เรื่องวุ่นๆของพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

               ถาม       ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทยหรือกัมพูชากันแน่ ?

               ตอบ       ถ้าย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ตอนต้น คงต้องบอกตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ผู้ชนะศึกและครอบครองดินแดนของศัตรูก็เป็นเจ้าของแผ่นดินนั้น อันรวมถึงปราสาทเขาพระวิหารด้วย หลายครั้งที่ไทยชนะศึกและครองดินแดนนั้น บางครั้งก็ถูกแย่งชิงกลับไปโดยกษัตริย์เขมรในยุคต่างๆที่มีความเก่งกล้าแตกต่างกัน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทุกประเทศต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเมื่อยอมรับการพิจารณาคดีของศาลนี้ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์และทนายใหญ่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชยอมรับการพิจารณาคดีของศาลโลกที่กษัตริย์เขมรฟ้องเอาคืนปราสาทเขาพระวิหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุคสมัยขอมซึ่งถือกันตามหลักประวัติศาสตร์ว่า ขอม คือ ชนชาติเขมรในปัจจุบัน ในที่สุดคำตัดสินของศาลโลกก็ยืนยันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร แม้ไทยจะทำคำแย้งรักษาสิทธิ์ไว้ แต่หลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องใช้สิทธิ์โต้แย้งด้วยหลักฐานใหม่ภายในเวลาที่กำหนด แต่ไทยไม่เคยใช้สิทธิ์โต้แย้งใดๆกับศาลโลกจนล่วงเลยเวลาในกฎหมายไปแล้ว เท่ากับยอมรับโดยปริยายในกรรมสิทธิ์ของปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ต้องเคารพคำตัดสินของศาลโลกเพราะไทยไปยอมรับการพิจารณาของศาลโลกเอง(เนื่องจากมีกฎว่า ถ้าประเทศคู่กรณีใดไม่ยอมรับการพิจารณาคดี ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น) ณ วันนี้ต้องยอมรับกันว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก

               ถาม       พื้นที่ทับซ้อนรอบภูเขาหรือปราสาทกันแน่ที่อ้างกรรมสิทธิ์กันอยู่ ?

               ตอบ       ตามคำตัดสินของศาลโลกนั้นตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสร้างครอบคลุมภูเขาไว้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา จึงถือเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาโดยปริยายที่ขั้นบันไดสุดท้ายของปราสาทใหญ่นี้ ส่วนไทยถือว่าพื้นที่รอบภูเขาลูกนี้ยังเป็นของไทยอยู่ แต่กัมพูชาโต้ว่าพื้นที่ว่าง 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นส่วนประกอบของปราสาทและอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศสที่เคยปกครองเขมรเขียนไว้ว่าเป็นของเขา จึงทำให้เกิดพื้นที่พิพาทกันเพราะไม่ได้อยู่ในคำตัดสินของศาลโลกที่เขียนชัดว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้เอ่ยถึงบริเวณรอบปราสาทหรือองค์ประกอบทางความเชื่อในการสร้างปราสาทแห่งนี้ ปกติทหารไทยก็วางกำลังป้องกันจุดพิพาทโดยมิให้กัมพูชาล่วงล้ำเข้าไปในเขตนั้น จึงเป็นพื้นที่ว่างมาตลอดหลังจากมีคำตัดสินของศาลโลก ต่อมาประมาณปีพ.ศ.2542-2543 ยุคนายชวนเป็นนายกฯมีการเจรจาเปิดพื้นที่นั้นเพื่อทำมาค้าขายร่วมกันระหว่างสองประเทศได้ซึ่งไทยยอมเซ็นสัญญาร่วมกับกัมพูชายอมให้ทั้งสองฝ่ายเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้โดยไม่ขัดขวางกันอีกต่อไป จึงเป็นการเปิดทางกว้างให้กัมพูชาใช้ข้อตกลงนี้นำพลเมืองเขมรเข้าไปตั้งรกรากภูมิลำเนาและทำมาค้าขาย สร้างถาวรสถานอาทิเช่น วัดวาอาราม ที่ทำการของรัฐ และอื่นๆซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ว่า จะไม่มีการสร้างสถานที่ถาวรในพื้นที่ขัดแย้งโดยเด็ดขาด แต่ไทยนิ่งเฉยและไม่เคยโต้แย้งใดๆ ส่วนคนไทยไม่ค่อยกล้าเข้าไปทำมาค้าขายหรือตั้งถิ่นฐานในบริเวณนั้นเพราะหวั่นเกรงอิทธิพลทหารเขมรที่ฝังรากลึกในถิ่นนั้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วโดยไม่สนใจข้อตกลงใดๆ ขณะที่ไทยก็รักษาข้อตกลงเคร่งครัดฝ่ายเดียวเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือเพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่รัฐบาลไทยในเวลานั้นได้รับตอบแทน จึงทำให้อิทธิพลของกัมพูชาครอบคลุมพื้นที่นั้นเต็มที่ แม้แต่ทหารไทยไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในเขตนั้น จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหูว่า กัมพูชาจะอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ซึ่งคนเขมรอยู่อาศัยและมีสถานที่สำคัญตั้งหลักแหล่งอยู่ยาวนานโดยไทยไม่คัดค้านอย่างใดอันแสดงการยอมรับในกรรมสิทธิ์ของเขมรดังที่เคยเกิดขึ้นในคำตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10-20 ปีแล้ว

