นักการเมือง กับ คำพิพากษาของศาล


          ถาม        นักการเมืองไทยคนไหนที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลและยังไม่ได้รับโทษ ?

                ตอบ       นายสมชาย คุณปลื้ม นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลสูงสุดในเขตภาคตะวันออก  ถูกพิพากษาคดีถึงที่สุดในคดีหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตต่อแผ่นดินจากคดีที่ดินทำบ่อขยะขณะเป็นนายกเทศมนตรี อีกคนคือ นายวัฒนา อัศวเหม นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่ดินคลองด่านด้วยข้อหาใช้อำนาจหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือทุจริตโกงเงินของรัฐ คนล่าสุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯซึ่งถูกล้มล้างอำนาจโดยคณะปฏิวัติ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในระบบศาลเดี่ยวในคดีให้ความยินยอมแก่ภรรยาซึ่งประมูลที่ดินจากรัฐได้ขณะสามีเป็นนายกฯ โดยศาลพิจารณาว่างานประมูลและผู้ซื้อกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สองคดีแรกพบชัดว่ามาจากคดีทุจริตเงินของรัฐ คดีสุดท้ายเป็นคดีการเมืองที่ศาลรับรองชัดว่า การประมูลและผู้ซื้อไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ลงโทษสามีของผู้ซื้อซึ่งเป็นนายกฯและถูกปฏิวัติด้วยข้อหาให้ความยินยอมในการซื้อที่ดินโดยเขาต้องทำตามระเบียบกรมที่ดินเรื่องการเปลี่ยนชื่อในโฉนดสำหรับผู้ซื้อที่มีคู่สมรส

                ถาม        รัฐมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลซึ่งหนีไปกลับมารับโทษหรือไม่ ?

                ตอบ       ตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศล้วนมีหน้าที่ติดตามผู้ต้องคำพิพากษาของศาลกลับมารับโทษในไทยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักการเมือง ถ้าตำรวจหรือกระทรวงต่างประเทศทราบสถานที่อยู่ของพวกเขาก็ต้องเร่งจัดการนำตัวมาให้ได้ ดังเช่นที่กระทำกับนายราเกซ สักเสนา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถนำเขากลับมารับโทษในไทยทั้งที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศและคนไทยอย่างมาก อีกทั้งคดีของนายราเกซใกล้จะหมดอายุความดำเนินคดีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่เกี่ยวข้องยังไร้ความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่ กลับทุ่มเงินทองเพื่อตามล่านักการเมืองคู่แข่งของรัฐบาลเท่านั้น

                ถาม        การติดตามล่านักการเมืองเหล่านั้นมีหลายมาตรฐานจริงหรือไม่ ?

                ตอบ       คนไทยส่วนใหญ่รู้ข่าวสถานที่อยู่ของนายสมชายหรือนายวัฒนาคือแถวชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน จักสังเกตว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมักแสดงความเห็นว่า ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ไม่ค่อยสนใจ จึงจับไม่ได้ ขณะที่หน่วยงานดังกล่าวมักออกข่าวการเดินทางหรือสถานที่อยู่ของอดีตนายกฯ ทักษิณในสารพัดประเทศโดยคนไทยไม่รับรู้มาก่อน แสดงว่า หน่วยงานให้ความสนใจติดตามพวกเขาไม่เท่าเทียมกันด้วยเงินลงทุนมหาศาลเพื่อตามล่าจับเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานภาพศัตรูการเมืองด้วย ทั้งที่คนไทยรู้ข่าวของนักการเมืองอีกสองคนชัดเจนมากกว่าอดีตนายกฯ มันจึงเป็นการปฏิบัติงานแบบสองมาตรฐานในการตามล่าหานักโทษการเมืองที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกต่างคดีกัน โดยเฉพาะคดีโกงเงินของรัฐไม่มีการตามหาพวกเขาเลย แต่กลับลงทุนด้วยเงินงบประมาณมหาศาลเพื่อตามหาอดีตนายกฯทักษิณซึ่งมิได้ถูกลงโทษด้วยข้อหาโกงเงินของรัฐ ประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก แทนที่จะนำเงินจำนวนนั้นไปช่วยเหลือคนตกงาน คนด้อยโอกาส คนจน เด็ก คนชรา

 

****************************

Published in: on May 14, 2009 at 8:55 am  Leave a Comment  

คนไทยกับเสรีภาพทางการเมือง


                ถาม        เสรีภาพทางการเมือง คือ อะไร ?

