Category Archives: ถาม – ตอบ สารพัดเรื่อง

สัญชาติไทยไม่ง่ายนัก


            ถาม     การขอสัญชาติไทยยากหรือไม่ ?

            ตอบ     กฎหมายสัญชาติไทยมีความซับซ้อนและมีการปรับปรุงให้เปิดกว้างขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังนับว่าไม่ง่ายนัก นอกจากเกิดในไทยแล้วยังต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ตอนนี้แม้แต่การเป็นนักลงทุนระดับเกินห้าร้อยล้านบาทก็ยังมีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้และต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนไทยจึงควรภูมิใจกับสัญชาติไทย เพราะคนต่างด้าวมากมายหวังอยากได้สัญชาติไทยเพื่ออาศัยหรือทำงานในแผ่นดินร่มเย็น ประชาชนเอื้ออารี และดิ้นรนต่อสู้ทรหดทั้งสมหวังหรือผิดหวังกับการมีสัญชาติไทยเยี่ยงคนไทยทั่วไป จึงควรหวงแหนความเป็นคนไทยสัญชาติไทยให้มากไว้

            ถาม     ทำไมการขอสัญชาติไทยของเด็กที่เกิดในไทยซึ่งมีพ่อแม่ต่างด้าวยากนัก ?

            ตอบ     กฎหมายสัญชาติของทุกประเทศเน้นความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ดังเช่น สหรัฐอเมริกากว่าจะให้สัญชาติอเมริกันแก่ผู้จัดรายการชื่อดังของ Dog Whisperer ต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีหลังจากให้สิทธิ์พำนักหรือGreen card แก่เขา จึงไม่แปลกที่การให้สัญชาติไทยต้องมีขั้นตอนยุ่งยากและมีกติกาให้ต้องเข้มงวดด้วย

            ถาม     กรณีใดที่เด็กพม่าในข่าวจึงมีสัญชาติไทยได้ ?

            ตอบ     กฎหมายสัญชาติไทยให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เด็กจึงใช้สิทธิ์นี้ได้ กรณีของเด็กพม่าในข่าวมีเรื่องที่ต้องคำนึงด้วย คือ พ่อแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ การหลบหนีเข้าเมืองทุกกรณีหรือมีสถานภาพเป็นผู้อพยพส่งผลให้เด็กไม่มีทางได้สัญชาติไทย แต่เด็กยังมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติตามพ่อแม่ การได้รับผ่อนผันให้ทำงานในไทยของคนต่างด้าวหรือการผ่อนผันให้เด็กเรียนในโรงเรียนไทยไม่ถือเป็นเหตุให้เด็กมีสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติด้วยเพราะขัดต่อกฎหมายสัญชาติไทยกรณีพ่อแม่เป็นคนต่างด้าว การให้เรียนหรือการผ่อนผันพ่อแม่ให้ทำงานและอยู่ในไทยได้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมหรือนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น

            ถาม     กรณีใดที่เด็กซึ่งมีพ่อแม่เป็นต่างด้าวจึงได้สัญชาติไทย ?

            ตอบ     พ่อแม่ซึ่งเป็นคนต่างด้าวต้องเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย เช่น แต่งงานกับคนไทย ได้รับวีซ่าแบบนักท่องเที่ยวหรืออยู่ยาวนานได้แล้วคลอดเด็กในไทย เป็นต้น เมื่อเด็กเกิดในไทย จักได้รับสิทธิ์ถือสัญชาติไทยได้ ปกติแล้วกฎหมายสัญชาติของพ่อแม่ให้เด็กถือสัญชาติตามพวกเขาได้และยังได้สิทธิ์ตามหลักดินแดนเกิดของไทยด้วย เมื่อเด็กมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงมีสิทธิ์เลือกว่า จะใช้สัญชาติตามพ่อแม่หรือสัญชาติไทยก็ได้ ขอเน้นว่า กฎหมายสัญชาติไทย บุคคลต้องมีเพียงสัญชาติเดียวเท่านั้น เมื่อเติบโตครบอายุที่กฎหมายกำหนดแล้วเขาหรือเธอต้องเลือกว่าจะใช้สัญชาติใด มิอาจถือสองสัญชาติได้เพราะขัดต่อหลักกฎหมายไทย แม้กฎหมายของประเทศที่เขาอยู่กับพ่อแม่ยอมให้ถือสองสัญชาติได้ก็ตาม

            ถาม     วิธีใดที่เด็กต่างด้าวในข่าวจะได้สัญชาติไทย ?

            ตอบ     พ่อแม่ต้องมีหลักฐานเข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายไทยและหลักฐานว่าเด็กเกิดในไทยจริง อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กต้องกลับเข้าพม่าแล้วขอเข้าเมืองอย่างถูกต้องในจำนวนโควต้าประเทศที่รัฐบาลกำหนดให้คนที่มิใช่สัญชาติไทยมีสิทธิ์ขอใบต่างด้าวเพื่อพักอาศัยหรือทำงานในไทยได้ มันคล้ายกับ Green Card ของสหรัฐอเมริกา เมื่อได้ใบต่างด้าวแล้วก็พักอาศัยในไทยตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ประมาณ 5 ปี จึงยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยต่อกรมการปกครอง ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะได้รับอนุมัติเรื่องสัญชาติไทย ส่วนกรณีที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นพม่านั้น เด็กที่เกิดในไทยจะได้สัญชาติไทยทันทีเพราะกฎหมายให้ถือสัญชาติตามแม่ โดยไม่สนใจว่าจะมีพ่อตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ไม่รวมแม่บุญธรรม

*****************************

ข้อน่ารู้ของการถวายฎีกา


        ถาม     ประชาชนหรือนักการเมืองยื่นถวายฎีกาต่อกษัตริย์ได้หรือไม่ ?