               ถาม       พื้นที่ทับซ้อนที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิ์นั้นเป็นของใครกันแน่ ?

               ตอบ       หลักกรรมสิทธิ์และประวัติศาสตร์ไทย รวมทั้งคำตัดสินของศาลโลก พื้นที่นั้นยังถือเป็นของประเทศไทย เมื่อกัมพูชาคัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิ์โดยอ้างธรรมเนียมโบราณหรือแผนที่สมัยฝรั่งเศส จึงถือว่า ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ โดยหลักแล้วทั้งสองฝ่ายต้องไม่เข้าไปหาประโยชน์ในดินแดนที่ขัดแย้งกันจนกว่าจะมีข้อยุติแล้วซึ่งไทยยึดถือหลักนี้มาตลอด ความแข็งแกร่งของทหารไทยทำให้กัมพูชาก็ไม่ละเมิดหลักนี้ด้วย ต่อมารัฐบาลยุคนายชวนยอมรับข้อเสนอของกัมพูชาที่เปิดทางให้คนเขมรเข้ามาครองพื้นที่ได้ง่ายและสร้างอิทธิพลแผ่ครอบคลุมจนทหารไทยหรือคนไทยยังไม่กล้าเข้าไปใช้พื้นที่ตามข้อตกลงกัน จึงกลายเป็นว่า คนเขมรเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ส่วนคนไทยกำลังรอคอยการเสียพื้นที่นี้ให้กัมพูชาแบบเดียวกับคดีปราสาทเขาพระวิหารในไม่ช้านี้ รัฐบาลที่เปิดช่องทางให้เขมรยึดครองพื้นที่พิพาทเป็นของเขาได้รับผลประโยชน์แลกเปลี่ยนหรือไม่ ผู้กระทำจักเป็นคนให้คำตอบได้ดีที่สุด

               ถาม       ข้อตกลงใหม่ที่พรรคการเมืองหนึ่งเคยทำไว้กับกัมพูชาแลกกับคำรับรองให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกที่สมบูรณ์เป็นการยกพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาจริงหรือไม่ ?