                ตอบ       เสรีภาพทางการเมืองนั้น ได้แก่ การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมือง การรวมตัวชุมนุมทางการเมือง ความเชื่อหรือความชอบในลัทธิการเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดโดยไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เช่น คนหนึ่งชอบและสนใจลัทธิคอมมิวนิสต์หรือนาซีเยอรมันสามารถกระทำได้ แต่จะบังคับให้ผู้อื่นเชื่อเหมือนตนไม่ได้หรือแสดงออกต่อต้านด้วยการใช้กำลังต่อความเชื่อของผู้อื่นไม่ได้

                ถาม        คนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองหรือไม่ ? ใครดูแลเสรีภาพเมื่อถูกละเมิด ?

                ตอบ       รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 คุ้มครองและยืนยันสิทธิเสรีภาพของคนไทยสำหรับกิจกรรมและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ผู้ใดจะละเมิดเสรีภาพนี้ไม่ได้ หมายความว่า คนไทยสามารถคิด เชื่อถือ ศึกษาเรียนรู้ และแสดงความเห็น ทางการเมืองหรือลัทธิปกครองที่แตกต่างกันได้อย่างอิสระ หากผู้ใดละเมิดเสรีภาพของคนไทย ศาลจะต้องพิทักษ์รักษาสิทธิและลงโทษผู้ทำละเมิดต่อเสรีภาพนี้

                ถาม        ศาลมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขห้ามใช้เสรีภาพทางการเมืองของคนไทยได้หรือไม่ ?

                ตอบ       รัฐธรรมนูญไทยให้เสรีภาพทางการเมืองแก่คนไทย โดยศาลมีหน้าที่ปกป้องและลงโทษผู้ทำละเมิดเสรีภาพนี้ อีกทั้งองค์กรตุลาการต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันด้วย จึงมิได้มีสถานภาพเหนือรัฐธรรมนูญ ศาลไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขห้ามคนไทยใช้เสรีภาพทางการเมือง แม้จะอยู่ในขั้นประกันตัวก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษา ผู้นั้นถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ทั้งนี้การใช้เสรีภาพทางการเมืองต้องไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นด้วย เช่น การพูดปลุกปั่นให้คนทำผิดก.ม.อาญา การยุยงให้คนฆ่าตัวตายประท้วงรัฐบาล เป็นต้น การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณชนเพื่อให้เชื่อในแนวเดียวกับผู้พูด ถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมือง จึงต้องแยกให้ชัดจาการปลุกปั่นให้คนกระทำความผิดกฎหมายอันต้องใช้วิจารณญาณที่ปราศจากอคติเป็นหลัก

                ถาม        คนไทยชอบลัทธิอื่นนอกจากประชาธิปไตยได้หรือไม่ ?

                ตอบ       ความชื่นชอบในลัทธิการปกครองแบบใดเป็นสิทธิส่วนตัวที่ผู้ใดละเมิดไม่ได้ และสามารถแสดงความเห็นที่แตกต่างกันได้เพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เคารพและยอมรับความเห็นที่ไม่เหมือนกันได้ แต่แสดงออกทางวาจาหรือกายภาพที่ละเมิดต่อกฎหมายไม่ได้

                ถาม        รัฐบาลบังคับให้คนไทยยอมรับอำนาจเผด็จการได้หรือไม่ ?