            ตอบ     รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า หลักถวายฎีกาต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือจารีตประเพณี หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้หรือไม่ได้กล่าวถึง ก็ต้องพิจารณาจารีตประเพณีโบราณว่าเคยมีการทำได้หรือไม่ ถ้าไม่มีกฎหมายบอกไว้ และจารีตประเพณีกระทำกันได้ การถวายฎีกาจึงทำได้ ส่วนผู้ยื่นฎีกาต่อกษัตริย์ไทยนั้น ต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทย นักการเมืองถือเป็นประชาชนสัญชาติไทยเช่นเดียวกัน

            ถาม     การถวายฎีกามีหลักการขออะไรได้บ้าง ?

            ตอบ     ตามจารีตประเพณีโบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันกษัตริย์ไทยทรงรับฎีกาจากประชาชนสืบทอดกันมาทั้งแบบวาจาหรือลายลักษณ์อักษร มักเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนทุกข์ยากสารพัดเรื่องที่ประชาชนเชื่อว่า กษัตริย์จักช่วยคลี่คลายปัญหาของพวกเขาได้ ความไม่เป็นธรรมของข้าราชการจากคำตัดสินของผู้บริหาร ส่วนการขออภัยโทษก็เป็นเหตุหนึ่งที่กำหนดไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งยอมให้นักโทษยื่นถวายฎีกาขอลดหย่อนผ่อนโทษได้ ทั้งนี้นักโทษนั้นต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ส่วนกรณีความผิดในกฎหมายอื่นจะเป็นการฎีกาตามจารีตประเพณี ทุกฎีกาทั้งตามกฎหมายหรือจารีตประเพณีล้วนขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยเท่านั้น

            ถาม     ฎีกาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเคยมีมาก่อนหรือไม่ ?

            ตอบ     ประมาณปีพ.ศ. 2549 นักการเมือง นักวิชาการสูงวัย และราชนิกูลสูงอายุบางส่วนยื่นฎีกาให้ปลดอดีตนายกฯคนหนึ่งและแต่งตั้งนายกฯคนใหม่โดยให้กษัตริย์ใช้อำนาจในมาตรา 7 ของ รธน.ปีพ.ศ.2540 ด้วยเหตุไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ต่อมามีพระราชวินิจฉัยว่า ข้อเสนอในฎีกาฉบับนั้นเป็นการทำมั่ว ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่จะปลดนายกฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยไม่กระทำตามกติกาในรัฐธรรมนูญ ฎีกานั้นก็ตกไปและคนกลุ่มนั้นไม่กล้าแย้งหรือยันยันความเห็นของตนอีก จึงหันไปใช้วิธีการนอกระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การฎีกาขอความเป็นธรรมของข้าราชการระดับสูง ก็เคยมีการยื่นมาแล้ว ประชาชนชาวแฟลตดินแดงยื่นฎีกาขอพระเมตตามิให้มีการทุบอาคารและเลือกใช้วิธีอื่นแก้ไขเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน ก็ทำมาแล้ว ทั้งสามฎีกานี้เป็นการยื่นโดยอาศัยจารีตประเพณีโบราณ เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบหรือหลักการเฉพาะไว้ ประชาชนจึงมีสิทธิยื่นถวายฎีกาเพื่อบอกเล่าความทุกข์เดือดร้อนได้ด้วยหวังความช่วยเหลือจากพระบิดาของปวงชนชาวไทย

            ถาม     หลักกฎหมายเรื่องการยื่นฎีกาเพื่อแสวงหาความเป็นธรรมหรือขออภัยโทษให้นักการเมืองโดยประชาชนทำได้หรือไม่ ?

            ตอบ     เราต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง คือ การแสวงหาความเป็นธรรมเป็นการบอกเล่าความทุกข์ยากและอยุติธรรมในแผ่นดินโดยร้องขอความเป็นธรรมด้วยการถวายฎีกาต่อกษัตริย์ ซึ่งกระทำได้ตามหลักจารีตประเพณีโบราณ ส่วนการขออภัยโทษให้นักการเมืองนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าใช้สิทธิ์ตามกฎหมายใด หากนักการเมืองรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลวิธีพิจาราณาความอาญา ในทางตรงกันข้ามการรับโทษจากกฎหมายอื่นซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องการยื่นฎีกาได้หรือไม่ ก็ต้องไปใช้หลักจารีตประเพณีโบราณ เนื่องจากประเทศไทยใช้หลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นพระประมุขปกครองประเทศทำให้การยื่นถวายฎีกาตามประเพณีโบราณยังรักษาสืบทอดมาต่อเนื่อง

            ถาม     การขัดขวางมิให้ฎีกาไปอยู่ในพระราชวินิจฉัยกระทำได้หรือไม่ ?

            ตอบ     ขั้นตอนการรับฎีกาเป็นระเบียบภายในของสำนักพระราชวัง บุคลากรที่ดูแลขั้นตอนต่างๆต้องมีจิตสำนึกในหน้าที่ของตน ประชาชนควรเชื่อมั่นในการทำงานของพวกเขาว่าจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ การปิดเรื่องกลบข่าว คือ ความไม่จงรักภักดี

            ถาม     มีกำหนดเวลาทราบผลของฎีกาหรือไม่ ?

            ตอบ     สิทธิยื่นถวายฎีกาเป็นของคนไทยในฐานะลูกหลานของพระบิดาแห่งปวงชนชาวไทย ส่วนพระราชวินิจฉัยในฎีกาเป็นอำนาจเฉพาะของกษัตริย์

                                                                                                       **********************

เรื่องไม่ธรรมดาในการตบตีกันของผัวเมีย


        ถาม     การทำร้ายคู่สมรส จำเป็นต้องมีเลือดออก จึงรับโทษอาญาหรือ ?