               ตอบ       ตอนนั้นกัมพูชาต้องการให้ปราสาทเขาพระวิหารได้เป็นมรดกโลก แต่ต้องมีคำรับรองจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะมันอยู่ประชิดชายแดนมากและพื้นที่ด้านล่างยังพิพาทกันอยู่ ไทยจึงใช้โอกาสนี้เพื่อให้กัมพูชารับรองก่อนว่า พื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็นของไทยฝ่ายเดียว แต่ยอมให้เป็นพื้นที่ส่วนประกอบอาณาบริเวณทางวัฒนธรรมของปราสาทแห่งนี้ได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนประเทศ กัมพูชาตอบตกลงเพราะต้องการเงินทุนมหาศาลจากองค์กรมรดกโลกที่จะใช้ปรับปรุงปราสาทใหญ่ นั่นหมายความว่า พื้นที่พิพาทแห่งนี้จะเป็นของไทยชัดเจนขึ้นจากการยอมรับของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และมีสิทธิ์ขับไล่คนเขมร จัดการพื้นที่เยี่ยงเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ต่อมามีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวทำให้ข้อพิพาทนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิม อีกทั้งกัมพูชาต้องดิ้นรนแก้ปัญหาต่างๆจนกระทั่งปราสาทแห่งนี้เป็นมรดกโลกได้ แล้วยังสามารถปรับเปลี่ยนทางขึ้นปราสาทที่เคยอยู่ในฝั่งไทยให้ไปขึ้นอีกฝั่งที่สร้างใหม่และสะดวกขึ้นด้วยเงินทุนจากฝรั่งเศสและญี่ปุ่นจากสถานภาพมรดกโลกที่จักสร้างผลประโยชน์ตอบแทนสองประเทศได้แน่นอน นั่นหมายความว่า ไทยจะสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวอีกมากเมื่อกัมพูชาสามารถปิดประตูที่บันไดทางขึ้นปราสาทฝั่งไทยได้ตลอดเวลาเพราะมีทางขึ้นอื่นให้เลือกแล้ว โอกาสทองที่จะยุติปัญหายืดเยื้อผ่านพ้นไป การทะเลาะเรื่องเก่าก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพียงแค่ความแค้นหรือโง่เขลาของศัตรูทางการเมือง ทำให้คนไทยกับคนเขมรต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงกันต่อไป

               ถาม       ไทยมีโอกาสจะยึดพื้นที่นั้นมาเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่ ?

               ตอบ       ขณะนี้ไทยยังเป็นเจ้าของพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารตามหลักกฎหมายและหลักประวัติศาสตร์อยู่ ส่วนการอ้างสิทธิ์ใดๆของกัมพูชาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่จะได้ของง่ายๆอย่างที่เคยทำในอดีตในคดีปราสาทเขาพระวิหารนั้นไม่ได้เพราะเวลานี้กัมพูชามิใช่เมืองขึ้นของฝรั่งเศส การปกครองของกัมพูชาเป็นที่หวาดระแวงของชาติตะวันตก เวทีโลกไทยมีความได้เปรียบสูงกว่า ข้อมูลข่าวสารรอบโลกหาได้ง่ายขึ้นทำให้การโกหกหรือสร้างภาพลวงเกิดขึ้นยาก เรื่องเขตแดนมิได้เกิดขึ้นจากงานสงครามแย่งชิงอีกต่อไป ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาการเจรจาความกันเป็นหลัก ส่วนกำลังทหารเป็นกองหนุนให้อีกฝ่ายยอมรับฟังกันเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ล้วนนำไปสู่ผลสำเร็จของการกำหนดเขตแดนระหว่างกันหรือแก้ไขข้อพิพาทที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ง่ายขึ้น การใช้กำลังแย่งชิงพื้นที่สำหรับยุคนี้เป็นเรื่องโง่เขลาที่สุดเพราะทุกประเทศต่างมีมิตรสหายที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและแบ่งผลประโยชน์จากผลของสงคราม การเจรจาระหว่างคู่กรณีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อีกทั้งไทยต้องยอมรับความจริงว่า ปราสาทเขาพระวิหารมิใช่ของประเทศไทยอีกแล้วตามคำตัดสินของศาลโลก แต่พื้นที่อื่นรอบภูเขาแห่งนี้ต้องเจรจากันด้วยหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง มิใช่อยากได้ก็ยึดหรือใช้กำลังบุกเข้าไปดังที่บางคนพยายามเสนอให้ยึดปราสาทมาเป็นของไทยด้วยกองทัพไทยเพราะผู้นำกัมพูชาเวลานี้เป็นกุ๊ยข้างรั้วเท่านั้น โดยเฉพาะออกมาจากปากของผู้นำกระทรวงต่างประเทศไทย มันส่อแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำและยึดติดกับภาพลวงตาที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่ยึดความจริงที่คนทั้งโลกมองเห็นอยู่ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมโลก มิใช่รัฐโดดเดี่ยว

**************************

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s