                ตอบ       รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นพระประมุข รัฐบาลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาระบอบนี้ไว้ จึงไม่มีอำนาจบังคับให้ประชาชนยอมรับอำนาจแบบอื่นโดยเด็ดขาด หากทำละเมิดบัญญัตินี้ ประชาชนก็มีหน้าที่ปกป้องและตอบโต้ได้ตามสิทธิหน้าที่ของคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญไทย เช่น การฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามหน่วยงานที่กฎหมายให้อำนาจเพื่อถอดถอนรัฐบาล หรือชุมนุมประท้วงใช้สิทธิ์หรือไม่เลือกพรรคที่ฝักใฝ่เผด็จการเมื่อมีการเลือกตั้ง เป็นต้น

          ถาม        การพูดเรื่องการเมืองบนเวทีในงานพบปะสังสรรค์ของคนกลุ่มใหญ่ ถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมืองหรือการปลุกปั่นทางการเมือง ?

                ตอบ       การโชว์บนเวทีมีหลายอย่าง เช่น การร้องเพลง เล่นดนตรี การพูดโชว์คารม เป็นต้น การพูดโชว์บนเวทีเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเป็นเสรีภาพชนิดหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไทยคุ้มครองให้คนไทยทำได้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม เนื้อหาที่พูดบนเวทีเป็นตัวตัดสินว่า พูดเพื่อใช้เสรีภาพหรือปลุกปั่นยุยงให้สังคมวุ่นวายอันละเมิดกฎหมาย การพูดมุมมองแตกต่างจากรัฐบาลยังถือเป็นการใช้เสรีภาพทางการเมืองของคนไทย เพราะประชาธิปไตยมิได้ห้ามความเห็นแตกต่างกัน หากพูดแล้วขำกันทั้งบ้านทั้งเมืองและมองโลกอย่างมีรอยยิ้ม แม้จะเป็นเรื่องการเมืองเครียดๆ คนกลุ่มเดียวที่ไม่อยากได้ยิน ประชาชนก็ต้องใช้วิจารณญาณอย่างปราศจากอคติมองพิจารณาคนกลุ่มนั้นว่ามีสติสมบูรณ์ในการแยกแยะความแตกต่างหรือไม่ รัฐบาลหรือศาลหรือตำรวจหรือทหารไม่มีอำนาจห้ามคนไทยพูดเรื่องการเมืองบนเวทีสาธารณะ  เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่คนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองย่อมทำกิจกรรมใดๆอันไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นได้ แม้จะมีมุมมองและความเห็นไม่เหมือนกับรัฐบาลก็ตาม

**********************

Published in: on May 12, 2009 at 9:00 am  Leave a Comment  

พี่เลี้ยงใจโหด ครูและพ่อแม่ตีเด็ก ทำได้ไหม ?


                ถาม        ครูมีสิทธิ์ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้หรือไม่ ?

                ตอบ       ครูมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการใช้ไม้เรียวหรือไม้บรรทัดเหล็กลงโทษเด็กเพราะเชื่อว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนให้ใช้ไม้เรียวตีเด็กได้โดยถือว่าเป็นการสั่งสอนเด็ก ความจริงแล้วการใช้ไม้เรียว ไม้บรรทัด การหยิก การเตะ ซึ่งกระทำต่อร่างกายของเด็ก ตามหลักกฎหมายอาญาแล้วถือเป็นการทำร้ายร่างกายคนอื่น ผู้ใดกระทำดังกล่าวต้องมีโทษจำคุก ถ้าผลของการทำร้ายเป็นเรื่องสาหัสก็จะรับโทษจำคุกหนักขึ้น ส่วนผลไม่สาหัสก็อาจนับเป็นลหุโทษซึ่งมีโทษจำคุกที่เบากว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเขียนไว้นานมากโดยไม่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนหรือประมวลกฎหมายอาญาเพราะมีความเชื่อโบราณว่า การตีเด็กคือการสั่งสอน แต่แนวคิดนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเสียแล้ว อีกทั้งระเบียบกระทรวงฯต้องมีศักดิ์ต่ำกว่าประมวลกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ ครูจึงไม่มีอำนาจใดในการตีเด็กไม่ว่าจะทำเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม กฎหมายถือเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ที่ไม่เป็นคดีความกันเพราะผู้ปกครองให้ความเคารพครูบาอาจารย์ จึงยอมอะลุ้มอะล่วยให้ จักสังเกตได้ว่านักเรียนมัธยมปลายและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นครูบาอาจารย์ไม่ใช้ไม้เรียวหรือวัตถุใดตีทำร้ายศิษย์กันแล้ว แต่ยังมีประปรายในโรงเรียนระดับอนุบาลและประถม ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะอบรมครูให้เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นและป้องกันมิให้ครูเหล่านั้นต้องโทษจำคุกโดยรู้ไม่ทันการณ์