            ตอบ     ภาษากฎหมายเรียกการทุบตีไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์หรือใช้มือต่อผัวหรือเมียว่า การทำร้ายคู่สมรส นั่นหมายความว่า ผัวตีเมีย เมียตีผัว เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เด็ดขาด บางคนมีความเชื่อผิดพลาดว่า ถ้าตีทำร้ายโดยไม่มีเลือดออกหรือแค่ให้ช้ำใน ห้อเลือดเขียว ไม่ผิดกฎหมายนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายลงโทษผู้ทำร้ายคนอื่นให้เกิดบาดแผลในหลายระดับหรือไม่มีบาดแผล แต่บาดเจ็บ ก็ต้องรับโทษจำคุกหนักเบาตามอาการบาดเจ็บ

            ถาม     อัตราโทษสำหรับการทำร้ายคู่สมรสเท่าไร ?

            ตอบ     กฎหมายไม่มีความผิดจำเพาะว่า ทำร้ายคู่สมรสต้องรับโทษเท่าไร จึงใช้อัตราโทษในกฎหมายอาญาคดีทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นตามอาการบาดเจ็บที่ไม่ปรากฏแผลเลือดออกไปถึงแผลสาหัส เช่น เสียโฉม สูญเสียอวัยวะ เป็นต้น โดยมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่  10 ปี ถึง 1 เดือน และไม่มีการยกเว้นหรือลดโทษกรณีผู้กระทำเป็นคู่สมรสด้วย

            ถาม     กฎหมายใหม่ที่ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวช่วยคดีทำร้ายคู่สมรสอย่างไร ?

            ตอบ     กฎหมายนั้นต้องการแก้ไขต้นเหตุให้เกิดความรุนแรง ถ้าผัวหรือเมียชอบใช้กำลังทำร้ายกันเป็นอาจิณหรือหนักเกินกว่าเหตุแม้จะเป็นครั้งแรก แต่มีแนวโน้มจะก่อเหตุบ่อยครั้งหรืออาจลามไปถึงฆ่าตายในภายหน้า โดยบังคับรักษาด้วยข้อแลกเปลี่ยนว่า จะไม่ต้องรับโทษจำคุก ถ้ายอมเข้าบำบัดทางจิตใจกับจิตแพทย์เพื่อควบคุมการใช้กำลังของเขาหรือเธอ นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้คู่สมรสซึ่งไม่ต้องการถูกทำร้ายอีกสามารถใช้คำตัดสินของศาลเป็นเหตุหย่าได้ง่ายขึ้นเพื่อยุติชีวิตสมรส

            ถาม     คู่สมรสตามกฎหมายถือเป็นคนๆเดียวกัน ยังต้องรับชดใช้หนี้สินร่วมกัน ทำไมการทำร้ายกัน จึงไม่ได้รับยกเว้นโทษหรือลดโทษ ?

            ตอบ     สถานภาพและความรับผิดชอบของคู่สมรสนั้นต้องพิจารณาตามกฎหมายแต่ละประเภท ดังนี้ กฎหมายแพ่งฯเน้นความรับผิดชอบทางทรัพย์สิน จึงลงโทษด้วยการชดใช้ด้วยเงินหรือการกระทำชดเชย ส่วนกฎหมายอาญาเน้นลงโทษที่ตัวบุคคลผู้กระทำความผิด โดยไม่มีการแบ่งแยกตามสถานภาพ บางมาตราที่ต้องการยกเว้นให้คู่สมรสกระทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษจักกำหนดไว้เฉพาะ มาตราใดไม่มีข้อยกเว้น ก็ต้องลงโทษตามข้อนั้นอย่างเคร่งครัด ความผิดฐานทำร้ายร่างกายบุคคลมิได้มีข้อยกเว้นโทษจำคุก ถ้าคู่สมรสกระทำต่อกัน จึงต้องลงโทษเป็นรายบุคคลโดยไม่สนใจว่าเป็นผัวเมียกันหรือไม่ สถานภาพของบุคคลมิใช่ข้อยกเว้นการลงโทษตามกฎหมายอาญา

************************

มรดก เรื่องน่ารู้


                ถาม     ทรัพย์มรดก คือ อะไร ?

            ตอบ     กฎหมายกำหนดว่า ทรัพย์มรดกของคนตาย หมายถึง ทรัพย์สินและหนี้สิน ที่มีอยู่ ณ เวลาที่ตาย หลายคนยังเข้าใจผิดว่า มรดกมีเฉพาะทรัพย์สินอันได้แก่ เงินสด อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หุ้น สิทธิเรียกร้องต่างๆ เท่านั้น หากผู้ตายมีหนี้สิน ทายาทก็ต้องรับหนี้สินไปด้วย

            ถาม     กฎหมายกำหนดวิธีแบ่งมรดกไว้หรือไม่ ?

            ตอบ     พินัยกรรมเป็นความต้องการสุดท้ายของคนตาย หากทำไว้ ก็ต้องเป็นไปตามที่เขียนไว้ ถ้าไม่ได้ทำ ก็ต้องจัดแบ่งตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หลักการ คือ หากผู้ตายสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ต้องแบ่งแยกสินสมรสออกจากกันก่อน เพราะมรดกจัดแบ่งจากสินส่วนตัวเท่านั้น เมื่อได้สินส่วนตัวแล้วจึงถือเป็นมรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทผู้ตายได้ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด

            ถาม     แบ่งมรดกกันอย่างไร ?

