนหม่นหมอง ไม่เจริญเติบโต

ถ้าสังเกตการเมืองไทยในวันใกล้เลือกตั้งซึ่งตามสื่อมวลชนต่างๆล้วนมีการโฆษณาพรรคการเมืองจากงบประมาณของแต่ละพรรค ยังมีการโฆษณาแฝงการเมืองจากกลุ่มปฏิวัติซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไปแล้วอีกด้วย  ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย สร้างความสงสัยว่างบประมาณให้หน่วยงานแปลงชื่อใหม่นี้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือต่อต้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองเป็นการเฉพาะ กระแสข่าวการกีดกันพรรคการเมืองใหม่ที่มาจากฝ่ายรัฐบาลเดิมโดยคณะปฏิวัติแพร่หลายออกมาว่า รัฐอยู่เบื้องหลังการกีดขวางมิให้พรรคนั้นแพร่ข่าวกิจกรรมสู่สาธารณชน มุ่งทำลายบุคคลในพรรคต่อเนื่อง ใช้อำนาจรัฐทำลายล้างผลาญพันธมิตรทางการเมือง สนับสนุนพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างโจ่งแจ้งเพื่อโค่นล้มพรรคใหม่ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าด้วยการสร้างภาพหรือประโคมข่าวสมาชิกพรรคหรืออดีตผู้นำพรรคว่าเลวร้ายตามสื่อมวลชนในความควบคุมของรัฐโดยมิได้ทำตามกระบวนการยุติธรรม ข่มขู่ผู้สนับสนุนแนวคิดของพรรคทุกรูปแบบ หากมองพิจารณาสื่อมวลชนและสภาพแวดล้อมด้วยจิตใจสงบและเป็นกลาง จักเห็นพฤติกรรมหลายอย่างของกลุ่มผู้นำปฏิวัติที่ใช้จองล้างจองผลาญฝ่ายผู้แพ้และครอบครัวอย่างชัดเจนซึ่งวิญญูชนย่อมสัมผัสความไม่ปกติได้ไม่ยากนัก อำนาจปกครองทั้งสามของประเทศ คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต่างอยู่ในวังวนแห่งความกลัวและความแค้น จึงถูกนำไปใช้อย่างสัมพันธ์กันเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ทำลายล้างผู้แพ้จากการปฏิวัติอย่างไร้จิตเมตตา ไม่รู้จักอภัยต่อกัน ไม่ให้เกียรติแก่ผู้แพ้เยี่ยงนักกีฬาที่ดี ดังคำที่ว่า กรรมหรือการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของคน การยัดเยียดสารพัดข่าวและสร้างภาพปิศาจ รวมถึงการรังแกสมาชิกในครอบครัวต่อเนื่องกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้แพ้ซึ่งตามหลักกฎหมายไทยและสากล รัฐบาลเดิมหรือที่ยัดเยียดชื่อใหม่ว่า อำนาจเก่า มาจากระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของประชาชนอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ใช้ในเวลานั้น หัวหน้ารัฐบาลคือนักการเมืองตามกฎหมายและในระบอบประชาธิปไตยด้วยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนอันเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองอย่างชอบธรรม ส่วนอีกฝ่ายมาจากการปฏิวัติและแต่งตั้งตนเองปกครองบ้านเมืองโดยมิได้รับความเห็นชอบจากประชาชน มันคือประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนหรือเขียนใหม่ได้ แต่ถูกจารึกไว้ในแผ่นดินชั่วลูกหลานแล้ว การใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองในอดีตเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปฏิวัติ เช่น ท่านปรีดี พนมยงค์ และคนอื่นๆ นักการเมืองคู่แข่งและนักปฏิวัติในยุคนั้นสร้างภาพความเลวร้ายให้ท่านอย่างมาก สุดท้ายคนรุ่นหลังรับรู้ความจริงที่ถูกเก็บซ่อนไว้หลังควันปืนจางหายไป  แล้วยกย่องให้ท่านปรีดีเป็นรัฐบุรุษคนแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งที่บางคนอยากได้ตำแหน่งนี้ก่อน แต่ก็พลาดไปเพราะกระดากอายและใจไม่กล้าพอจะแต่งตั้งตัวเองในเวลานั้น

การเมืองเปรียบคล้ายการเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่ต้องมีฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะ นักกีฬาจักถูกสอนให้รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้อภัย เล่นตามกติกา จึงถือเป็นนักกีฬาที่ดีและน่านับถือ แต่นักปฏิวัติยุคนี้ใช้กำลังเอาชนะในเกมอย่างไม่ถูกกติกาบ้านเมือง สร้างพฤติกรรมจองเวรผู้แพ้ขึ้น อันถือเป็นนักกีฬาน่าอัปยศ หากมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วนักปฏิวัติมีน้ำใจนักกีฬาและจิตเมตตาต่อผู้แพ้มากกว่ายุคนี้ชัดเจน การขาดจิตสำนึกที่ดีของผู้ชนะทำให้ขาดความสง่างามทางสังคมและไร้ความน่าเชื่อถือต่อประชาชน จึงเป็นผู้ชนะที่ไม่น่ายกย่องชื่นชม ไม่ว่าการปฏิวัติในประวัติศาสตร์ไทยเกิดขึ้นกี่ครั้ง  ผู้นำความเปลี่ยนแปลงด้วยอาวุธ จักมีศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย มีเมตตาธรรม ให้เกียรติ ต่อผู้แพ้เพียงใดก็ตาม การปฏิวัติยังเป็นสิ่งเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยเสมอ ประชาชนควรช่วยกันรักษาสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามระบอบประชาธิปไตยด้วยความกล้าหาญ มีวิจารณญาณ และจิตสำนึกที่ถูกต้องเพื่อมิให้นักปฏิวัติริดรอนสิ่งเหล่านั้นไปและมีอำนาจเหนือบ้านเมืองได้ง่ายดาย ถึงอย่างไรประชาธิปไตยย่อมดีกว่าเผด็จการจากการปฏิวัติ ทหารและอาวุธไม่ควรมีอำนาจเหนือประชาชน ถ้าพวกเราไม่ยินยอมให้ทำลายระบอบประชาธิปไตยดังที่หลายประเทศแสดงพลังประชาชนในการรักษาความถูกต้องในบ้านเมืองของเขามาแล้ว คนไทยควรรู้เท่าทันภาพที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางปฏิบัติงานจองเวรของกลุ่มคนใจแคบและช่วยกันแผ่เมตตาอุทิศแก่ทุกฝ่ายเพื่อให้พวกเขาเกิดจิตสำนึกที่ดีในการสร้างความสงบสุขแก่สังคมอย่างแท้จริง การทำลายภาพลวงตาที่นักปฏิวัติพยายามสร้างขึ้นต้องอาศัยพลังประชาชนผู้ชาญฉลาดรู้เท่าทันและอยากให้สังคมสงบสุขเท่านั้น

 

************************

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s