          ถาม        ครูลงโทษเด็กด้วยวิธีใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ?

                ตอบ       การลงโทษเด็กในยุคปัจจุบันมีการพัฒนามากในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยต่างๆหรือโรงเรียนชื่อฝรั่งอันเป็นแนวคิดแบบตะวันตกที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนสูง การลงโทษที่นิยมนำไปใช้ คือ การตัดคะแนนความประพฤติ การทำรายงานพิเศษ การยืนหน้าห้องตามเวลาที่กำหนด เป็นต้น แต่จะไม่ใช้การหยิก การตี แม้แต่การให้วิ่งรอบสนามฟุตบอลก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับร่างกายเด็กด้วย ถ้าเด็กตายเพราะการใช้วิธีนี้ จะถือเป็นการฆ่าเด็กโดยเจตนาหรือโดยประมาทแล้วแต่ข้อเท็จจริงของคดี ครูต้องรับโทษจำคุกแน่นอน จึงพึงหลีกเลี่ยงการทรมานร่างกายเด็ก น่าจะใช้การลงโทษที่เด็กได้รับความรู้ไปพร้อมกันด้วยและไม่กระทำโดยตรงที่ร่างกายของเด็ก การทำร้ายจิตใจของเด็กก็ถือเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย เช่น การสั่งให้เด็กแก้ผ้าต่อหน้าเพื่อน การวาดสีบนใบหน้าของเพื่อน การสั่งให้ถุยน้ำลายใส่เด็ก อันเป็นการลงโทษเน้นสร้างความอับอาย เป็นต้น วิธีลงโทษนั้นก็ควรคิดถึงเวลาที่ครูเป็นพ่อแม่จะยอมรับวิธีลงโทษแบบนั้นได้หรือไม่ จิตสำนึกความเป็นพ่อแม่ในตัวครูเป็นเครื่องวัดความเหมาะสมได้อย่างดี

                ถาม        พี่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลมีสิทธิ์ลงโทษนักเรียนได้หรือไม่ ?

                ตอบ       เด็กอนุบาลเป็นเด็กเล็กมากที่ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดพิเศษ พ่อแม่อาจไม่มีเวลาเพียงพอหรือเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้วจึงเลือกสถานเลี้ยงดูหรือโรงเรียนที่น่าเชื่อถือว่าจะมีมาตรฐานในการดูแลลูกของเขา ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องอำนาจในการดูแลเด็กนั้นมิได้รวมถึงการลงโทษเด็กด้วยไม้เรียวหรือการตบตีด้วยสารพัดวิธีดังที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น การตบปากเด็กเมื่อร้องไห้หรือไม่เชื่อฟัง การใช้สมุดหนาเท่าสมุดโทรศัพท์ตีศีรษะของเด็ก การใช้กรรไกรแทงฝ่าเท้าเพื่อหลบซ่อนบาดแผลของเด็กพ้นสายตาของพ่อแม่ การใช้กระป๋องน้ำโขกศีรษะหรือราดน้ำใส่หัวของเด็ก เป็นต้น การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการทำร้ายร่างกายของผู้อื่นอันมีโทษจำคุกหนักเบาตามลักษณะบาดแผลหรืออันตรายที่เด็กได้รับ แม้แต่การเกิดปัญหาทางจิตใจแก่เด็กอันสืบเนื่องจากการถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำจากพี่เลี้ยง ก็นับว่าเป็นโทษฐานทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้อื่นเช่นกัน

                ถาม        พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ หรือ คนชรา ลงโทษผู้อยู่ในความดูแล จะมีความผิดหรือไม่ ?