            ตอบ     ถ้าผู้ตายมีคู่สมรส ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินซึ่งมี ณ เวลาตายเพื่อให้เป็นสินส่วนตัวก่อน ตัวอย่างเช่น ทรัพย์สิน ณ เวลาตาย จำนวน 100 บาท จึงต้องแบ่งครึ่งเพื่อให้คู่สมรสได้ 50 บาทไปก่อน ส่วน 50 บาทที่เหลือจะเป็นมรดกของผู้ตายแบ่งแก่ทายาทซึ่งกรณีตัวอย่างสมมติให้มีคู่สมรส บุตร 1 คน บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ พี่น้องผู้ตาย แต่พี่น้องผู้ตายนั้นไม่ถือเป็นทายทในมรดกนี้เพราะกฎหมายกำหนดว่า ถ้าผู้ตายมีบุตร บิดามารดา ทายาทคนอื่นจะถูกตัดออกไปและไม่มีส่วนในมรดกเลย ดังนั้น ทายาทที่มีสิทธิ์ในมรดกตัวอย่างนี้แค่ 4 คนเท่านั้น กฎหมายกำหนดให้ทายาททุกคนได้คนละหนึ่งส่วนใน 50 บาท สิ่งที่ต้องระลึกถึงเสมอคือ ทายาทต้องรับแบ่งหนี้สินไปด้วยเสมอเพราะหนี้สินเป็นมรดกด้วย หากใครรับที่ดินติดจำนอง ก็ต้องเป็นหนี้จำนองของผู้ตายด้วยเพียงแต่ชดใช้เงินได้ไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่ตนรับมรดก

            ถาม     ทายาทที่เป็นเด็กจะได้รับมรดกหรือไม่ ?

            ตอบ     สิทธิ์รับมรดกยังคงเป็นของบุตรผู้เยาว์เสมอ เพียงแต่การดูแลทรัพย์มรดกนั้นบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่จักทำหน้าที่นั้นจนกว่าเด็กบรรลุนิติภาวะ เมื่อถึงวันที่เด็กมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เขาจะมีอำนาจดูแลจัดการทรัพย์มรดกนั้นด้วยตัวเองได้

            ถาม     ถ้าเป็นลูกคนเดียวของบิดามารดา มารดาตายแล้ว แต่บิดายังมีชีวิตอยู่ จะขอรับทรัพย์สินของบิดาได้หรือไม่ ?

            ตอบ     ทรัพย์มรดกจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ตายเท่านั้น ถ้าบิดายังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินของเขาไม่ถือเป็นมรดกที่ลูกรับสืบทอดไป ณ เวลาที่ขอหรือที่เรียกกันว่า ขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้า บิดามีอำนาจจำหน่ายหรือจัดการทรัพย์สินของเขาได้อย่างอิสระ ลูกไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวด้วย ส่วนบิดาจะยกทรัพย์สินให้เป็นมรดกของลูกหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามความต้องการสุดท้ายหรือพินัยกรรมหรือถ้าไม่ทำพินัยกรรมไว้ ก็จะต้องจัดแบ่งตามหลักกฎหมายเท่านั้น คือ ลูก เป็นทายาทมรดกของเขา

            ถาม     เงื่อนไขใดที่ลูกจะไม่ได้รับมรดกของบิดามารดา ?

            ตอบ     ความเชื่อคลาดเคลื่อนกันไปว่า ลูกต้องเป็นทายาทสืบมรดกของบิดามารดาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อันที่จริงแล้ว กฎหมายต้องการส่งเสริมลูกกตัญญู อันเป็นศีลธรรมที่ดีของสังคมไทย จึงกำหนดตัดลูกที่สังหารหรือจงใจมีส่วนให้บิดามารดาเจ้าของมรดกต้องตายออกจากกองมรดก ดังนั้น ถ้าลูกฆ่าบิดามารดา จะไม่มีสิทธิ์รับทรัพย์มรดกเลย เมื่อไม่มีลูก ก็ต้องเลื่อนทายาทลำดับอื่นขึ้นมารับแทนในฐานะไม่มีทายาทลำดับต้น ตัวอย่างเช่น คนตายมีบุตร พี่น้องคนตาย แต่บุตรฆ่าเจ้ามรดก ทายาทรับมรดกจึงกลายเป็นพี่น้องคนตาย เป็นต้น

            ถาม     ถ้าไม่มีทายาท มรดกจะเป็นอย่างไร ?

            ตอบ     กรณีผู้ตายไม่มีทายาทตามกฎหมาย เช่น บุตร สามีภรรยา บิดามารดา พี่น้อง เป็นต้น กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์มรดกตกแก่แผ่นดิน ต้องไม่ลืมว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิ์ในการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินอันเป็นมรดกแก่บุคคลใดที่มิใช่ทายาทตามกฎหมายก็ได้ จึงเป็นทางแก้ให้เจ้ามรดกจัดการทรัพย์สินเป็นอย่างอื่นนอกเหนือกฎหมายได้

            ถาม     พินัยกรรมมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร ?

            ตอบ     พินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายในการจัดการทรัพย์สินที่อาจทำแตกต่างจากกฎหมายก็ได้ อาทิเช่น อาจยกทรัพย์สินบางชิ้นแก่ผู้มิใช่ทายาท จัดแบ่งสัดส่วนทรัพย์สินตามใจชอบแก่เหล่าทายาทซึ่งอาจได้รับไม่เท่ากัน ตัดทายาทบางคนมิให้มีส่วนรับมรดกในหรือนอกพินัยกรรม เป็นต้น รูปแบบและขั้นตอนการทำพินัยกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำต้องเอาใจใส่และทำให้รัดกุมเพื่อป้องกันการโต้แย้งระหว่างทายาทด้วยกันหรือมิให้มีการทำลายฉบับจริงเพื่อผลประโยชน์เพิ่มขึ้นของตน จึงควรศึกษาการทำพินัยกรรมให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ถ้าไม่มีการทำพินัยกรรม กฎหมายบังคับให้ต้องแบ่งมรดกตามกฎหมายมรดกเท่านั้น

            ถาม     การแบ่งมรดกโดยกฎหมายทำอย่างไร ?

            ตอบ     กฎหมายกำหนดลำดับทายาทไว้ 6 ข้อ คือ

                        1 ผู้สืบสันดาน คือ บุตร หลาน เหลน ลื้อ  2 บิดามารดา  3 พี่น้องร่วมบิดามารดา

                        4 พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน  5 ปู่ย่า ตายาย  6 ลุง ป้า น้า อา

                        เมื่อมีทายาทลำดับใดแล้ว ทายาทอื่นก็จะถูกตัดสิทธิ์รับมรดกทันที ยกเว้น บิดามารดาผู้ตายถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ด้วย เมื่อได้จำนวนทายาทแล้วก็จะแบ่งมรดกโดยได้คนละ 1 ส่วนเท่านั้น

            ถาม     คำว่า “คู่สมรส” มีลักษณะอย่างไร ?

            ตอบ     คู่สมรสที่จะเป็นทายาทในกองมรดกนั้น ต้องสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือกฎหมายสัญชาตินั้นๆ หากเป็นของไทยก็ต้องจดทะเบียนสมรส กรณีคู่สมรสต่างชาติก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติที่พวกเขาเลือกใช้ เช่น ชายไทยสมรสกับหญิงอเมริกัน ถ้าจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย ก็ถือเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายไทยและหากเกิดคดีมรดกของภรรยาอเมริกัน เขาก็ยังเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดิมเพราะเป็นไปตามกฎหมายไทยที่ทั้งสองเลือกทำการสมรสไว้ เป็นต้น การอยู่ร่วมเตียงร่วมบ้านกัน ยังไม่ถือว่าเป็นคู่สมรสตามกฎหมายมรดก จึงไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย อีกทั้งไม่สามารถใช้สิทธิ์ขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อนแบ่งมรดกด้วย มันเป็นข้อดีของการสมรสตามกฎหมาย

****************************

เจ้าของกิจการ เจ้าหน้าที่รัฐ และ บัญชีเท็จ


                ถาม     เจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกไปคุยเรื่องเงินภาษี แต่กล่อมให้ดึงใบเสร็จรายจ่ายออกบางส่วนเพื่อให้มีตัวเลขรายได้เสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเสนอจะไม่ตรวจบัญชีย้อนหลัง ถ้าไม่ยอมเชื่อฟังแล้วพบข้อบกพร่องใดๆ จะถูกเรียกดอกเบี้ยเงินเพิ่มเต็มที่ เขามีสิทธิ์บังคับให้ดึงใบเสร็จออกจากบัญชีได้หรือไม่ ?

            ตอบ     ข้อเสนออย่างนี้ต้องมองเป็นสองฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่รัฐยื่นข้อเสนอผิดกฎหมายโดยบิดเบือนความจริง คือ ค่าใช้จ่ายจริงที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์หักลดหย่อนได้ตามกฎหมาย เมื่อเขาใช้สิทธิ์และถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจบังคับให้ลบหรือแก้ไขตัวเลขนั้นด้วยการบังคับ ขู่เข็ญให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมาย ย่อมมีโทษจำคุกหนักกว่าประชาชนกระทำต่อกันและยังฟ้องให้รับผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนอีกด้วย ส่วนผู้เสียภาษีซึ่งยอมดึงใบเสร็จออกไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่รู้ว่าเป็นความผิด แม้การแก้ไขตัวเลขแบบนี้จะมีผลเสียต่อตน เป็นประโยชน์ต่อรัฐ แต่คือ การแก้ไขตัวเลขให้ผิดไปจากความจริง ผู้กระทำต่อบัญชีนิติบุคคลต้องรับโทษจำคุกเช่นกัน ส่วนคำสัญญาของเจ้าหน้าที่รัฐว่าจะไม่ตรวจย้อนหลังอีกนั้น เชื่อถือไม่ได้ เพราะเมื่อการทำบัญชีเท็จเป็นความผิดอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่คนนี้ไม่ตรวจ แต่คนอื่นมีอำนาจตรวจได้เสมอ มันมีอายุความ 10 ปี ทีเดียว เคยเกิดกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกำลังย้ายไปอยู่แผนกอื่นจึงบอกความผิดของนิติบุคคลนี้ให้เพื่อนที่มารับตำแหน่งแทน สุดท้ายกิจการนั้นก็ถูกข่มขู่ให้ทำบัญชีเท็จอย่างไม่สิ้นสุดจนกระทั่งกิจการปิดตัวไปเพราะถูกรีดภาษีเก่าโดยข้ออ้างว่าพบข้อพบบกพร่องทางบัญชีทำให้เสียภาษีต่ำไปหลังจากที่กิจการย่ำแย่ ไม่มีเงินพอจ่ายให้ แท้จริงแล้วกิจการของเขาถูกใช้เป็นผลงานเลื่อนตำแหน่งเพื่อแสดงว่าเขาเอาใจใส่ในการทำงานและจับคนเลี่ยงภาษีได้ เจ้าหน้าที่รัฐหลายรุ่นที่ผลัดเปลี่ยนกันมารีดไถสม่ำเสมอ กิจการปิด เป็นหนี้ภาษี เป็นคนล้มละลาย คือ ผลตอบแทนการเชื่อฟังคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเพราะข้อกล่าวหาของผู้เสียภาษีขาดหลักฐานชัดเจน หน่วยงานไม่รับพิจารณา เขายังรีดไถกิจการอื่นที่มีศักยภาพจ่ายเพื่อปกปิดความผิดที่เขาเป็นคนสั่งได้ต่อไปอีก

            ถาม     คนเก็บภาษียอมทำผิดกฎหมายด้วยการสั่งให้กิจการทำบัญชีเท็จด้วยสาเหตุใด ?