                ตอบ       การทำทรมานทางร่างกายและจิตใจต่อผู้อยู่ในความดูแลของตน ต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษกว่าฐานทำร้ายร่างกายทั่วไป พี่เลี้ยงคนป่วย คนพิการ คนชรา ไม่มีอำนาจในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน การทอดทิ้งให้ผู้อยู่ในความดูแลอยู่ในอันตรายต่อชีวิต ก็ต้องรับโทษอีกกระทงหนึ่งด้วย กฎหมายกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ดูแลเหล่านั้นไว้ สิ่งที่เป็นปัญหาเรื่องพี่เลี้ยง คือ รัฐให้ความสนใจมาตรฐานของพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าพี่เลี้ยงประเภทอื่น ทั้งที่พี่เลี้ยงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนแก่กัน ทุกวันนี้ผู้ป่วย คนพิการ คนชรา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากพี่เลี้ยง เช่น ความสามารถของพี่เลี้ยงต่ำกว่ามาตรฐาน ค่าแรงสูงเกินเหตุ ผู้จัดหาพี่เลี้ยงเอาเปรียบคนพิการ คนชรา คนป่วย การเรียกร้องความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่ากรณีพี่เลี้ยงเด็ก ทั้งที่รัฐต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตของเด็ก คนชรา คนป่วย คนพิการ อย่างเท่าเทียมกัน อาชีพพี่เลี้ยงยังไม่มีมาตรฐานหรือกฎหมายคุ้มครองและรัฐไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร การเอารัดเอาเปรียบ การทำร้าย ผู้ได้รับการดูแลจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเหิมเกริมยิ่งขึ้นเพราะอีกฝ่ายเป็นคนด้อยโอกาสทางสังคมหรือไม่อยู่ในความสนใจของรัฐ

          ถาม        พ่อแม่ตีลูก มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ?

                ตอบ       หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจ ย่อมได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลได้ กฎหมายไม่ได้ยกเว้นความผิดให้บิดามารดาเป็นกรณีพิเศษ การใช้วัตถุตีทำร้ายร่างกาย เช่น ไม้บรรทัดเหล็ก ท่อนไม้ ไม้เรียว บุหรี่จี้ ไฟฟ้าช็อต กรรไกร เป็นต้น เมื่อใช้กระทำต่อร่างกายของเด็กจนเป็นริ้วรอยหรือบาดแผล ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น หากเด็กได้รับบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจจากการกระทำนั้น ผู้นั้นต้องถูกฟ้องคดีอาญา ตอนนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองเด็กอีกฉบับที่ดูแลเด็กซึ่งถูกบิดามารดาญาติพี่น้องทำร้ายเสมอเพื่อให้ได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วยการลงโทษบิดามารดาและแยกเด็กออกจากครอบครัวไปสู่สถานที่ปลอดภัยขึ้น บางคนอาจโต้ว่า การตีเด็กเป็นการลงโทษที่บิดามารดากระทำต่อลูกได้ แต่แนวคิดทางจิตวิทยาระบุชัดว่า บิดามารดาทำร้ายลูกส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเด็กระยะยาวที่จะนิยมใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัวอันส่งผลให้สังคมไม่ปลอดภัย ดังนั้น การลงโทษลูกจึงควรเปลี่ยนจากการตีไปสู่วิธีใหม่ เช่น การงดดูทีวีกี่ชั่วโมง การให้รดน้ำต้นไม้หรือล้างจานหรือล้างห้องน้ำกี่ครั้ง เป็นต้น นอกจากเป็นการลงโทษเด็กแล้วยังช่วยสอนให้ลูกทำงานเพื่อครอบครัวได้ด้วย มันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองเด็ก แล้วยังช่วยสังคมมิให้เพิ่มคนนิยมความรุนแรงและรู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอีกทางหนึ่ง

************************

Published in: on April 20, 2009 at 7:58 am  Leave a Comment  

คำเรียกยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง ?