            ตอบ     การเก็บเงินภาษีของหน่วยงานในกรมสรรพากรนั้นมีแรงจูงใจ คือ เงินโบนัสประจำปีซึ่งมาจากตัวเลขเงินภาษีที่แต่ละหน่วยงานทำไว้ว่าสูงหรือต่ำกว่าที่กรมฯตั้งไว้ จะมีการจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามผลงาน และ ผลพิจารณาเลื่อนตำแหน่งจากความดีความชอบที่เก็บเงินภาษีได้ ดังนั้น จึงมีข่าวเล็ดรอดจากปากของผู้เสียภาษีว่า เจ้าหน้าที่รัฐเรียกเจรจาให้ปรับแต่งตัวเลขในบัญชีให้ผิดจากความจริงเพื่อให้ได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปีและเกิดกับกิจการเดิมๆในความดูแลของตนโดยใช้วาจาหรือแสดงกิริยาวางเขื่องข่มขู่ โดยอยู่บนพื้นฐานว่า ตัวเลขในบัญชีที่คำนวณผิดไปแม้แต่สตางค์เดียว กรมสรรพากรสามารถเอาโทษจำคุกแก่ผู้เสียภาษีได้ว่า จงใจหลบเลี่ยงภาษีแล้วสั่งจำคุกและยึดทรัพย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลด้วย เมื่อมนุษย์ทำบัญชีหรือใช้เครื่องคิดเลขที่ปัดเศษแตกต่างกัน ย่อมเกิดตัวเลขพลาดหรือไม่ตรงกับการคำนวณของเจ้าหน้าที่ได้ กอรปกับเจ้าของกิจการมักตัดรำคาญยอมรับปากทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยลืมคิดไปว่า การทำผิดครั้งแรก จะถูกจองจำเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำมาหากินบนหลังของกิจการนั้นไปไม่น้อยกว่า 10 ปี แล้วความผิดนี้ก็ยังบอกเล่าสืบทอดต่อไปยังเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นอีกด้วย เมื่อใกล้ครบ 10 ปี กิจการนั้นจะถูกจับออกมาแผ่เซ่นสังเวยเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อโบนัสและตำแหน่งหน้าที่ใหม่

            ถาม     กรณีจะได้รับเงินภาษีคืน เจ้าหน้าที่รัฐต่อรองว่า อยากให้เซ็นชื่อไม่ขอรับเงินภาษีคืน แต่สงวนสิทธิ์การตรวจสอบในปีอื่นๆไว้ หมายความว่าอย่างไร ? ควรเชื่อถือหรือไม่ ?

            ตอบ     กิจการที่ได้รับเงินภาษีคืนมักพบเจอข้อเสนอแบบเดียวกันนี้ มักเข้าใจคลาดเคลื่อนและถูกหลอกให้เซ็นชื่อด้วยคิดว่าเรื่องต่างๆคงจบแค่วันที่เซ็นชื่อยอมรับข้อเสนอนั้น อันที่จริง ความหมายของข้อความนี้ คือ ท่านจะไม่รับเงินภาษีคืนเฉพาะปีภาษีนี้ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตรวจสอบบัญชีย้อนหลังได้ตลอดอายุความ 10 ปี หากพบตัวเลขผิดพลาด เจ้าของกิจการต้องรับโทษจำคุกและยึดทรัพย์เพื่อเสียภาษีย้อนหลังได้ตลอด 10 ปี

            ถาม     เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเข้าตรวจกิจการ แล้วพูดจาข่มขู่ให้ทำตัวเลขรายได้สูงๆไว้ ถ้าไม่ยอมทำ จะถูกเล่นงาน บางคนก็ใช้วาจาไม่สุภาพทั้งหญิงและชาย บ้างก็ส่งซองกฐินหรือผ้าป่าเพื่อขอรับบริจาค พร้อมคำขู่อีกว่า ถ้าไม่มีใจบุญมากๆ ก็อาจเจอเคราะห์กรรมจากพวกเขาก็ได้ ก่อนกลับยังพูดแกมบังคับว่า ให้เขียนความเห็นดีๆในกระดาษแสดงความเห็นของกรมสรรพากรต่อผู้ไปตรวจเยี่ยมกิจการผู้เสียภาษีด้วย หลายคนจำยอมเขียนเชิดชูความดีเยี่ยมทั้งที่สะอิดสะเอียนเต็มที่และอยากให้ออกไปจากสถานที่ของเขาเร็วที่สุด จะมีทางแก้ไขอย่างไร ?

            ตอบ     เมื่อต้องเผชิญหน้ากันก็จำใจต้องเขียนเนื้อหาเป็นกลางไว้ อย่างน้อยก็ไม่ฝืนใจเกินไป ถ้าทนกิริยามารยาทของเจ้าหน้าที่คนใดไม่ได้ ก็ให้เขียนหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมไปยังหัวหน้าหน่วยงานนั้นโดยตรงทีหลังก็ได้ แต่พึงทำใจด้วยว่า อาจเจอเจ้านายกับลูกน้องอยู่ก๊วนเดียวกันต้องช่วยกัน และเป็นผลร้ายต่อผู้ร้องเรียนเมื่อข้อมูลรั่วไหลออกไป ทางที่ดีถ้าต้องการร้องเรียนจริงจังควรทำโดยตรงไปที่กรมสรรพากรและต้องมีหลักฐานแนบไปด้วย เช่น ภาพหรือเสียงการสนทนาข่มขู่นั้น เป็นต้น

            ถาม     วิธีแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรข่มขู่ บังคับ ให้ทำบัญชีเท็จ หรือกรณีอื่นๆ ควรทำอย่างไร ?

            ตอบ     การแก้ปัญหาต้นตอควรเริ่มต้นที่ บัญชีกิจการ ต้องไม่ทำสองเล่มเพื่อหวังจ่ายภาษีไม่ตรงความจริงหรือไม่ตกแต่งตัวเลขเท็จโดยจงใจเพื่อเลี่ยงภาษี หากเริ่มต้นทำผิดกฎหมายเสียเอง ย่อมกลายเป็นทาสของเจ้าหน้าที่รัฐที่หวังเงินโบนัสกับการเลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการรับกรรมตามหลักพุทธศาสนา บริษัทต่างชาติหรือกิจการใหญ่ของไทยเน้นการทำบัญชีเล่มเดียว ตัวเลขจริง ใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายต่างๆและค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยอมให้หักลดเงินภาษีได้อย่างเต็มที่ จึงไม่เป็นทาสเจ้าหน้าที่รัฐให้ข่มขู่เลย หากสังเกตให้ดีจะพบว่า การข่มขู่บังคับให้ตกแต่งตัวเลขหรือไม่รับเงินภาษีคืนเกิดกับกิจการขนาดกลางและเล็ก เนื่องจากกิจการประเภทนี้ยังมีแนวคิดหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่สนใจการทำบัญชีให้ถูกต้องด้วยเลือกใช้บริการนักบัญชีประเภทมือปืนราคาถูก ทำให้บัญชีทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย กลายเป็นช่องโหว่หาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ไม่ดี

        ถาม     วิธีแก้ไขการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำผิดกฎหมาย ควรทำอย่างไร ?

            ตอบ     เมื่อรู้จุดอ่อนของคน ก็จะควบคุมคนคนนั้นได้ เจ้าหน้าที่รัฐรักตำแหน่งหน้าที่และสวัสดิการของเขามากพิเศษ ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ความผิดของเขาได้ชัดเจน จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ใช้ลงโทษหรือกำจัดเขาไปจากวงจรอุบาทว์ได้ การเก็บพยานหลักฐานเอกสาร ภาพถ่าย เสียงบันทึก เป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีต้องใส่ใจและรอบคอบในการจัดเก็บมัน ด้วยการมีกล้องวงจรปิดในกิจการ การบันทึกเสียงสนทนาระหว่างกัน เอกสารหรือจดหมายข่มขู่เรียกร้องเงินที่ไม่ชอบ ล้วนส่งผลร้ายต่อเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสิ้น หากผู้เสียภาษีที่ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐร่วมแรงร่วมใจกันกำจัดคนไม่ดีออกไปจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยเหลือตนเองและเหยื่ออื่นได้อีกมาก ดังเช่น รายการทีวีหนึ่งเคยบันทึกภาพเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้เสียภาษีที่บังคับให้แก้ไขตัวเลขในบัญชีเพื่อเพิ่มเงินภาษี แล้วออกอากาศไปทั่วประเทศเป็นการยืนยันว่ามีพฤติกรรมประเภทนี้จริงๆในสังคมไทย ผู้บังคับบัญชาต้องเร่งตื่นตัวดูแลลูกน้องมากขึ้น คนชั่วก็ถูกย้ายหรือถูกลงโทษกันไป ทำให้ลดทอนคนชั่วไปทีละคน

            ถาม     นักบัญชีควรมีคุณสมบัติอย่างไร ควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักบัญชี ?

            ตอบ     นักบัญชีที่ดีนั้น ควรมีความรู้ความสามารถในงานบัญชีและการเงินอย่างดี ทำงานละเอียดรอบคอบ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ จิตสุจริต คิดค่าจ้างสมกับคุณภาพของงาน ส่วนการมีนักบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีทำนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของกิจการ เพราะการมีนักบัญชีเป็นพนักงานบริษัทจักต้องรับผิดชอบสวัสดิการ เงินเดือน และอื่นๆ หากจ้างสำนักงานบัญชีก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงประหยัดเงินของบริษัทลงได้มากโข สิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องจำไว้ คือ ความร่วมมือระหว่างนักบัญชีที่มีความรู้เฉพาะทางกับเจ้าของกิจการที่สร้างรายได้และค่าใช้จ่ายขึ้น โดยเจ้าของกิจการได้ประโยชน์จากข้อกฎหมายอย่างเป็นธรรมและรัฐได้รับเงินภาษีที่ถูกต้อง  นักบัญชีมือปืนราคาถูกช่วยเสริมให้ท่านต้องจ่ายเงินภาษีเพิ่มหรือเงินนอกระบบที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกิจการหรือประเทศชาติเลย ของราคาถูก คุณภาพเยี่ยม ไม่มีในโลก นักบัญชีที่ดี ค่าจ้างเป็นธรรม ช่วยให้กิจการห่างไกลจากการรีดไถของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ไม่ดี ถ้ากิจการใดมีนักบัญชีคุณภาพดีแล้ว ต้องดูแลเขาหรือเธอไว้ให้ดี การปรึกษาหารือกับนักบัญชีเพื่อรับทราบข้อกฎหมายที่ไม่ควรทำอันอาจส่งผลต่อคุณภาพของบัญชี เป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการพึงเอาใจใส่ให้มากเพื่อผลประโยชน์ของกิจการ

***************************

นายกฯ คำสั่งสลายการชุมนุม และ คนตาย


          ถาม        รายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยที่เคยมีคำสั่งสลายการชุมนุมและมีคนตายเพราะคำสั่งนั้น

                ตอบ       คำสั่งสลายการชุมนุมตามกฎหมายต้องมาจากนายกรัฐมนตรีและเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ทหารหรือตำรวจใช้อาวุธปราบปรามหรือหยุดยั้งการชุมนุมของประชาชนได้ เมื่อมีผู้ชุมนุมตายเพราะอาวุธเหล่านั้น ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยซึ่งเคยออกคำสั่งฆ่าประชาชนมาแล้วและเป็นที่จดจำชื่อเสียงยาวนาน คือ จอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกสุจินดา คราประยูร และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

                ถาม        เมื่อมีคนตายเพราะคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้นำต้องรับผิดชอบต่อประชาชนหรือไม่ ?