                ถาม        ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กับ ผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย มีความหมายอย่างไร ?

                ตอบ       คำเรียกนี้ยอดฮิตในการชุมนุมคนเสื้อแดง มีความหมายลึกซึ้งที่ใช้เรียกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติปี พ.ศ. 2549 และ การสร้างรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ปกครองประเทศไทย ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หมายถึง บุคคลที่ประชาชนนับถือในสังคม แต่ไม่มีอำนาจบริหารบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณเรียกแทนผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐบาลเลือกตั้งของเขาในปีพ.ศ. 2549 และ อ้างว่าผู้มีบารมีคนนี้ชอบก้าวก่ายงานบริหารประเทศเสมอด้วยความเคยชินซึ่งทำได้กับหลายรัฐบาลมาแล้ว ส่วนผู้มีอำนาจนอกกฎหมาย หมายถึง บุคคลที่มีอำนาจในกรมกองหรือหน่วยงานรัฐ แต่ก้าวก่ายไปยังหน่วยงานอื่นหรือต้องการสั่งรัฐบาลให้ทำตามอำเภอใจทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ บุคคลทั้งสองประเภทล้วนเป็นต้นเหตุความวุ่นวายของประเทศอันสืบเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่บทบาทนั้น

                ถาม        แม่นาคเจ้าพระยา กับ แม่นาคพระอาทิตย์ เหมือนกับแม่นาคพระโขนงหรือไม่ ?

                ตอบ       ความเชื่อเรื่องแม่นาคพระโขนงที่มีผัวชื่อ นายมาก เป็นเรื่องเล่าสืบทอดตำนานผีให้คนไทยหวาดกลัวมานานโดยระบุสถานที่เกิดเรื่องนี้ไว้ด้วย จะมีจริงหรือไม่ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ชัด แต่คนไทยให้ความนับถือแม่นาคพระโขนงอย่างมากโดยมีศาลเพียงตาตั้งไว้ให้คนกราบไหว้จนถึงทุกวันนี้ แม่นาคพระโขนงจึงเป็นที่นับถือและหวาดกลัวของคนไทยในเวลาเดียวกัน ส่วนแม่นาคเจ้าพระยากับแม่นาคพระอาทิตย์ เป็นคำเรียกแทนเพศและสถานที่อยู่ของผู้อยู่เบื้องหลังม็อบโกเต๊กซ์ยึดสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผู้พูดต้องการสื่อให้ประชาชนรับทราบว่า ผู้นั้นมีสถานภาพน่านับถือ แต่มีความน่ากลัวเยี่ยงเดียวกับผีแม่นาคพระโขนง ส่วนจะมีตัวตนหรือไม่ อย่างไร ไม่แน่ชัด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผีเหมือนแม่นาคพระโขนงตามความเชื่อโบราณ ทั้งสองคำถือเป็นคำเรียกเปรียบเปรยคนที่น่านับถือ แต่น่าหวาดกลัวด้วยและควรหลีกห่างไว้ เพราะเป็นผีสางที่อยู่คนละภพกับคนไปแล้ว

                ถาม        ตำรวจจะฟ้องคดีหมิ่นประมาทคนที่พูดถึงแม่นาคพระอาทิตย์หรือแม่นาคเจ้าพระยาได้ไหม ?

                ตอบ       คดีหมิ่นประมาทนั้นกำหนดชัดว่า ผู้ใดพูดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้ถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท คำว่า “ผู้อื่น” ต้องหมายถึง บุคคลมีลมหายใจเท่านั้น คำเรียกดังกล่าวยังไม่ถือว่า เป็นบุคคลที่ชัดเจนว่าเป็นคนหรือผี หากระบุได้ชัดว่า คำเรียกนั้นหมายถึง คนที่มีลมหายใจและเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา จึงถือว่า มีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ในทางกลับกัน คำเรียกนั้นเป็นแค่ผีในตำนาน ก็ถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบของความผิด จึงเอาผิดและลงโทษไม่ได้ ปกติแล้วกฎหมายจะลงโทษผู้กระทำความผิดเมื่อเขาทำต่อบุคคลมีลมหายใจหรือศพที่ยังมีร่างให้เห็น มิใช่ผีสางตามตำนานความเชื่อของคน

                ถาม        อำมาตย์คืออะไร ? ยังมีใช้ในเมืองไทยด้วยหรือ ?

                      ตอบ       อำมาตย์ ตามความหมายในพจนานุกรมไทย หมายถึง ข้าราชการ หรือ ที่ปรึกษาของพระราชา เป็นยศที่พระราชาแต่งตั้งพลเรือนให้รับใช้ราชสำนักในสมัยโบราณ แต่ยศตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ. 2475  คำนี้เลิกใช้เรียกข้าราชการอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ยังคงมีใช้ในหนังไทยประเภทจักรๆวงศ์ๆในโทรทัศน์หรือลิเกอยู่ ข้าราชการระดับอำมาตย์มีหลายระดับ เช่น มหาอำมาตย์ รองอำมาตย์ แล้วยังแยกย่อยเป็น อำมาตย์เอก โท ตรี เปรียบเทียบกับยุคสมัยนี้จะเป็นข้าราชการระดับสูงหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องรับการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงประชาชนส่วนใหญ่เพื่อบริหารประเทศและให้ความสุขแก่ปวงชนชาวไทย แตกต่างจากอำมาตย์โบราณที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาให้ทำงานบริหารประเทศ โดยนโยบายหรืองานสำคัญจะต้องรับคำวินิจฉัยจากพระราชาเท่านั้น

 

*************************

Published in: on April 16, 2009 at 6:45 pm  Leave a Comment  

คาใจเรื่องหุ้น


          ถาม     รายได้จากการขายหุ้นต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากรหรือไม่ ?

            ตอบ     หุ้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หุ้นของบริษัทจำกัด และ หุ้นของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าซื้อขายหุ้นของบริษัทจำกัด รายได้จากการขายหุ้นต้องนำไปเสียภาษีตามอัตราและระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ ส่วนหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีกฎหมายกำหนดยกเว้นให้รายได้จากการซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีก ผู้ซื้อหุ้นต้องจ่ายเพียงค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ตัวแทนค้าหลักทรัพย์เรียกเก็บตามอัตราที่ธนาคารชาติกำหนดไว้เท่านั้น แต่ไม่ต้องนำเงินรายได้ส่วนนี้ไปยื่นเสียภาษีอีก กฎนี้ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมตลาดหลักทรัพย์ไทยและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

            ถาม     ถ้าจะนำรายได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไปจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรทำได้หรือไม่ ?

            ตอบ     เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้กรมสรรพากรรับชำระภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นเพราะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กรมสรรพากรย่อมไม่มีอำนาจรับชำระเงินจากผู้ขาย

            ถาม     ใครจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ?

            ตอบ     เมื่อกฎหมายกำหนดว่าผู้ใดซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี จึงหมายถึงผู้ซื้อ ผู้ขาย ทุกคนไม่ว่าสัญชาติใด ถ้าซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย จักได้รับยกเว้นการเสียภาษีจากรายได้ก้อนนี้เท่าเทียมกัน

            ถาม     การไม่เสียภาษีขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขาดจริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่ ?

            ตอบ     กฎหมายตลาดหลักทรัพย์บัญญัติขึ้นเพื่อส่งเสริมการซื้อขายหุ้นของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ใดซื้อขายหุ้นในตลาดแห่งนี้ไม่ว่าจะมีชนชั้นหรือยศใดย่อมได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน มิได้เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของคน ตัวอย่างใกล้เคียงกัน คือ เมื่อศาลใช้กฎหมายตัดสินนักโทษให้จำคุกหรือประหารชีวิต ทั้งที่การกักขังหรือการฆ่าเป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรมมนุษย์ แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังคำพิพากษาเพราะมันเป็นอำนาจตามกฎหมาย มิได้ตัดสินโทษด้วยหลักจริยธรรม ดังนั้น เมื่อทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีแก่รัฐ และกรมสรรพากรไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

        ถาม     ประเทศจะเสียประโยชน์จากการไม่เก็บภาษีซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างมากใช่หรือไม่ ?