                ตอบ       ถ้าถือหลักกฎหมายผู้กระทำตามคำสั่งโดยชอบ ย่อมไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่หน้าที่ธรรมจรรยาในฐานะผู้นำประเทศซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยของประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชอบความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แม้จะเป็นผู้ชุมนุมซึ่งขัดแย้งกับรัฐบาลก็ตาม ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยจอมพลถนอมกับพลเอกสุจินดา เมื่อมีประชาชนตายเพราะคำสั่งดังกล่าว สุดท้ายทั้งสองต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามหน้าที่ของเขา

                ถาม        ประชาชนมีสิทธิทวงความรับผิดชอบจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ?

                ตอบ       ปกติแล้วผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในการใช้อาวุธฆ่าประชาชน จักได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายมิให้ต้องรับโทษอาญาใดๆ ผู้เสียหายไม่มีสิทธิ์ทวงถามความรับผิดชอบตามกฎหมายทุกฉบับ ส่วนความรับผิดชอบของผู้ออกคำสั่งหรือผู้นำบ้านเมืองแล้วมีคนตายเพราะอาวุธของผู้กระทำตามคำสั่งนั้น คงต้องอาศัยจิตสำนึกส่วนบุคคลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับจอมพลถนอมและพลเอกสุจินดา กับเวรกรรมหรือผีคนตายเหล่านั้นตามหลอกหลอนเขาจนสิ้นลมหายใจว่า เขาเป็นผู้ฆ่าคนไทยที่อยู่ในความดูแลของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี

 

*************************

นักการเมือง กับ คำพิพากษาของศาล


          ถาม        นักการเมืองไทยคนไหนที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลและยังไม่ได้รับโทษ ?

                ตอบ       นายสมชาย คุณปลื้ม นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลสูงสุดในเขตภาคตะวันออก  ถูกพิพากษาคดีถึงที่สุดในคดีหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตต่อแผ่นดินจากคดีที่ดินทำบ่อขยะขณะเป็นนายกเทศมนตรี อีกคนคือ นายวัฒนา อัศวเหม นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่ดินคลองด่านด้วยข้อหาใช้อำนาจหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตโกงเงินของรัฐ คนล่าสุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯซึ่งถูกล้มล้างอำนาจโดยคณะปฏิวัติ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในระบบศาลเดี่ยวในคดีให้ความยินยอมแก่ภรรยาซึ่งประมูลที่ดินจากรัฐได้ขณะสามีเป็นนายกฯ โดยศาลพิจารณาว่างานประมูลและผู้ซื้อกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สองคดีแรกพบชัดว่ามาจากคดีทุจริตเงินของรัฐ คดีสุดท้ายเป็นคดีการเมืองที่ศาลรับรองชัดว่า การประมูลและผู้ซื้อไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ลงโทษสามีของผู้ซื้อซึ่งเป็นนายกฯและถูกปฏิวัติด้วยข้อหาให้ความยินยอมในการซื้อที่ดินโดยเขาต้องทำตามระเบียบกรมที่ดินเรื่องการเปลี่ยนชื่อในโฉนดสำหรับผู้ซื้อที่มีคู่สมรส

                ถาม        รัฐมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลซึ่งหนีไปกลับมารับโทษหรือไม่ ?

                ตอบ       ตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศล้วนมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลกลับมารับโทษในไทยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักการเมือง ถ้าตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศทราบสถานที่อยู่ของพวกเขาก็ต้องเร่งจัดการนำตัวมาให้ได้ ดังเช่นที่กระทำกับนายราเกซ สักเสนา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถนำเขากลับมารับโทษในไทยทั้งที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศและคนไทยอย่างมาก อีกทั้งคดีของนายราเกซใกล้จะหมดอายุความดำเนินคดีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่เกี่ยวข้องยังไร้ความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่ กลับทุ่มเงินทองเพื่อตามล่านักการเมืองคู่แข่งของรัฐบาลเท่านั้น

                ถาม        การติดตามล่านักการเมืองเหล่านั้นมีหลายมาตรฐานจริงหรือไม่ ?

                ตอบ       คนไทยส่วนใหญ่รู้ข่าวสถานที่อยู่ของนายสมชายหรือนายวัฒนาคือแถวชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน จักสังเกตว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมักแสดงความเห็นว่า ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ไม่ค่อยสนใจ จึงจับไม่ได้ ขณะที่หน่วยงานดังกล่าวมักออกข่าวการเดินทางหรือสถานที่อยู่ของอดีตนายกฯ ทักษิณในสารพัดประเทศโดยคนไทยไม่รับรู้มาก่อน แสดงว่า หน่วยงานให้ความสนใจติดตามพวกเขาไม่เท่าเทียมกันด้วยเงินลงทุนมหาศาลเพื่อตามล่าจับเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานภาพศัตรูการเมืองด้วย ทั้งที่คนไทยรู้ข่าวของนักการเมืองอีกสองคนชัดเจนมากกว่าอดีตนายกฯ มันจึงเป็นการปฏิบัติงานแบบสองมาตรฐานในการตามล่าหานักโทษการเมืองที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกต่างคดีกัน โดยเฉพาะคดีโกงเงินของรัฐไม่มีการตามหาพวกเขาเลย แต่กลับลงทุนด้วยเงินงบประมาณมหาศาลเพื่อตามหาอดีตนายกฯทักษิณซึ่งมิได้ถูกลงโทษด้วยข้อหาโกงเงินของรัฐ ประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก แทนที่จะนำเงินจำนวนนั้นไปช่วยเหลือคนตกงาน คนด้อยโอกาส คนจน เด็ก คนชรา

 

****************************