            ตอบ     ประเทศและตลาดหลักทรัพย์ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจาก ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นของนักเล่นหุ้นทุกสัญชาติ เพราะจะเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายโดยตัวแทนค้าหลักทรัพย์ซึ่งต้องนำไปจ่ายแบ่งให้ตลาดหลักทรัพย์ด้วย รายได้ของบริษัทตัวแทนค้าหลักทรัพย์ก็ต้องนำไปเสียภาษีแก่กรมสรรพากรเป็นประจำทุกปี

 

**************************

Published in: on April 7, 2009 at 7:30 am  Leave a Comment  

รู้จักกับองคมนตรี


                ถาม     องคมนตรี คือ สถาบันเบื้องสูง จริงหรือไม่ ?

            ตอบ     รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติหน้าที่ขององคมนตรี คือ ที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยรับการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย กำหนดให้มีประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีไม่เกิน 18 คน จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติสถานภาพขององคมนตรีว่าเป็นสถาบันเบื้องสูงหรือตามภาษาราชการคือ สถาบันกษัตริย์ แต่อย่างใด อีกทั้งมิใช่ส่วนหนึ่งของสถาบันเบื้องสูง เพราะมิใช่สมาชิกราชวงศ์กษัตริย์ เป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทเท่านั้น คล้ายคลึงกับ หน้าที่ นางสนองพระโอษฐ์ อันหมายถึง ผู้รับคำสั่งเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดินและพระราชินี โดยรับการเลือกหรือแต่งตั้งโดยพระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีเพื่อทำงานตามแต่พระประสงค์

            ถาม     การพูดพาดพิงองคมนตรีต้องรับโทษฐานหมิ่นเบื้องสูงใช่หรือไม่ ?

            ตอบ     ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดให้องคมนตรีอยู่ในมาตรานี้ด้วย ถ้าต้องการฟ้องคดีพูดพาดพิงให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จักต้องไปใช้โทษฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปเท่านั้น เพราะองคมนตรีหรือคณะองคมนตรี มิใช่นิติบุคคลหรือสถาบันเบื้องสูงจึงใช้มาตรา 112 ลงโทษผู้อื่นไม่ได้

            ถาม     การที่องคมนตรีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือชี้นำการทำละเมิดกฎหมายมีบทลงโทษหรือไม่ ?

            ตอบ     คุณสมบัติข้อหนึ่งขององคมนตรีในรัฐธรรมนูญ คือ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เช่น เป็นสมาชิกหรือที่ปรึกษาพรรคการเมืองไม่ได้ เป็นต้น แต่ไม่มีบทลงโทษเมื่อขาดคุณสมบัติ จึงเป็นเรื่องจิตสำนึกของแต่ละบุคคล

            ถาม     ประธานองคมนตรีมีความสำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย ?

            ตอบ     รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 บัญญัติให้ ประธานองคมนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว ในช่วงที่ยังไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และคณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ซึ่งบางข้อมีความแตกต่างที่มิได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ.2540  บางมาตราเขียนเพิ่มเติมอำนาจให้ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีเข้าเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติมากขึ้นโดยคณะปฏิวัติปีพ.ศ. 2549 เป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

        ถาม     องคมนตรีหรือคณะองคมนตรีมีสถานภาพทางสังคมอย่างไร ?

            ตอบ     องคมนตรีมีสถานภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในฐานะบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องเสียภาษีรายได้จากการทำงานทุกปี มีสิทธิ์ใช้บัตรประกันสุขภาพ ส่วนคณะองคมนตรีก็มิใช่นิติบุคคลเพราะไม่มีกฎหมายกำหนดสถานภาพนั้นไว้เป็นการเฉพาะ จึงเป็นคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์และทำงานตามหน้าที่และเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

******************************

Published in: on April 4, 2009 at 8:56 am  Leave a Comment  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.